โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

CEA ชู ‘Content Lab’ และ ‘Music Exchange’ ดันคอนเทนต์-ดนตรีไทยบุกตลาดโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 29 ส.ค. 2568 เวลา 17.49 น. • เผยแพร่ 29 ส.ค. 2568 เวลา 10.49 น.

CEA เปิดตัวโครงการเรือธง “Content Lab” และ “Music Exchange” ผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์และดนตรีของไทยสู่เวทีระดับโลก สร้างเศรษฐกิจอนาคต เสริมแกร่งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ หวังให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Creative Hub ของภูมิภาคอาเซียน

ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมคอนเทนต์และดนตรีของไทยได้กลายเป็นกระแสที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยความสำเร็จสะท้อนให้เห็นจากซีรีส์หลายประเภท ทั้งซีรีส์กระแสหลัก, ซีรีส์ Boy Love & Girl Love, และภาพยนตร์ไทยที่คว้ารางวัลในเวทีระดับนานาชาติ รวมถึงศิลปินไทยที่ได้ไปแสดงในเทศกาลดนตรีระดับโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่เพียงผลักดัน'ซอฟต์พาวเวอร์ไทย' ไปสู่สากล แต่ยังเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมให้ชาวต่างชาติเข้ามาสัมผัสและทำความรู้จักกับความเป็นไทยมากขึ้น

รายงาน Global Entertainment & Media (E&M) Outlook ปี 2021-2025 ของ PwC คาดการณ์ว่าในปี 2568 อุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงของไทยจะมีรายได้รวม 601,936 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ย 4.45% ต่อปี ขณะที่อุตสาหกรรมดนตรีของไทยเองก็โดดเด่นไม่แพ้กัน โดยมีรายได้ 3,610 ล้านบาท (107.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เติบโตขึ้น 6.32% จากปี 2022 ทำให้ไทยกลายเป็นตลาดดนตรีที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของเอเชียรองจากญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งตอกย้ำสถานะผู้นำในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างชัดเจน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย ทั้งในกลุ่มภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน และดนตรี ผ่านโครงการสำคัญอย่าง "Content Lab" และ "Music Exchange" เพื่อให้คอนเทนต์และดนตรีไทยกลายเป็นสินค้าและบริการที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ

ยุคใหม่ของคอนเทนต์ไทย: เมื่อภาพยนตร์และซีรีส์พร้อมมัดใจคนทั่วโลก

ในช่วงปี 2567-2568 อุตสาหกรรมภาพยนตร์และซีรีส์ไทยได้รับความสนใจอย่างมากทั้งในแง่ของรายได้และการยอมรับในเชิงแบรนดิ้ง ในปี 2567 จำนวนภาพยนตร์ไทยเพิ่มขึ้น 15% สามารถทำรายได้รวมในประเทศถึง 2,438 ล้านบาทจากภาพยนตร์ 54 เรื่องที่เข้าฉาย และมีภาพยนตร์กว่า 8 เรื่องที่ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท ทำให้ภาพยนตร์ไทยมีส่วนแบ่งรายได้ 54% ของมูลค่าตลาดรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในไทยซึ่งมีมูลค่า 4,485 ล้านบาท

ตัวอย่างที่โดดเด่นได้แก่ :

  • หลานม่า (How to Make Millions Before Grandma Dies): ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ทะลุ 333 ล้านบาทในไทย และกวาดรายได้ทั่วโลกไปกว่า 1,800 ล้านบาท โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ และทั่วเอเชีย อีกทั้งยังเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ได้เข้ารอบ 15 เรื่องสุดท้ายของการประกาศรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 97 สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม
  • วิมานหนาม: ภาพยนตร์ที่ทำรายได้ 151 ล้านบาท พร้อมเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติหลายแห่ง และคว้ารางวัลใหญ่ Audience Award / Best Feature Film จาก LGBT+ Film Festival Poland 2025

สำหรับปี 2568 ภาพยนตร์ไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังเช่น:

  • ซองแดงแต่งผี: ทำรายได้ทะลุ 100 ล้านบาท และคว้า Audience Choice Award จาก Hong Kong International Film Festival ครั้งที่ 49
  • A Useful Ghost: สร้างความสนใจตั้งแต่เปิดตัวและคว้ารางวัล Grand Prize AMI Paris จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 78

ในขณะเดียวกัน ซีรีส์ไทยก็สร้างปรากฏการณ์ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะซีรีส์ สืบสันดาน ที่กลายเป็นซีรีส์ไทยเรื่องแรกที่ติดอันดับ 1 ของ Netflix Global Top 10 (Non-English TV) และติด Top 10 ในกว่า 63 ประเทศทั่วโลก รวมถึงซีรีส์ สงคราม ส่งด่วน ที่ครองอันดับ 1 บน Netflix ประเทศไทยนานถึง 8 สัปดาห์ และติดอันดับ 4 ในชาร์ต Global Top 10 (Non-English Shows) ในสัปดาห์แรกที่เปิดตัว

นอกจากนี้ ซีรีส์ Boy Love & Girl Love ได้กลายเป็นอีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนสำคัญ โดย SCB EIC คาดการณ์ว่าสัดส่วนของซีรีส์วายต่อมูลค่าการผลิตสื่อบันเทิงของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.9% ในปี 2568 หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดรวมกว่า 4,900 ล้านบาท และคาดว่าอุตสาหกรรมบันเทิงไทยโดยรวมจะขยายตัว 4.1% ในปีเดียวกัน

ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจน คือ ซีรีส์ Boy Love Gelboys ที่ติดอันดับ 1 ซีรีส์ไทยที่มียอดรับชมมากที่สุดบนแพลตฟอร์ม iQIYI ของจีน และซีรีส์ Girl Love ใจซ่อนรัก (The Secret of love) ที่ติดเทรนด์ X อันดับ 1 ในหลายประเทศ ความสำเร็จเหล่านี้มีจุดร่วมเดียวกันคือการเล่าเรื่อง บท การแสดง และโปรดักชันที่มีคุณภาพระดับสากล และการสอดแทรกกลิ่นอายวัฒนธรรมไทยเข้าไป ทำให้คอนเทนต์ไทยสามารถเชื่อมโยงกับผู้ชมทั่วโลกได้อย่างทรงพลัง

Thai Music Wave: ดนตรีไทยในฐานะวัฒนธรรมส่งออก

ในปี 2568 อุตสาหกรรมดนตรีของไทยกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดนตรีไทยไม่เพียงแต่ได้รับความนิยมภายในประเทศ แต่ยังถูกส่งออกในฐานะต้นทุนทางวัฒนธรรมและเป็นจุดเริ่มต้นของกระแส Thai Music Wave ที่กำลังเติบโต โดยความสำเร็จไม่ได้มาจากคุณภาพเสียงหรือการโปรโมตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความกล้าของศิลปินไทยในการผสมผสานรากวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความหลากหลายทางดนตรีเข้าด้วยกันอย่างสร้างสรรค์

ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ :

  • หมวดหมู่ T-Pop : กลายเป็นหมวดหมู่ใหม่ที่นานาชาติเริ่มให้ความสนใจจากทำนอง พลังเสียงร้อง และคอนเซปต์ที่โดดเด่น
  • ศิลปินหญิง MILLI : หลังจากสร้างปรากฏการณ์ระดับโลกบนเวที Coachella เธอกลับมาสร้างไวรัลอีกครั้งบนเวที Head In The Clouds Los Angeles 2025 โดยร่วมกับบัวขาว บัญชาเมฆ เพื่อนำเสนอดนตรีไทยควบคู่ไปกับศิลปะแม่ไม้มวยไทย
  • วง 4EVE : ขยายตลาดสู่สหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก หลังจากได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมจากแฟนคลับในจีนและเกาหลีใต้
  • วง BUS because of you i shine : ขยายฐานแฟนคลับสู่ตลาดญี่ปุ่น
  • ดนตรีอินดี้ : ศิลปินอย่าง Phum Viphurit, YONLAPA, KIKI และ H 3 F ก็ได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศ

ไม่เพียงแต่วงดนตรีร่วมสมัยเท่านั้นที่ได้รับความนิยม ดนตรีพื้นบ้านอย่าง หมอลำ ก็สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกเช่นกัน เช่น วง คณะเบียร์บูด ที่นำดนตรีหมอลำมาผสมผสานกับแนวเพลงฟังก์ เร็กเก้ และโซล ทำให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีศักยภาพในการเติบโตในตลาดสากล

นอกจากนี้ การขยายตัวของแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง Spotify และ YouTube Music รวมถึงโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ศิลปินไทยสามารถเข้าถึงผู้ฟังทั่วโลกได้โดยตรงอีกด้วย

ชู 'Content Lab' และ 'Music Exchange' ดันคอนเทนต์-ดนตรีไทยสู่ตลาดโลก

ทั้งนี้ CEA ได้เปิดตัวโครงการเรือธง “Content Lab” และ “Music Exchange” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์และดนตรีของไทยสู่เวทีระดับโลก เพื่อสร้างสรรค์เศรษฐกิจแห่งอนาคตและเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ โดยมุ่งหวังให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Creative Hub ของภูมิภาคอาเซียน ได้แก่

  • Content Lab : สร้างสรรค์คอนเทนต์ไทยสู่สากล

โครงการ Content Lab มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน โดยจัดโปรแกรมบ่มเพาะนักสร้างสรรค์ 4 โปรแกรม เพื่อพัฒนาความรู้และยกระดับโปรเจกต์ให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล

กิจกรรมสำคัญของโครงการคือ Content Project Market ซึ่งเป็นเวทีการจับคู่ธุรกิจครั้งแรกของไทย โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากทั่วประเทศกว่า 50 ทีม และมีโปรเจกต์ที่ได้รับคัดเลือกพร้อมนำเสนอต่อผู้ลงทุน 35 โปรเจกต์ ทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน

โดยกิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-12 กันยายน 2568 และคาดว่าจะมีนักลงทุนเข้าร่วมกว่า 70 ราย ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและเสริมสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรม

  • Music Exchange : ดันศิลปินไทยสู่เวทีนานาชาติ

โครงการ Music Exchange จัดขึ้นเป็นปีที่สองในปี 2568 โดยความร่วมมือกับคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านดนตรี THACCA เพื่อสนับสนุนศิลปินและธุรกิจดนตรีไทยให้ขยายตลาดในระดับนานาชาติ

ในปีนี้ มีศิลปินไทยได้รับทุนสนับสนุน 24 ศิลปิน เพื่อขึ้นแสดงในเทศกาลดนตรีระดับนานาชาติ 25 เทศกาล ใน 11 ตลาดสำคัญทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นอกจากนี้ยังสร้างโอกาสในการเจรจาธุรกิจให้กับศิลปินและธุรกิจดนตรีไทยกว่า 40 ราย โดยมีการเจรจามากกว่า 150 ครั้งตลอดโครงการ การดำเนินงานนี้ไม่เพียงช่วยให้ศิลปินได้เปิดตลาดใหม่ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนกระแส Thai Music Wave และส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของไทยบนเวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ในอนาคต CEA มีแผนขยายขอบเขตของโครงการ Content Lab และ Music Exchange ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนามาตรฐานและยกระดับระบบนิเวศสร้างสรรค์ของไทยให้แข็งแกร่ง เพื่อให้ศิลปินและนักสร้างสรรค์ของไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...