Virtual Bank ผู้เล่นใหม่ในโลกการเงินไทยปี 2569
จับตา 3 กลุ่มผู้คว้าไลเซนส์ Virtual Bank เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่จะสร้างนวัตกรรมการเงินที่จะเกิดขึ้นในปี 2569
สมรภูมิการเงินไทยกำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับความเห็นชอบให้จัดตั้ง ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank จำนวน 3 ราย เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 โดยผู้ได้รับอนุญาตจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดดำเนินการภายใน 1 ปี หมายความว่าคนไทยจะได้สัมผัสประสบการณ์การเงินรูปแบบใหม่นี้อย่างเต็มตัวในช่วง ปี 2569
3 กลุ่มผู้บุกเบิก Virtual Bank ในไทย
ธปท.ได้เปิดรายชื่อผู้ได้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) 3 รายแรกของไทย ที่จะเปิดให้บริการในปี 2569 คือ
- บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (กลุ่มแอสเซนด์ มันนี่ หรือ ทรูมันนี่),
- ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ ADVANC (AIS) และ OR ภายใต้ชื่อ ธนาคาร คลิกซ์ จำกัด (มหาชน),
- บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ WeTechnology และ KakaoBank จากเกาหลีใต้
Virtual Bank VS ธนาคารแบบดั้งเดิม
ความแตกต่างสำคัญที่ทำให้ Virtual Bank แตกต่างจากธนาคารดั้งเดิมคือการเป็น Digital-Only และ No Legacy ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีต้นทุนจากการมีสาขาหรือระบบธนาคารแบบเก่า โครงสร้างพื้นฐานจะถูกสร้างบนเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Cloud-based และ API-based ที่มีความคล่องตัวสูง (Agility) สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ แทนที่จะเป็นเดือนหรือปี
นอกจากนี้ การไม่มีสาขายังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานลงได้ถึง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับธนาคารดั้งเดิม และการใช้ AI เข้ามาจัดการกระบวนการต่างๆ ทำให้สามารถใช้บุคลากรน้อยกว่าธนาคารแบบเดิมถึง 10 เท่า ตัวอย่างเช่น ระบบ Machine สามารถอนุมัติใบสมัครสินเชื่อได้เกือบทั้งหมด (99.5%) โดยใช้คนวิเคราะห์เพียงไม่กี่คน
เป้าหมายหลัก: เพื่อกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน
พันธกิจหลักของ Virtual Bank คือการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินให้แก่กลุ่ม Underserved และ Unserved เช่น พนักงานเงินเดือนรายได้น้อย, ผู้ประกอบอาชีพอิสระ, กลุ่มรากหญ้าที่ไม่มีประวัติในเครดิตบูโร และ SMEs ขนาดเล็ก
แม้คนไทยส่วนใหญ่จะมีบัญชีเงินฝากอยู่แล้ว แต่จำนวนมากยังเข้าไม่ถึงบริการด้าน สินเชื่อ การลงทุน และประกัน อย่างทั่วถึง Virtual Bank จึงจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้โดยใช้ ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) เช่น พฤติกรรมการจ่ายบิล การเติมเงิน หรือการสมัครสมาชิกบริการต่างๆ มาวิเคราะห์ความเสี่ยงแทนการดูเพียงรายได้ประจำหรือประวัติบูโรเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่จะได้เห็นจาก Virtual Bank ในปี 2569
ในช่วงแรกของการเปิดให้บริการ คาดว่า Virtual Bank จะเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์พื้นฐานก่อน ได้แก่:
- เงินฝาก : ที่มาพร้อมกับดอกเบี้ยที่แข่งขันได้หรืออาจจะสูงกว่าธนาคารทั่วไปเล็กน้อยเพื่อดึงดูดลูกค้า,และการนำเครื่องมือดิจิทัลมาทำให้การออมเงินเป็นเรื่องสนุกและมีเป้าหมายมากขึ้น
- สินเชื่อรายย่อย : แม้วงเงินอาจจะไม่สูงนัก ประมาณ 3,000–5,000 บาท ต่อราย แต่จะเน้นฐานลูกค้าจำนวนมหาศาลหลักหลายล้านคน
- นวัตกรรมใหม่ : เช่น บัญชีเงินฝากแบบกลุ่มเพื่อเป้าหมายเฉพาะ หรือการเชื่อมโยงดอกเบี้ยกับพฤติกรรมการใช้จ่าย
บทเรียน Virtual Bank จากต่างประเทศ
Virtual Bank ไม่เพียงแต่ต้องมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่ต้องมีความสามารถในการ สร้างความเชื่อมั่น ที่เป็นแก่นของธนาคาร และ หาจุดเด่นที่ธนาคารดั้งเดิมทำไม่ได้ เพื่อให้อยู่รอดในระยะยาว ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและต้นทุนการขยายธุรกิจที่สูงในช่วงเริ่มต้น Virtual Bank ในต่างประเทศมีทั้งด้านสำเร็จ ความท้าทาย เช่น
เกาหลีใต้ : การเติบโตและการสร้างนวัตกรรม
ในเกาหลีใต้หลังจากการให้ใบอนุญาต Virtual Bank ในปี 2560 พบว่ายอดเงินฝากเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 มีสัดส่วนเงินฝาก 2.1% ของระบบ และเมื่อมีการเพิ่มใบอนุญาตรายที่ 3 ในปี 2564 สัดส่วนดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นถึง 6.6% ภายในเวลาไม่กี่ปี
Kakao Bank เป็นหนึ่งใน Virtual Bank ที่ประสบความสำเร็จจากการเชื่อมโยงบริการทางการเงินเข้ากับแอปพลิเคชันแชทอย่าง Kakao Talks ทำให้การโอนและจ่ายเงินสะดวกขึ้น มีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ธนาคารดั้งเดิมอาจไม่มี เช่น บัญชีเงินฝากแบบกลุ่ม เพื่อใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น ค่าทริปท่องเที่ยว หรือค่าสมาชิกสตรีมมิ่ง) การให้ดอกเบี้ยรายวัน และการขอสินเชื่อโดยไม่ต้องใช้เอกสารผ่านระบบ e-KYC
สิงคโปร์ : ความท้าทายในการแข่งขันกับยักษ์ใหญ่
แม้ Virtual Bank (หรือ Neobank) ในสิงคโปร์อย่าง GXS, MariBank และ Trust จะใช้เทคโนโลยีทันสมัย แต่ยังเผชิญกับภาวะ ขาดทุนรวมกว่า 350 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ในปี 2567 ขณะที่ธนาคารดั้งเดิมยังคงทำกำไรมหาศาล โดยพบว่า ผู้บริโภคจำนวนมากยังลังเลที่จะย้าย "บัญชีเงินเดือน" จากธนาคารหลักมายัง Virtual Bank แม้จะได้รับข้อเสนอเป็นดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่าในช่วงแรกก็ตาม
ขณะที่ธนาคารยักษ์ใหญ่ในสิงคโปร์อย่าง DBS ไม่ได้นิ่งเฉย แต่ทุ่มเงินลงทุนมหาศาลเพื่ออัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเองเพื่อสกัดกั้นคู่แข่งหน้าใหม่
Virtual Bank กับการใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data)
บทเรียนสำคัญจากทั้งสิงคโปร์และเกาหลีใต้คือการเข้าถึงกลุ่ม Underserved หรือ ผู้ที่ไม่ได้รับบริการทางการเงิน โดยการนำข้อมูลจากระบบ Ecosystem มาใช้ ตัวอย่างเช่น การนำข้อมูลพฤติกรรมการจ่ายเงินหรือการใช้บริการจากแอปพลิเคชันอย่าง Grab หรือ Singtel ในสิงคโปร์ มาวิเคราะห์ความเสี่ยงแทนการใช้เพียงรายได้ประจำหรือประวัติบูโร ซึ่งช่วยให้กลุ่มที่ไม่มีประวัติเครดิตสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น,
แม้จะเป็นโอกาสใหม่ แต่ Virtual Bank ในประเทศไทยก็ต้องรับมือกับความเสี่ยงสำคัญ คือการปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นท่ามกลางสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง รวมถึงความท้าทายด้าน ภัยทุจริตและความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่ต้องบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
รวบรวมโดย : กองบรรณาธิการ “การเงินธนาคาร”