“การดี” ลั่น ฟ้าต้องฟื้น หลัง “อภิสิทธิ์” คัมแบ็ก พร้อมลงพื้นที่มัสยิดอั้ลยุซรอ ช่วยผู้สมัคร สส.กทม. หาเสียง
“การดี” ลั่น ฟ้าต้องฟื้น หลัง “อภิสิทธิ์” คัมแบ็ก พร้อมลงพื้นที่มัสยิดอั้ลยุซรอ ช่วยผู้สมัคร สส.กทม. หาเสียง ชี้ กระแสตอบรับดี มั่นใจโค้งสุดท้ายคะแนนขยับ มอง ฐานเสียง ปชน.คือ ปชป. ย้ำ ขายนโยบายทำได้จริง แก้จน-แก้ปัญหากรุงเทพฯ อย่างยั่ง ยัน ปล่อยประเทศทำการเมืองแบบเก่าไม่ได้ หลัง "นิพิฏฐ์" ปูดพ่อค้าซื้องูเห่า 20 ล้าน โหวต อ. เป็นนายกฯ
วันที่ 3 ม.ค. 69 ที่มัสยิดอั้ลยุซรอ (หลอแหล) นางการดี เลี่ยวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรค พร้อมด้วยนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคกำกับดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่มัสยิดอั้ลยุซรอ ช่วยผู้สมัคร สส.กทม.เขต 19 นางวสาวกานต์ วนาดรวรวิศาล หาเสียง
โดยทันทีที่เดินทางมาถึงได้พบปะกีบบรรดาแม่ค้าที่ตั้งร้านบริเวณโดยรอบงานประจำปีมัสยิด ซึ่งมีแม่ค้าได้กล่าวทักทายกับนางการดีและนายสกลธี และฝากว่า "บางเราไม่มีเทาอยู่แล้ว" รวมไปถึงมีแม่ค้าซึ่งเป็นแฟนคลับพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวให้กำลังว่า "กทม.ฟ้าต้องฟื้น" ทำให้นายสกลธี ถึงกลับมืิไหว้ พร้อมกับอุทานว่า โอ้ ฟ้าต้องฟื้น ขอบคุณมากๆครับ พร้อมหันมาบอกนางการดี ก่อนกล่าวย้ำว่า ฟ้าจะฟื้นได้ก็ต้องมือพวกเราดีแหละ"
โดยนายสกลธี ระบุ บรรยากาศการลงพื้นที่ว่า โดยรวมประชาชนตอบรับดีมาก หลายคนบอกว่าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนคนที่ไม่ได้เป็นก็บอกว่าจะกลับมาช่วยหัวหน้าอีกครั้ง พร้อมระบุว่าทั้งตนและนางการดี รู้สึกชื่นใจ
เมื่อถามต่อว่าประชาชนให้กำลังใจโดยระบุว่า"กทม.ฟ้าต้องฟื้น" ทำให้นายสกลธี ถึงกับยิ้มและกล่าวต่อว่า สโลแกนของเราฟ้าไม่เทา ฟ้าใหม่ ซึ่งวันนี้หลายคนบอกว่าวันนี้ฟ้าต้องฟื้นแล้ว ถือเป็นกำลังใจที่ดีให้กับทั้งตนและผู้สมัคร
เมื่อถามต่อว่า หลายคนวิเคราะห์กันว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์ ที่นำโดยนายสกลธี และพรรคภูมิใจไทยที่นำโดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ซึ่งล้วนมาจากฐานเสียงเดียวกัน จะเป็นการตัดคะแนนกันเองหรือไม่ นายสกลธีกล่าวว่า ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เดิมอาจจะอยู่พรรคเดียวกันมาก่อน และเคยดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเดียวกัน แต่วันนี้จุดยืนแตกต่างกัน ตนเลือกที่จะกลับบ้านมาช่วยทางนี้ แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ประชาชนจะดูชุดนโยบายของทุกพรรค แต่ประชาธิปัตย์เราขายเสมอว่าคนทำเป็น เชื่อว่านโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ไม่แพ้พรรคไหน พร้อมระบุว่า นโยบายของกทม.ที่มุ่งเน้น คือแก้จน โดยมองไปที่ปัญหาเรื่องขยะ การจราจร และอากาศถือเป็นเรื่องที่สำคัญ
ส่วนกังวลหรือไม่สนามกทม.ที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง นายสกลธี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยบอกไว้แล้วว่ากรุงเทพเป็นพื้นที่ปราบเซียน ไม่มีใครเป็นเจ้าของคะแนนเสียงของคนกรุงเทพฯได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งพรรคเองก็ขายเรื่องการเมืองสุจริต เป็นจุดเริ่มต้นของนโยบาย และพรรคพยายามจะเสนอนโยบายทุกอย่างให้เป็นไปตามจริงทั้งหมด เพื่อไม่เป็นภาระงบประมาณและทำให้ยั่งยืน แม้ว่าจะไม่หวือหวา เป็นตัวเลขที่ต่ำมาก แต่ยืนยันว่านโยบายทำได้จริงและยั่งยืน
ส่วนที่มีการมองว่าอาจจะมีการแข่งขันกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชนนั้นนายสกลธี ระบุว่า แข่งกับทุกพรรค แต่ด้วยประสบการณ์ที่ทำการเมืองกรุงเทพฯมาเกือบ 20 ปี พื้นฐานคะแนนของพรรคประชาชนมาจากอดีตคนที่เคยรักพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นในวันที่นายอภิสิทธิ์กลับมาและเรามีทีมบริหารใหม่ อย่างน้อยคนที่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์แล้วไปเลือกพรรคประชาชน 2 ครั้งที่ผ่านมา จะต้องหันกลับมามอง แต่ก็ขึ้นอยู่กับช่วงโค้งสุดท้ายในอีก 30 กว่าวันข้างหน้า จะทำให้ประชาชนมั่นใจและหันกลับมาเลือกเราได้อย่างไร
เมื่อถามว่ายืนยันหรือไม่ว่าฟ้าจะต้องฟื้นในพื้นที่ของกรุงเทพฯนายสกลธี กล่าวว่า จากผลโพลที่ผ่านมา ส่วนตัวมั่นใจว่าดีขึ้น จากการลงพื้นที่และรับฟังเสียงตอบรับดีขึ้นหลายเท่า
ส่วนการตั้งเป้าพื้นที่ของกรุงเทพฯเท่าไหร่นั้น นายสกลธี กล่าวว่า จากการประเมินผลโพลคาดการณ์ว่า น่าจะอยู่ที่ 10 บวกลบ แต่ขึ้นอยู่ว่าอีก 30 กว่าวันนี้ เสียงของประชาชนจะเป็นเช่นไร เพราะกทม.จะตัดสินกันอยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย
เมื่อถามถึงกรณีที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสส. พรรคประชาธิปัตย์จังหวัดพัทลุง ออกมาโพสต์ข้อความผ่าน facebook ว่า พ่อค้างูเห่าให้ค่ายกมือ 20 ล้าน หากชนะเลือกตั้ง ให้เลือก อ.เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากไม่ร่วมรัฐบาล ก็ขอให้แหกมติพรรค ว่า หากปล่อยให้การเมืองแบบนั้นยังอยู่ โดยเฉพาะ 10 ปีหลังที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตนมองว่าประเทศไปต่อไม่ได้แน่ๆ จะเป็นวงจรอุบาทว์ซ้ำไปซ้ำมา พอได้อำนาจรัฐ ได้ทุนจากไหนก็ไม่รู้ ซื้อสส. ให้โหวต มันก็จะกลับวนไปวนมา เอาเงินนอกระบบเข้ามา การเมืองไม่มีทางดีแน่นอน
ด้าน ดร.การดี กล่าวเสริมว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย โดยเห็นว่าพี่น้องประชาชนควรพิจารณานโยบายที่สามารถดำเนินการได้จริง มีความรอบคอบ และเมื่อดำเนินการแล้วจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบในระยะยาว พร้อมย้ำว่าปัญหาที่คนไทยเผชิญร่วมกันในขณะนี้คือเรื่องเศรษฐกิจ แต่หากแก้ไขด้วยนโยบายระยะสั้นเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถพาประเทศไปได้ไกล และยังอาจกลายเป็นภาระให้กับลูกหลานในอนาคต
ดร.การดี จึงอยากเชิญชวนประชาชนให้พิจารณานโยบายจากผู้ที่มีประสบการณ์บริหารประเทศและทำงานเป็นจริง อาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีบทพิสูจน์การทำงานและภาวะผู้นำที่ชัดเจนในเวทีโลก
ในประเด็นการแก้ไขปัญหาความยากจน ดร.การดี กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มุ่งลดค่าใช้จ่ายของประชาชนเป็นสำคัญ ทั้งภาระด้านพลังงาน ค่าเดินทาง รวมถึงการลดการสูญเสียโอกาสของประชาชน โดยยกตัวอย่างกรณีคุณแม่ที่ต้องหยุดงานเพื่อดูแลบุตรในช่วงปีแรก ซึ่งถือเป็นการดูแลทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของประเทศ พรรคจึงมีนโยบายชดเชยรายได้ให้คุณแม่ตลอดระยะเวลา 12 เดือน เดือนละ 5,000 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 65,000 บาทต่อปี
ดร.การดี อธิบายว่า แนวคิดของนโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสในการเข้าถึงงานใหม่ ๆ และงานที่มีคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน โดยนโยบายของพรรคผ่านการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน เพื่อให้ตอบโจทย์จุดเจ็บ ของประชาชนในแต่ละกลุ่มที่มีความแตกต่างกัน
พร้อมกันนี้ ดร.การดี ยังกล่าวถึงบริบทแรงงานในปัจจุบันว่า ประเทศไทยมีแรงงานอิสระหรือฟรีแลนซ์จำนวนมาก พรรคประชาธิปัตย์จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืนให้กับคนทุกกลุ่ม พร้อมเชิญชวนประชาชนทำความเข้าใจนโยบายของพรรคอย่างลึกซึ้ง เพื่อพิจารณาว่านโยบายเหล่านี้สามารถแก้ไขปัญหาในปัจจุบันได้จริง และในระยะยาวจะช่วยสร้างความมั่นคงทั้งด้านรายได้และเศรษฐกิจของประเทศ
เมื่อถามว่านโยบายคนละครึ่งซึ่งได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะนำนโยบายดังกล่าวมาสานต่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ ดร.การดี กล่าวว่า นโยบายคนละครึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ซึ่งมีความจำเป็นในบางช่วงเวลา แต่พรรคประชาธิปัตย์มองไกลไปกว่านั้น โดยให้ความสำคัญกับการลดค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นคงในระยะยาว
ดร.การดี ยกตัวอย่างนโยบายด้านการออมว่า พรรคมีแนวคิดสนับสนุนการออมระยะยาวให้กับเด็กทุกคน โดยรัฐจะร่วมลงทุนออมเงินให้เป็นรายเดือนตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 18 ปี เมื่อครบกำหนด เด็กจะมีเงินออมจากรัฐมากกว่า 100,000 บาท ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นทุนตั้งต้นในการประกอบอาชีพ เรียนต่อ หรือแม้แต่ใช้เพื่อเติมเต็มความฝันในอนาคต
ทั้งนี้ ดร.การดี ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ตระหนักถึงความต้องการของเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา และพร้อมใช้นโยบายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ แต่หัวใจสำคัญคือการวางรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งเป็นแนวทางหลักที่พรรคยึดถือมาโดยตลอด
ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังตลาดคุ้มเกล้า เพื่อช่วยผู้สมัคร สสกทมเขตพื้นที่ 18 นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์ หาเสียง
“ประชาธิปัตย์” เปิดตัว 9 ผู้สมัคร "ผสมผสานประสบการณ์และพลังรุ่นใหม่" ชูแคมเปญ “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)พร้อมนายกรณ์ จาติกวณิช นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคด้านภารกิจ ร่วมเดินทางลงพื้นที่มาเป็นประธานในพิธีเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสงขลา ของพรรคประชาธิปัตย์ ครบทั้ง 9 เขต เพื่อเตรียมพร้อมลงสนามเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธุ์ 2569 ภายใต้สโลแกน “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”
โดยนายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวแนะนำตัวว่าที่ผู้สมัครสส. ระบบเขตทั้ง9 คน ประกอบด้วย
1.นายพิเชฏฐ พัฒนโชติ (เบอร์ 4) อ.เมืองสงขลา
2. นายจูรี นุ่มแก้ว (เบอร์ 1) อ.หาดใหญ่ (ต.คลองอู่ตะเภา, ต.หาดใหญ่)
3.นายทนายอาร์ม สุวรรณรักษา (เบอร์ 2) อ.นาหม่อม, หาดใหญ่บางส่วน, จะนะบางส่วน
4 .นายสิทธิพัฒน์ เสนเนียม (เบอร์ 1) อ.ระโนด, กระแสสินธุ์, สทิงพระ, สิงหนครบางส่วน
5 นายปรีชา สุขเกษม (เบอร์ 2) อ.รัตภูมิ, ควนเนียง, สิงหนครบางส่วน
6 นายพิพัฒน์ เจือละออง (เบอร์ 5) อ.คลองหอยโข่ง, อ.สะเดา
7 นายศิริโชค โสภา (เบอร์ 4) อ.นาทวี, สะบ้าย้อย, เทพาบางส่วน
8 .นายธีรพงศ์ ดนสวี (เบอร์ 5) อ.เทพา, อ.จะนะ
9 .นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง (เบอร์ 2) | อ.บางกล่ำ, อ.หาดใหญ่บางส่วน
โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ทั้ง 9 คนเรา่างอาสาเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวสงขลา มีความพร้อมทั้งกายและใจที่จะทุ่มเทรับใช้พี่น้องประชาชน ซึ่งหัวใจสำคัญของการเมืองยุคใหม่ ไม่ใช่แค่การสัญญาว่า จะให้ แต่คือการทำให้ดูเป็นตัวอย่างผ่าน “ความสุจริต” หรือความโปร่งใสคือ รากฐานสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน และช่วยให้พี่น้องประชาชนหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ นอกจากการเปิดตัวผู้สมัครสส.สงขลาของพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 9 เขตแล้ว พรรคยังได้มีการจัดกิจกรรม “ลำโพงชาวบ้าน” เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่โดยตรง ที่บอกกล่าวถึงปัญหาต่างๆในพื้นที่ ทั้งการพัฒนาเมือง และปัญหาปากท้อง โดยเฉพาะปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่เมืองสงขลาที่เพิ่งผ่านพ้นไป โดยนายอภิสิทธิ์และทีมผู้สมัครสส.ของพรรค ปชป. ทั้ง9 คน ได้ร่วมล้อมวงรับฟัง และพูดคุยกับพี่น้องชาวหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง เน้นการหาแนวทางป้องกันน้ำท่วมซ้ำซากและการฟื้นฟูเศรษฐกิจการค้าชายแดน ภาคใต้ และการพัฒนาเมืองซึ่งถือเป็นแนวทางการเมืองเชิงเสนอแนะที่เน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่หลัก