MIND: ‘คำวิจารณ์’ ไม่เคยทำร้ายใคร แต่การตอบกลับโดยไม่เข้าใจต่างหาก ที่ค่อยๆ ทำลายตัวเราเอง
ในยุคที่ ‘การแสดงความคิดเห็น’ ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป ทุกคนมีไมค์อยู่ในมือของตัวเอง และสามารถพูดอะไรออกไปก็ได้บนโลกอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นคำพูดเชิงบวก ถ้อยคำเชิงลบ ไปจนถึง‘คำวิจารณ์’
เฉกเช่นเดียวกับภาพยนตร์ สารคดี งานศิลปะ หรือแม้แต่จานอาหารในร้านเล็กๆ ทุกสิ่งที่ถูกเผยแพร่สู่สายตาสาธารณชน ล้วนหมายถึงเป็นการเปิดช่องทางให้ผู้บริโภคสามารถวิจารณ์และตอบโต้กลับได้ทั้งนั้น แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ
ทำไมเรากลับยังเห็นเจ้าของผลงานจำนวนไม่น้อยที่รู้สึก ‘ถูกรุกล้ำ’ เมื่อผลงานของเขาถูกตั้งคำถาม
ยกตัวอย่างกรณีของภาพยนตร์สารคดี ที่เคยเป็นกระแสร้อนแรงบนแพลตฟอร์ม X เมื่อไม่นานมานี้ ในช่วงวันที่ 5 ตุลาคม สารคดีไทยที่ชื่อว่า ‘อีสานอำพราง’ ได้มีผู้บริโภคบางส่วนแสดงความคิดเห็นบนแพลตฟอร์ม ‘Letterboxd’ ว่า “ไม่เข้าใจ ใส่ฉากนู้ดมาทำไม” หรือ “เหมือนเล่าผ่านสายตาของคนกรุงเทพฯ มากกว่า”
เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ผู้กำกับก็ได้ออกมาตอบกลับความคิดเห็นเหล่านั้น ด้วยถ้อยคำเชิงลบว่า “คุณน่าจะมีปัญหากับชายเปลือยนะฮะ เหมือนแม่ผมเลย”
หรืออีกหนึ่งกรณีที่เป็นกระแสตีคู่กันตามมาติดๆ ในช่วงนั้น อย่างร้านอาหารที่ขายพาสต้าย่านนวมินทร์ ก็ได้มีผู้บริโภครายหนึ่งออกมารีวิวอาหารบน‘LINE MAN’ ตามปกติทั่วไปว่า “ไม่เคยกินพาสต้าฟิวชั่นที่หวานขนาดนี้มาก่อน กลิ่นเหมือนขนมครก รสชาติซอสเหมือนแป้งแพนเค้ก” พร้อมกับให้คะแนนเพียง 2 ดาวเท่านั้น
ต่อมาในภายหลัง ทางเจ้าของร้านก็ได้นำรูปภาพรีวิวของลูกค้าคนดังกล่าว มาโพสต์ขึ้นบัญชี X ร้านค้าของตนเอง พร้อมกับให้เหตุผลว่า “พาสต้าทุกรายการของทางร้านไม่ใส่น้ำตาล และจะไม่มีวันใส่น้ำตาล”
นอกจากนี้ ยังมีการตอบกลับ ‘ความไม่รู้’ ของผู้บริโภคด้วยคำพูดที่ว่า “ขนาดไข่แซลมอน (อิคุระ) ลูกค้าก็ยังเข้าใจผิดว่าเป็นไข่กุ้งเลย ร้านว่าลูกค้าน่าจะเข้าใจผิดว่าร้านใส่น้ำตาลในพาสต้านะคะ ต่อให้ทวิสต์แค่ไหนก็ไม่มีวันใส่น้ำตาลในพาสต้าค่ะ”
ในกรณีตัวอย่างของทั้งสองเหตุการณ์นั้น สะท้อนว่าการวิจารณ์อาจไม่ได้หมายถึงการที่ผู้บริโภคไม่ชอบเสมอไป เพราะแท้จริงแล้ว มันอาจกำลังสะท้อน ‘ความพยายามเข้าใจ’ ของผู้บริโภคมากกว่าความเกลียดชัง กล่าวคือ ผู้บริโภคบางคนอาจแค่อยากรู้ให้ลึกกว่านั้น หรืออยากเข้าใจว่าทำไมงานชิ้นนี้ถึงถูกสร้างขึ้นมาแบบนี้
แต่แน่นอน การที่ผู้สร้างผลงานต้องอยู่กับเสียงเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะกับคนที่ ‘รักงานของตัวเองมาก’ เพราะเมื่อเราทุ่มเทแรงกายแรงใจลงไปในผลงาน เราก็มักเผลอผูกตัวตนเข้ากับสิ่งที่เราทำ ซึ่งนั่นทำให้บางทีเราก็แยกไม่ออกว่า คำพูดไหนกำลังพูดถึงงานของเรา หรือคำพูดไหนกำลังพาดพิงถึงเราโดยตรง
นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า ‘ทฤษฎีอัตลักษณ์ของบทบาท’ (Identity Theory) คือเมื่อบทบาทที่เรารับ เช่น ‘ศิลปิน’ หรือ ‘นักสร้างสรรค์’ กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนมากเกินไป คำวิจารณ์ต่อ ‘งาน’ ที่เราได้รับ ก็จะถูกตีความเป็นการวิจารณ์ ‘ตัวบุคคล’ ไปโดยไม่รู้ตัว นี่จึงเป็นเหตุว่า ทำไมบางครั้งแค่คอมเมนต์สั้นๆ ถึงสะเทือนใจกว่าที่คิด
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยใน Academy of Management Journal (AOMJ) พบว่า ‘คำวิจารณ์เชิงลบ’ ไม่ได้เป็นศัตรูของความคิดสร้างสรรค์เสมอไป แต่ในทางกลับกัน มันอาจทำหน้าที่เป็น ‘สัญญาณเตือน’ ว่ามีช่องว่างบางอย่างระหว่างสิ่งที่เราทำ กับมาตรฐานที่เราตั้งไว้ในใจได้
หรือในอีกทางหนึ่ง ที่ทฤษฎีจิตวิทยาเรียกว่า ‘ความแตกต่างระหว่างตัวตน’ (Self-Discrepancy) คือถ้าเรามองคำวิจารณ์ด้วยสติ มันจะกลายเป็นแรงผลักให้เราเติบโต แต่ถ้าเรามองมันด้วยอารมณ์ มันก็จะกลายเป็นกำแพงขวางไม่ให้เราพัฒนา ทว่ามันก็จะมีปัญหาอยู่อย่าง คือคนเรามักนำคำวิจารณ์มาโยงกับ ‘ตัวเรา’ มากกว่า ‘งานของเรา’ ในบางทีเลยรู้สึกเหมือนถูกโจมตีมากกว่าถูกชี้ทางนั่นเอง
ส่วนถ้าให้มองในมุมของผู้ชม ‘ท่าที’ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้เนื้อหา เพราะคนดูไม่ได้จับตาแค่ว่าใคร ‘ถูกหรือผิด’ หากแต่ดูว่า ‘ใครรับฟังอย่างไร’ มากกว่า กล่าวในอีกนัยหนึ่ง คือผู้ชมไม่ได้อยากเห็นความสมบูรณ์แบบเพียงอย่างเดียว แต่อาจแค่อยากเห็น ‘ความจริงใจที่จะรับฟัง’ เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์เข้าใจกันได้ต่างหาก
แต่ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคเองก็มีส่วนร่วมในบรรยากาศของพื้นที่วิจารณ์เช่นกัน คือเราทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น แต่เสรีภาพนั้นจะหมดความหมายทันที ถ้าหากมันถูกใช้เพื่อ ‘ทำร้าย’ มากกว่า ‘แลกเปลี่ยน’ เพราะสุดท้าย คำวิจารณ์ที่ดีไม่ได้วัดจากถ้อยคำที่สวยงาม แต่วัดจากความตั้งใจที่จะสร้าง ไม่ใช่จ้องจะทำลาย
และในท้ายที่สุด ‘เสียงวิจารณ์ที่ดี’ จะช่วยให้งานพัฒนาไปข้างหน้า ส่วน ‘การรับฟังที่ดี’ ก็จะช่วยให้คนสร้างเติบโตไปพร้อมกัน เพราะเมื่อผลงานถูกเผยแพร่ออกไป มันก็ไม่ใช่ของเราเพียงคนเดียวอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นของสาธารณะ ที่ทุกคนมีสิทธิ์จะรัก หรือแม้แต่ผิดหวังได้เช่นกัน