จะเปลี่ยนรัฐบาลกี่ครั้ง ก็ยังอยู่ภายใต้อำนาจซ้อน
หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
จะเปลี่ยนรัฐบาลกี่ครั้ง
ก็ยังอยู่ภายใต้อำนาจซ้อน
อนาคตการเมืองไทยถ้ายังไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ก็จะยังไม่เป็นประชาธิปไตยที่บริหารปกครองโดยประชาชนเพื่อประชาชน
แต่จะกลายเป็นการปกครอง โดยผู้มีอำนาจบางกลุ่ม และทำเพื่อผู้มีอำนาจและบริวารกลุ่มนั้น มีการอ้างหลักกฎหมาย ความเสมอภาค ยุติธรรม แต่เลือกปฏิบัติทุกเรื่อง
โครงสร้างอำนาจและสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนหลังเลือกตั้ง 2566 และการฮั้ว ส.ว. จนถึงการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 3 คนผ่านตุลาการภิวัฒน์ บ่งชี้ถึงอำนาจซ้อนที่เข้มแข็ง
ซึ่งวางอยู่บนฐานของ… กำลังและกฎหมาย… ที่ดีไซน์เอาไว้อย่างดี
ต่างกับยุคก่อนที่เป็นเผด็จการและใช้อำนาจแบบเปิดเผย
ยุคเผด็จการรัฐประหาร
เปิดหน้าไม่อายใคร
ยุคของ 4 จอมพล หลังรัฐประหารชิงอำนาจได้ ก็จะทำการเพื่อผู้มีอำนาจอย่างเปิดเผย ไม่ต้องแอบซ่อนอำนาจไว้แสวงหาผลประโยชน์ ดังเช่น
หลังการรัฐประหาร 2490 อำนาจรัฐอยู่ที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม และพรรคพวก ไม่มีอำนาจรัฐซ้อนใดมาควบคุมได้
หลังการรัฐประหาร 2500 ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว ครองอำนาจจนมาเสียชีวิต ในปลายปี 2506
จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร แท็กทีมเข้ามาสืบทอดอำนาจต่อ ก็ยังเป็นเจ้าของอำนาจตัวจริงไม่มีอำนาจซ้อนอะไรที่จะมาบดบังได้ พวกเขาปกครองมาจนถึงปี 2516 เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แล้วก็หมดอำนาจไป ฟ้าเปิดสู่ระบอบประชาธิปไตย
เพียงแค่ 3 ปีก็เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
การรัฐประหารครั้งนั้นมีการแทรกแซงจากหลายกลุ่ม ทำให้เกิดรัฐบาลชั่วคราวที่ไม่มีอำนาจจริงอยู่ได้ประมาณ 1 ปีก็ถูก พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ รัฐประหารในเดือนตุลาคม 2520 หลังจากนั้น พล.อ.เกรียงศักดิ์ก็คิดจะสืบทอดอำนาจปกครอง โดยร่างรัฐธรรมนูญให้มีโครงสร้างแบบเผด็จการแต่เรียกชื่อว่าประชาธิปไตย บางคนเลยเรียกว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งที่จริงแล้วคงเป็นประชาธิปไตยเพียงแค่ 20% เท่านั้น
หลักการก็คือ ให้มีรัฐธรรมนูญ (2521) มีเลือกตั้ง แต่ใช้ ส.ว.จากการแต่งตั้ง มาช่วยค้ำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
กำเนิดอำนาจซ้อน
เงาของอำนาจซ้อนได้เริ่มขึ้นในช่วงปี 2523 มีการชิงอำนาจกลางสภา เมื่อทั้ง ส.ว.และ ส.ส.รุมกันโค่นล้มนายกฯ เกรียงศักดิ์ทำให้ต้องลาออก และเปลี่ยนนายกฯ เป็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นครองอำนาจต่อมาอีก 8 ปี และตอนนี้เองอำนาจซ้อนก็ได้ขยายตัวขึ้นระหว่างปี 2523-2531
แม้พรรคการเมืองใดจะเลือกตั้งได้ที่ 1 ก็ต้องเสนอ พล.อ.เปรมเป็นนายกฯ หลังจาก พล.อ.เปรมวางมือไปแล้วมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอีกหลายชุดในรอบ 15 ปี (2535-2549) ประชาธิปไตยดูเหมือนจะเดินไปได้ดี
แต่เมื่อถึงยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อำนาจเก่าที่เคยมีส่วนในการปกครองมาตลอดกลัวว่าจะถูกเบียดขับให้หายไปจากประวัติศาสตร์จึงเกิดการโค่นล้มรัฐบาลทักษิณและมีการสถาปนาโครงสร้างอำนาจซ้อนอย่างเป็นระบบนับตั้งแต่ 2549-ปัจจุบัน
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อำนาจซ้อนได้รับชัยชนะคือยึดหลัก 2 ประการ หนึ่งคุมปืน สองคุมกฎหมาย
การใช้กำลังรัฐประหารไม่ใช่ทำได้บ่อยๆ จำเป็นจึงจะใช้ได้ เพราะในระดับสากลต่างชาติเขาดูถูกเอาว่าเป็นพวกด้อยพัฒนาล้าหลัง
ระยะหลังนี้จึงมีการใช้กฎหมายผ่านองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญทั้งเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก สามารถเลือกได้ว่าจะใช้กับใครหรือไม่ใช้กับใคร ซึ่งกรรมการองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มาจากการโหวตเสียงยอมรับของ ส.ว.จึงจะมีสิทธิเข้ามารับตำแหน่งได้
การมี ส.ว.ส่วนใหญ่เป็นพวกตนเองจึงมีความสำคัญ
การปรับโครงสร้าง
อำนาจซ้อน 2550-2560
หลังรัฐประหาร 2549 อำนาจซ้อนใช้ทั้งกำลังและกฎหมาย โค่น 5 รัฐบาล คือ สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, เศรษฐา ทวีสิน, แพทองธาร ชินวัตร และตั้ง 3 รัฐบาล คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
และล่าสุดคือ รัฐบาลของอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีกระแสข่าวชัดเจนว่าการตั้งรัฐบาลครั้งนี้มีอำนาจซ้อนได้สนับสนุนจึงเกิดขึ้นได้
รัฐธรรมนูญ 2560 ดีไซน์มาเพื่อให้อำนาจซ้อนคุมอำนาจรัฐ และเมื่อเวลาผ่าน 5 ปีที่ ส.ว.แต่งตั้ง 250 คนไม่อยู่แล้ว ก็จำเป็นต้องใช้ ส.ว.เลือกกันเอง (แบบฮั้ว) เข้ามาคุมวุฒิสภา สนับสนุนแนวทางอนุรักษนิยมสุดขั้วต่อไป
ดังนั้น โอกาสในการแก้รัฐธรรมนูญน่าจะยากแล้ว ถ้า ส.ว.ชุดนี้ยังอยู่ การแสดงการแก้รัฐธรรมนูญจะออกมาในรูปแบบละครหรือลิเกก็ตาม ในความเป็นจริงจะทำไม่ได้ แต่น่าจะมีการแสดงสัก 2-3 ฉาก ให้คนดู
สถานการณ์การเมือง
มกราคม-เมษายน 2569
1.การยุบสภาตามสัญญาเมื่อครบ 4 เดือนของรัฐบาลนายกฯ อนุทินชาญจะเกิดขึ้นจริงเพื่อสร้างความเชื่อถือหาคะแนนนิยมในการเลือกตั้งใหม่ เพราะการเลือกตั้งจะมีขึ้นไม่เกิน 60 วันหลังจากยุบสภา
2. กระแสชาตินิยมจะกลายเป็นประเด็นหาเสียง และจะทำให้ความขัดแย้งตามชายแดนไทย-กัมพูชายังคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าใครจะไปแอบทำข้อตกลงกันไว้ว่าเปลี่ยนรัฐบาลแล้วจะปรับปรุงให้ดีขึ้นแบบไหนก็ตามก็จะยังไม่สามารถทำได้ เพราะจะถูกกระแสโจมตีว่าเป็นพวกขายชาติ ซึ่งจะมีผลต่อการค้าชายแดนและบ่อนพนันที่ตั้งอยู่ตลอดทั้งแนวชายแดน ทางฝ่ายกัมพูชาที่รอรัฐบาลใหม่ ต้องรอเก้อ กลายเป็นต้องรอการเลือกตั้งใหม่ 2569 ให้เสร็จก่อน
3. การทำประชามติในวันเลือกตั้งเพื่อถามความเห็นเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญก็น่าจะเกิดขึ้นจริงได้ เพื่อสร้างความหวัง แต่ใครจะทำลูกเล่นอย่างไรในการสำรวจประชามติก็ไม่สำคัญเท่าไร เพราะโอกาสที่จะเสนอแก้รัฐธรรมนูญโดยให้มีเสียง ส.ว.สนับสนุน 1 ใน 3 ยังเป็นเรื่องยาก
ส.ว.ชุดนี้ก็ยังสามารถใช้จุดยืนเดิมที่ไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญปัดตกจนได้ เรื่องนี้จะกลายเป็นละคร ที่จะไปเกี่ยวพันกับการหาเสียงเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาลใหม่
ประเมินการเลือกตั้ง 2569
คงไม่มีพรรคไหนมีโอกาสที่จะได้จำนวน ส.ส. ถึง 200 ทำให้แต่ละพรรคใหญ่จะประกาศจับมือเป็นพันธมิตรตั้งรัฐบาลก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย หวังการส่งคนเป็นนายกฯ ด้วยกันทั้งสิ้น
ดุลกำลังแบบสามก๊กทำให้ฝ่ายใดก็ตามที่รวมกัน 2 พรรคได้จะกลายเป็นรัฐบาล แต่ภูมิใจไทยจะชิงดึงพรรคอื่นมาร่วมได้กลายเป็นมีเสียงมากสุด และเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนถ้าไม่ได้ ส.ส.ถึง 250 คน เป็นฝ่ายค้านเหมือนเดิม
สำหรับกองเชียร์ทุกพรรคต้องเข้าใจว่านี่คือการเล่นการเมืองผ่านระบบเลือกตั้ง ซึ่งไม่มีใครได้เสียงข้างมาก แกนนำทุกพรรคตัดสินใจอะไรไปก็ตาม พวกเขาถกเถียงกันมาอย่างรอบด้านแล้ว ชั่งน้ำหนักผลดีผลเสีย ทั้งอำนาจผลประโยชน์ แต้มต่อทางการเมือง อุดมการณ์ไม่ได้เก็บใส่ลิ้นชัก แต่บันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือ จำเป็นก็ค่อยเอาออกมาใช้
สรุปว่า เมื่อเพื่อไทย กับพรรคประชาชนแตกหักกัน ชิ้นปลามันจะตกใส่ภูมิใจไทย ดังนั้น ภูมิใจไทยจะทุ่มทุกอย่างให้ได้จำนวน ส.ส.ที่ 1 หรือที่ 2 งานนี้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ก็มีค่า ส่วนรัฐบาลยังอยู่ใต้อำนาจซ้อนต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จะเปลี่ยนรัฐบาลกี่ครั้ง ก็ยังอยู่ภายใต้อำนาจซ้อน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly