โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Virtual Bank ผู้เล่นใหม่ในโลกการเงินไทยปี 2569

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 ธ.ค. 2568 เวลา 16.39 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. เวลา 00.00 น.

จับตา 3 กลุ่มผู้คว้าไลเซนส์ Virtual Bank เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่จะสร้างนวัตกรรมการเงินที่จะเกิดขึ้นในปี 2569

สมรภูมิการเงินไทยกำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับความเห็นชอบให้จัดตั้ง ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank จำนวน 3 ราย เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 โดยผู้ได้รับอนุญาตจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดดำเนินการภายใน 1 ปี หมายความว่าคนไทยจะได้สัมผัสประสบการณ์การเงินรูปแบบใหม่นี้อย่างเต็มตัวในช่วง ปี 2569

3 กลุ่มผู้บุกเบิก Virtual Bank ในไทย

ธปท.ได้เปิดรายชื่อผู้ได้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) 3 รายแรกของไทย ที่จะเปิดให้บริการในปี 2569 คือ

  • บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (กลุ่มแอสเซนด์ มันนี่ หรือ ทรูมันนี่),
  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ ADVANC (AIS) และ OR ภายใต้ชื่อ ธนาคาร คลิกซ์ จำกัด (มหาชน),
  • บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ WeTechnology และ KakaoBank จากเกาหลีใต้

Virtual Bank VS ธนาคารแบบดั้งเดิม

ความแตกต่างสำคัญที่ทำให้ Virtual Bank แตกต่างจากธนาคารดั้งเดิมคือการเป็น Digital-Only และ No Legacy ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีต้นทุนจากการมีสาขาหรือระบบธนาคารแบบเก่า โครงสร้างพื้นฐานจะถูกสร้างบนเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Cloud-based และ API-based ที่มีความคล่องตัวสูง (Agility) สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ แทนที่จะเป็นเดือนหรือปี

นอกจากนี้ การไม่มีสาขายังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานลงได้ถึง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับธนาคารดั้งเดิม และการใช้ AI เข้ามาจัดการกระบวนการต่างๆ ทำให้สามารถใช้บุคลากรน้อยกว่าธนาคารแบบเดิมถึง 10 เท่า ตัวอย่างเช่น ระบบ Machine สามารถอนุมัติใบสมัครสินเชื่อได้เกือบทั้งหมด (99.5%) โดยใช้คนวิเคราะห์เพียงไม่กี่คน

เป้าหมายหลัก: เพื่อกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน

พันธกิจหลักของ Virtual Bank คือการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินให้แก่กลุ่ม Underserved และ Unserved เช่น พนักงานเงินเดือนรายได้น้อย, ผู้ประกอบอาชีพอิสระ, กลุ่มรากหญ้าที่ไม่มีประวัติในเครดิตบูโร และ SMEs ขนาดเล็ก

แม้คนไทยส่วนใหญ่จะมีบัญชีเงินฝากอยู่แล้ว แต่จำนวนมากยังเข้าไม่ถึงบริการด้าน สินเชื่อ การลงทุน และประกัน อย่างทั่วถึง Virtual Bank จึงจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้โดยใช้ ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) เช่น พฤติกรรมการจ่ายบิล การเติมเงิน หรือการสมัครสมาชิกบริการต่างๆ มาวิเคราะห์ความเสี่ยงแทนการดูเพียงรายได้ประจำหรือประวัติบูโรเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่จะได้เห็นจาก Virtual Bank ในปี 2569

ในช่วงแรกของการเปิดให้บริการ คาดว่า Virtual Bank จะเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์พื้นฐานก่อน ได้แก่:

  • เงินฝาก : ที่มาพร้อมกับดอกเบี้ยที่แข่งขันได้หรืออาจจะสูงกว่าธนาคารทั่วไปเล็กน้อยเพื่อดึงดูดลูกค้า,และการนำเครื่องมือดิจิทัลมาทำให้การออมเงินเป็นเรื่องสนุกและมีเป้าหมายมากขึ้น
  • สินเชื่อรายย่อย : แม้วงเงินอาจจะไม่สูงนัก ประมาณ 3,000–5,000 บาท ต่อราย แต่จะเน้นฐานลูกค้าจำนวนมหาศาลหลักหลายล้านคน
  • นวัตกรรมใหม่ : เช่น บัญชีเงินฝากแบบกลุ่มเพื่อเป้าหมายเฉพาะ หรือการเชื่อมโยงดอกเบี้ยกับพฤติกรรมการใช้จ่าย
    บทเรียน Virtual Bank จากต่างประเทศ

Virtual Bank ไม่เพียงแต่ต้องมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่ต้องมีความสามารถในการ สร้างความเชื่อมั่น ที่เป็นแก่นของธนาคาร และ หาจุดเด่นที่ธนาคารดั้งเดิมทำไม่ได้ เพื่อให้อยู่รอดในระยะยาว ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและต้นทุนการขยายธุรกิจที่สูงในช่วงเริ่มต้น Virtual Bank ในต่างประเทศมีทั้งด้านสำเร็จ ความท้าทาย เช่น

เกาหลีใต้ : การเติบโตและการสร้างนวัตกรรม

ในเกาหลีใต้หลังจากการให้ใบอนุญาต Virtual Bank ในปี 2560 พบว่ายอดเงินฝากเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 มีสัดส่วนเงินฝาก 2.1% ของระบบ และเมื่อมีการเพิ่มใบอนุญาตรายที่ 3 ในปี 2564 สัดส่วนดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นถึง 6.6% ภายในเวลาไม่กี่ปี

Kakao Bank เป็นหนึ่งใน Virtual Bank ที่ประสบความสำเร็จจากการเชื่อมโยงบริการทางการเงินเข้ากับแอปพลิเคชันแชทอย่าง Kakao Talks ทำให้การโอนและจ่ายเงินสะดวกขึ้น มีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ธนาคารดั้งเดิมอาจไม่มี เช่น บัญชีเงินฝากแบบกลุ่ม เพื่อใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น ค่าทริปท่องเที่ยว หรือค่าสมาชิกสตรีมมิ่ง) การให้ดอกเบี้ยรายวัน และการขอสินเชื่อโดยไม่ต้องใช้เอกสารผ่านระบบ e-KYC

สิงคโปร์ : ความท้าทายในการแข่งขันกับยักษ์ใหญ่

แม้ Virtual Bank (หรือ Neobank) ในสิงคโปร์อย่าง GXS, MariBank และ Trust จะใช้เทคโนโลยีทันสมัย แต่ยังเผชิญกับภาวะ ขาดทุนรวมกว่า 350 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ในปี 2567 ขณะที่ธนาคารดั้งเดิมยังคงทำกำไรมหาศาล โดยพบว่า ผู้บริโภคจำนวนมากยังลังเลที่จะย้าย "บัญชีเงินเดือน" จากธนาคารหลักมายัง Virtual Bank แม้จะได้รับข้อเสนอเป็นดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่าในช่วงแรกก็ตาม

ขณะที่ธนาคารยักษ์ใหญ่ในสิงคโปร์อย่าง DBS ไม่ได้นิ่งเฉย แต่ทุ่มเงินลงทุนมหาศาลเพื่ออัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเองเพื่อสกัดกั้นคู่แข่งหน้าใหม่

Virtual Bank กับการใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data)

บทเรียนสำคัญจากทั้งสิงคโปร์และเกาหลีใต้คือการเข้าถึงกลุ่ม Underserved หรือ ผู้ที่ไม่ได้รับบริการทางการเงิน โดยการนำข้อมูลจากระบบ Ecosystem มาใช้ ตัวอย่างเช่น การนำข้อมูลพฤติกรรมการจ่ายเงินหรือการใช้บริการจากแอปพลิเคชันอย่าง Grab หรือ Singtel ในสิงคโปร์ มาวิเคราะห์ความเสี่ยงแทนการใช้เพียงรายได้ประจำหรือประวัติบูโร ซึ่งช่วยให้กลุ่มที่ไม่มีประวัติเครดิตสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น,

แม้จะเป็นโอกาสใหม่ แต่ Virtual Bank ในประเทศไทยก็ต้องรับมือกับความเสี่ยงสำคัญ คือการปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นท่ามกลางสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง รวมถึงความท้าทายด้าน ภัยทุจริตและความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่ต้องบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

รวบรวมโดย : กองบรรณาธิการ “การเงินธนาคาร”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...