โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Longevity Economy “ขุมทรัพย์” ใน “วิกฤติ” จุดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ พลิกอนาคตไทย ยุคคนแก่ล้นเมือง

Thairath Money

อัพเดต 28 ต.ค. 2568 เวลา 05.09 น. • เผยแพร่ 28 ต.ค. 2568 เวลา 05.09 น.
ภาพไฮไลต์

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยการก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงอายุระดับสุดยอด" ในอัตราเร่งสูง

ท่ามกลางความท้าทายนี้ Longevity Economy ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญว่านี่อาจเป็น "โอกาส" ที่จะสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ

บนเวที Thairath Forum 2025 ในหัวข้อ Longevity Economy ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย

  • วราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา
  • ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC)
  • นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BDMS Wellness Clinic และ BDMS Wellness Resort บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)

ได้ร่วมกันประเมินสถานการณ์และเสนอแนวทางในการพลิกวิกฤตคิรั้งนี้ ให้กลายเป็นขุมทรัพย์แห่งสุขภาพและความยั่งยืน พร้อมได้เน้นย้ำถึงเศรษฐกิจผู้สูงวัยที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลกและไทย ทั้งในมิติธุรกิจ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตประชากร

โครงสร้างประชากรไทย วิกฤติ หรือ โอกาส ?

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ เน้นย้ำถึงความสำเร็จของระบบประกันสุขภาพของไทยที่ทำให้สัดส่วนที่ประชาชนต้องใช้เงินเองลดลง แต่ถึงกระนั้นก็มองว่าโครงสร้างประชากรที่คนวัยทำงานจะลดลงในขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นนั้น เป็นปัญหาเชิงเศรษฐกิจที่ท้าทายมากที่สุด

โดยในอีกประมาณ 15 ปีข้างหน้า สัดส่วนคนวัยทำงานต่อผู้สูงอายุ 1 คนจะลดลงจาก 3.8 คน เหลือเพียง 1.8 คน ซึ่งทางเศรษฐศาสตร์ระบุว่า เพื่อให้รายได้ต่อหัวไม่ลดลง ประเทศไทยจะต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพต่อหัวของคนวัยทำงานให้ได้ 2.5-3% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่ไม่มีประเทศใดในโลกที่เข้าสู่ “ภาวะสูงอายุ” สามารถรักษาไว้ได้

วราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ประเทศไทยเราเป็นสังคมสูงอายุสมบูรณ์แบบเรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานจะเป็นระดับสุดยอด โดยชี้ว่าปัจจุบันเรามีผู้มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 20% แต่อีกประมาณ 8 ปี สัดส่วนนี้ จะเป็น 1 ใน 3

ปัญหาวิกฤติโครงสร้างประชากรนี้ เมื่อรวมกับปัญหาวิกฤติสภาพภูมิอากาศ จะกลายเป็น "double crisis" ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ และมองว่าประเด็น Longevity นี้ เป็นสิ่งท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

“นี่เป็นทั้งโอกาสและวิกฤต หากเราไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ มันจะวิกฤติหนักแน่นอน”

ดร.ตนุพล วิรุฬหการุญ มองว่าเป็นโอกาส แต่ถ้าเราคว้าไม่ทัน มันก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย โดยยืนยันว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดในปี 2576 ซึ่งจะเกิดปัญหาแน่นอน เพราะคนหนุ่มสาวน้อยลง และคนอายุเกิน 60 ปี มีจำนวนเยอะขึ้น

โดยปีก่อนนั้นประเทศไทยมีจำนวนคนตาย (570,000 คน) มากกว่าคนเกิด (460,000 คน) ทำให้ประชากรติดลบ 100,000 คนเป็นปีแรก ซึ่งหากเป็นอย่างนี้ ภาษาเศรษฐศาสตร์คือ "หมดแน่"

อย่างไรก็ตาม มูลค่าเศรษฐกิจ Wellness โลกกำลังเติบโตสูงมาก และประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ Wellness สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ที่ 28.4% ทำให้มองว่าหากเราวางแผนให้ดี เราสามารถเข้าสู่ Longevity Economy ในระดับโลกได้

“Longevity Economy” ในฐานะเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า แม้ไทยจะเผชิญวิกฤติโครงสร้างประชากร แต่ Longevity Economy ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ที่สามารถเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ให้แก่ประเทศได้

ดร.ตนุพล วิรุฬหการุญ กล่าวว่า เศรษฐกิจ Wellness ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2566 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะเกือบ 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายใน 3 ปีข้างหน้า

ซึ่งเน้นย้ำว่า การเติบโตเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 7.3% ต่อปี แต่ประเทศไทยมีความโดดเด่นอย่างมาก โดยมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ Wellness สูงเป็น อันดับ 1 ของโลก ที่ 28.4% ในช่วงปี 2565–2566 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท

เครื่องยนต์หลักคือ Wellness Tourism (การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) ซึ่งเติบโตเป็นอันดับ 2 ของโลก ที่ 119.5% รองจากจีน โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มาเมืองไทยเพราะ "มาซื้อชีวิตที่เมืองไทย" และมีการใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 50-60%

นอกจากนี้ ยังชี้ว่า Healthy Eating, Nutrition, and Weight Loss เป็นภาคส่วนที่โตเป็นอันดับ 2 รองจาก Wellness Tourism และเป็นโอกาสที่คนทั่วโลกยอมจ่ายสูงกว่าปกติถึง 30% สำหรับอาหารที่มีคุณภาพจริง

อย่างไรก็ตาม มองว่าไทยยังมีช่องว่างที่ต้องเติมเต็ม เช่น ภูมิปัญญาไทย/สมุนไพรไทย ที่ยังขาดการวิจัยสร้างมูลค่าเพิ่ม, การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการออกกำลังกาย เป็นต้น

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ควรพยายามแข่งขันกับจีนในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม แต่ควรเปลี่ยนมาสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่แข็งแกร่งกว่า โดยเสนอให้เน้นการทำ อาหารคุณภาพดี/ออร์แกนิก และ การดูแลสุขภาพ (Health Care) เนื่องจากขนาดของสองภาคส่วนนี้รวมกันใหญ่พอที่จะทดแทนภาคอุตสาหกรรมปัจจุบัน (ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 20-30% ของ GDP) และเป็น New Engine of Growth ของไทยได้

วราวุธ ศิลปอาชา กล่าวว่า เราไม่ต้องการนักท่องเที่ยวเยอะๆ ที่มาแล้วทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ต้องการนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงสูงๆ โดยมองว่า Wellness Tourism ที่มีนักท่องเที่ยวใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่าปกติเกือบ 50-60% นั้น สอดคล้องกับนโยบายที่ต้องการคุณภาพมากกว่าปริมาณ และย้ำว่าการที่ไทยมีพื้นฐานด้าน service mind และโดดเด่นด้านการดูแลสุขภาพ เป็นจุดแข็งที่รัฐบาลควรต่อยอด

ข้อเสนอแนะเพื่อผลักดันเศรษฐกิจใหม่

วราวุธ ศิลปอาชา เสนอว่า รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการแก้ไขมาเป็นการป้องกัน พร้อมเสนอให้มีนโยบาย "สุขภาพดี มีเงินคืน" เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนดูแลตัวเอง หากไม่เจ็บป่วยและไม่ใช้เงิน 30 บาทเลยตลอดปี ก็ควรได้เงินคืน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลไม่ต้องเสียเงินรักษา และได้ประสิทธิภาพจากแรงงานที่แข็งแรง

นอกจากนี้ยังเสนอให้ปรับคำจำกัดความของ "ผู้สูงอายุ" จาก 60 ปี เป็น 65 ปี ตามมาตรฐานของสหประชาชาติ เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้เกณฑ์อายุต่ำที่สุดในโลก (ใช้มาตั้งแต่ปี 2494)

ดร.ตนุพล วิรุฬหการุญ เสนอให้รัฐบาลช่วยประชาสัมพันธ์อย่างหนัก ผ่านแคมเปญใหญ่ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อสร้างการรับรู้ระดับโลกว่าการมาเมืองไทยทำให้มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น พร้อมย้ำว่า "คนขายคือเรา" ดังนั้น ประชาชนไทยเองต้องเปลี่ยน Mindset ดูแลตัวเองให้แข็งแรง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ เสนอว่า การเน้นเรื่องการออกกำลังกายมีความสำคัญมากในเรื่องการมีสุขภาพดี โดยเสนอให้ใช้พื้นที่ว่างที่เกิดขึ้นจากโรงเรียนที่ต้องปิดตัวลงเนื่องจากจำนวนเด็กน้อยลง ให้กลายเป็นศูนย์กลางสำหรับการดูแลสุขภาพและออกกำลังกายของผู้สูงอายุ และเชื่อมโยงไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง เพื่อผลักดันภาคส่วนอาหารสุขภาพและการดูแลสุขภาพให้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Longevity Economy “ขุมทรัพย์” ใน “วิกฤติ” จุดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ พลิกอนาคตไทย ยุคคนแก่ล้นเมือง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...