รวมข้อถกเถียงร่างสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่ยังไปไม่ถึงใจกลางความขัดแย้งปัจจุบัน
ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือที่เรียกกันว่า "ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม" เป็นความพยายามให้นิรโทษกรรมเพื่อแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองที่สะสมมายาวนานกว่า 20 ปี วันที่ 16 กรกฎาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่างกฎหมายดังกล่าวรวมสามฉบับได้แก่ ร่างฉบับพรรครวมไทยสร้างชาติ ฉบับพรรคครูไทยเพื่อประชาชนและฉบับพรรคภูมิใจไทย โดยร่างฉบับพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นร่างหลักในการพิจารณาวาระสอง ต่อมาวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. (กมธ.วิสามัญนิรโทษกรรม) พิจารณาในชั้นกรรมาธิการเป็นครั้งแรก ที่ประชุมพิจารณารวมแปดครั้ง เสร็จสิ้นในวันที่ 25 กันยายน 2568
เส้นทางของการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการมีทั้งข้อถกเถียงอันสะท้อนให้เห็นถึง “ข้อจำกัดทางการเมือง” ตั้งแต่ชื่อกฎหมาย กรอบเวลา ไปจนถึงขอบเขตความผิดที่จะครอบคลุม ในการพิจารณาชั้นกรรมาธิการของกฎหมายฉบับนี้ มีการวางกรอบให้นิรโทษกรรมคดีทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 จนถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการ โดยมีบัญชีท้ายระบุฐานความผิด 42 ฐานเพิ่มจากร่างฉบับพรรครวมไทยสร้างชาติ ครูไทยเพื่อประชาชนและภูมิใจไทยที่มี 12 ฐานความผิดแต่ยังคงยกเว้นมาตรา 110 และมาตรา 112 ซึ่งถือเป็นฐานความผิดใจกลางความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน
ประเด็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 โดยเฉพาะกรณีของเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี พรรคประชาชนเสนอให้นิรโทษกรรมเยาวชนที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 112 โดยตรงผูกพันไว้ในมาตรา 3 ที่บัญญัติกรอบการให้หรือไม่ให้นิรโทษกรรมคดีประเภทใด ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์คุ้มครองเด็ก แต่ข้อเสนอนี้ถูกปัดตกจากกรรมาธิการคนอื่นๆ และมีการเตือนว่าจะทำให้ร่างกฎหมายทั้งฉบับตก เพราะสภารับหลักการมาแล้วว่า ไม่นิรโทษกรรมมาตรา 112 ท้ายที่สุดที่ประชุมลงมติไม่เห็นชอบ จากนั้นมีการเพิ่มมาตรา 9/1 ที่ให้คณะกรรมการจัดทำแผนแก้ไขฟื้นฟูเยาวชนตามกลไกที่มีอยู่แล้วใน พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯแทน
ร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลให้เป็นการนิรโทษกรรมทางแพ่งครั้งแรกในประเทศไทย เดิมคดีของกลุ่มพันธมิตรฯที่ยึดสนามบินต้องชำระค่าเสียหายให้บริษัท การท่าอากาศยานไทยฯ เป็นเงินต้นรวมดอกเบี้ย 1,000 ล้านบาท ซึ่งหากกฎหมายบังคับใช้จะเป็นผลให้ยุติการบังคับคดีทางแพ่ง นอกจากนี้ในที่ประชุมมีข้อเสนอให้คืนเงินค่าเสียหายทางแพ่งที่จ่ายไปแล้ว แต่ถูกคัดค้านว่า “เอาแต่ได้มากเกินไป” โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อเผด็จการแห่งชาติ หรือคนเสื้อแดงที่ติดคุกครบแล้ว ชีวิตพังทลาย ไม่เคยได้รับการเยียวยา และเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่อาจไม่ได้ประโยชน์อะไรจากกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้เลย
นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถสร้างสันติสุขได้จริง เพราะยกเว้นประเด็นหลักของความขัดแย้งคือ คดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ชัยธวัช ตุลาธน กล่าวชัดเจนว่าร่างฉบับนี้ไม่มีทางสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้ เพราะเป็นกฎหมายที่ยกเว้นการจัดการความขัดแย้งในสังคมปัจจุบันและอนาคตมาตั้งแต่ต้น
ประเด็น ข้อเสนอ ผลการพิจารณา ชื่อกฎหมาย สนง.กฤษฎีกา : ชื่อร่างกฎหมายแตกต่างจากกฎหมายนิรโทษกรรมทั่วไปมล.ศุภกิตติ์ จรูญโรจน์ : เพิ่มคำว่า "นิรโทษกรรม"เชิดชัย ตันติศิรินทร์ : ใช้คำว่า “นิรโทษกรรม” อาจทำให้กฎหมายไม่ผ่านความเห็นชอบ ไม่แก้ไข ใช้ชื่อ "สร้างเสริมสังคมสันติสุข" กรอบเวลา กรอบเวลาควรชัดเจนและไม่นิรโทษกรรมการกระทำความผิดล่วงหน้า 1 ม.ค. 2548 - 16 ก.ค. 2568 บัญชีท้าย พรรคประชาชน : ไม่ควรมีเพราะอาจมีคดีตกหล่นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย: ควรมีเพราะชัดเจน ปฏิบัติงานง่าย มีบัญชีท้าย (17:8 เสียง) จำนวนฐานความผิด เพิ่มเป็น 42 ฐานจากเดิมมี 12 ฐาน 42 ฐานแต่ไม่รวมม. 110 และ ม. 112 นิรโทษกรรมคดีม. 112 ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ : นิรโทษกรรม 112 ของเยาวชน 18 ปี ไม่นิรโทษกรรม 112 ของเยาวชน ( 8:15 เสียง) ทางเลือกนิรโทษกรรมคดีม. 112 ของเยาวชน ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ: ให้คณะกรรมการจัดทำแผนแก้ไขฟื้นฟูตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯเมื่อได้รับการร้องขอ เพิ่มมาตรการดังกล่าวเป็นมาตรา 9/1 ข้อสังเกตม. 110และม. 112 วีรพัฒน์ ปริยวงศ์: ควรมีข้อสังเกตเปิดพื้นที่แก้ไชความขัดแย้งในอนาคตนิกร จำนง: ไม่ควรมี เสี่ยงทำให้ร่างกฎหมายตก ไม่ใส่ข้อสังเกตแต่บันทึกไว้รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข นิรโทษกรรมทางแพ่ง ชัยธวัช ตุลาธน : นิรโทษกรรมแพ่ง แต่ไม่คืนเงินที่ชดใช้ไปแล้ว ยุติบังคับคดี แต่ไม่คืนเงินที่ชดใช้ไปแล้ว ข้อวิจารณ์สำคัญ ยกเว้นฐานความผิดม. 110 และ ม. 112 ใจกลางความขัดแย้ง - การแปรญัตติสำคัญ พรรคประชาชน : แก้ชื่อร่าง ตัดบัญชีท้ายและนิรโทษกรรมม. 112 จาตุรนต์ ฉายแสง พรรคเพื่อไทย: ตัดคดีกบฏและกฎหมายเลือกตั้งสส.และเลือกสว.ในบัญชีท้าย รอพิจารณา
ข้อถกเถียงว่าด้วยชื่อร่างกฎหมาย
หลักของการตั้งชื่อกฎหมายควรจะต้องแสดงให้เห็นความมุ่งหมายและสื่อถึงสาระสำคัญของกฎหมายนั้น อย่างไรก็ตามร่างกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมทางการเมืองทั้งสามฉบับที่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการใช้ชื่อว่า “ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ….” อันแตกต่างจากชื่อของกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมในอดีต ที่ผ่านมาประเทศไทยมีกฎหมายนิรโทษกรรมมาแล้ว 23 ฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ชื่อกฎหมายที่มีคำว่า “นิรโทษกรรม”
ในการประชุมครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 พิมพ์ประภา วัชรจิตต์กุล ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวว่า ที่ผ่านมากฎหมายเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมทุกฉบับจะมีชื่อที่ชัดเจนว่าเป็นการนิรโทษกรรม แต่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้ชื่อว่า “สร้างเสริมสังคมสันติสุข” ซึ่งแสดงจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างเสริมสันติสุขในสังคมมากกว่าการนิรโทษกรรมจึงมีลักษณะเป็นการตั้งชื่อกฎหมายที่แตกต่างไปจากกฎหมายนิรโทษกรรมทั่วไปทั้งนี้การตั้งชื่อกฎหมายที่แตกต่างไปจากเดิมอาจมีผลทางวิชาการและการสื่อสารกับประชาชนที่ต้องทำความเข้าใจว่า ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข มีลักษณะเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมประเภทหนึ่ง
มล.ศุภกิตติ์ จรูญโรจน์ กรรมาธิการมองว่า ควรเพิ่มคำว่า “นิรโทษกรรม” และเพิ่มช่วงเวลาในชื่อร่างด้วยเพื่อชี้ให้เห็นว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมายทั่วไปที่เขียนวางหลักเรื่องนิรโทษกรรมอันมีผลบังคับใช้ตลอดไป ขณะที่เชิดชัย ตันติศิรินทร์ กรรมาธิการ มองว่า หากใช้คำว่า “นิรโทษกรรม” อาจทำให้กฎหมายไม่ผ่านความเห็นชอบ นอกจากนี้ในร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขยังมีหลักการที่มุ่งการสร้างเสริมสันติสุขตามชื่อร่างกฎหมายด้วย ไม่ได้มีเพียงการนิรโทษกรรมเพียงอย่างเดียว ด้านชัยธวัช ตุลาธนเสนอให้แก้ไขคำปรารภและบัญญัติผลของการนิรโทษกรรมไว้ในมาตราต้น ๆ ให้ชัดเจน ส่วนรังสิมันต์ โรม กรรมาธิกรระบุว่า แม้นิรโทษกรรมจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่การใช้ชื่อกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาจะดีกว่าการหลีกเลี่ยงซึ่งอาจสร้างกระแสสังคมในทางลบ
อย่างไรก็ตามการประชุมในครั้งดังกล่าวยังไม่สามารถหาข้อสรุปชื่อร่างพ.ร.บ.ได้ ที่ประชุมจึงเลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน ทั้งนี้เมื่อพิจารณามาจนถึงนัดสุดท้ายวันที่ 25 กันยายน 2568 ที่ประชุมมีเห็นชอบที่จะไม่แก้ไขชื่อของกฎหมาย ประเด็นนี้ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมชื่อร่างพ.ร.บ.ว่า “ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเพื่อการสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.”
ข้อถกเถียงว่าด้วยกรอบเวลาการนิรโทษกรรม
หลักการสำคัญของการตรากฎหมายนิรโทษกรรมคือ ไม่ควรให้นิรโทษกรรมล่วงหน้า เพราะจะกลายเป็นการให้ "ใบอนุญาตกระทำผิด" แก่ผู้ที่กำลังจะกระทำความผิด ทำให้พวกเขาสามารถคาดการณ์ได้ตั้งแต่ต้นว่า แม้การกระทำของตนจะผิดกฎหมายแต่ก็ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพบังคับของกฎหมาย โดยร่างฉบับพรรครวมไทยสร้างชาติเริ่มตั้งแต่ปี 2548-2565 ร่างฉบับครูไทยเพื่อประชาชนเริ่มตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 – 30 พฤศจิกายน 2565 และร่างฉบับพรรคภูมิใจไทยเริ่มตั้งแต่ปี 2548-2565
31 กรกฎาคม 2568 ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันโดยไม่ลงมติให้กรอบเวลาการนิรโทษกรรมเริ่มตั้งแต่ปี2548 จนถึงวันที่กฎหมายใช้บังคับ อย่างไรก็ตามในหนึ่งสัปดาห์ให้หลังมีการตั้งข้อสังเกตว่า จะต้องกำหนดช่วงเวลาที่จะนิรโทษกรรมให้ชัดเจน ซึ่งมันควรเป็นการกระทำที่ผ่านมาแล้ว หากเปิดช่องจนถึงกฎหมายใช้บังคับหรือในอนาคตจะเป็นการเปิดช่องให้ผู้กระทำความผิด ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานกมธ. วิสามัญนิรโทษกรรมระบุว่า เรื่องกรอบระยะเวลาการนิรโทษกรรมเป็นเรื่องที่ที่ประชุมตกลงกันโดยไม่ได้ลงมติในที่ประชุมครั้งที่แล้ว (31 กรกฎาคม 2568) และได้แถลงต่อสื่อมวลชนไปแล้ว อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่สภาผู้แทนราษฎรระบุว่า สามารถเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากมีข้อเท็จจริงใหม่เกิดขึ้น
เจือ ราชสีห์ กรรมาธิการและสส.พรรครวมไทยสร้างชาติเสนอให้ครอบคลุมตั้งแต่ปี 2548 – 2568 แต่ที่ประชุมมีข้อห่วงกังวลทำนองว่า หากครอบคลุมถึง 2568 หมายรวมถึงการกระทำจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งหากกฎหมายผ่านสภาก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2568 จะกลายเป็นการนิรโทษกรรมการกระทำในอนาคต ด้านนิกร จำนง กรรมาธิการเสนอว่า ครอบคลุมระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2548 – วันที่ 16 กรกฎาคม 2568 เกชาและชูวัส ฤกษ์ศิริสุขเห็นด้วยกับข้อเสนอของนิกร โดยชูวัสมองว่า วันที่ 16 กรกฎาคม 2568 เป็นวันรับหลักการของสภาผู้แทนราษฎรและสะท้อนเจตนารมณ์ของการนิรโทษกรรมแล้ว จึงเป็นคำอธิบายกรอบเวลาที่สมเหตุสมผล ท้ายที่สุดที่ประชุมเห็นชอบกับกรอบเวลา โดยใช้ถ้อยคำที่รัดกุมขึ้นคือ “ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568”
ประเด็นนี้สส. พรรคประชาชน 13 คนขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติม โดยวางกรอบเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 จนถึงวันที่พระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับ
ข้อถกเถียงว่าด้วยบัญชีท้ายของพระราชบัญญัติ
- ปชน.มองไม่มีบัญชีท้ายจะนิรโทษกรรมครอบคลุมกว่า
ในการพิจารณาว่าด้วยบัญชีท้ายที่กำหนดฐานความผิดที่จะได้รับการนิรโทษกรรม กรรมาธิการจากสัดส่วนของพรรคประชาชนมีการเสนอให้ยกเลิกบัญชีท้ายและให้อำนาจวินิจฉัยผู้ที่รับการนิรโทษกรรมเป็นของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข อย่างไรก็ตามผู้แทนจากหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายมองว่า การมีบัญชีท้ายจะทำให้เกิดความชัดเจนและปฏิบัติงานได้ง่ายกว่า
ชัยธวัช ตุลาธน กรรมาธิการ เสนอว่า “ผมคิดว่า ถ้าจะคงบัญชีแนบท้ายไว้ต้องตอบให้ได้ชัดเจนว่ามันมีประโยชน์อะไรกับการนิรโทษกรรมหรือเปล่าเอาให้ชัด และถ้ามีประโยชน์มันได้คุ้มเสียหรือไม่ เพราะว่าผมเห็นปัญหาของมันมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์อย่างน้อยด้วยสามเหตุผล หนึ่งการมีบัญชีแนบท้ายเกิดข้อยกเว้นการนิรโทษกรรมแบบซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น มันมีบทยกเว้นไว้ด้วยในตัวบทว่าจะไม่ครอบคลุมคดีในฐานความผิดอะไรบ้าง ขณะเดียวกันก็ถูกยกเว้นไว้อีกชั้นหนึ่งว่า ในการนิรโทษกรรมจะต้องมีการนิรโทษกรรมในฐานความผิดตามบัญชีแนบท้ายเท่านั้นเท่ากับมีการยกเว้นสองอันซ้อนกันโดยไม่จำเป็น ซึ่งผมว่าถ้าจะมีการยกเว้นก็ยกเว้นไว้ที่เดียวในตัวบทได้เลย
เหตุผลที่สองคือจะทำให้คดีที่ควรได้การนิรโทษกรรมตกหล่นก็ได้เพราะว่าเราไม่รู้หรอกว่า ทั้งในอดีตที่ผ่านมาซึ่งมีจำนวนเป็นพันคดีรวมถึงคดีที่อาจจะเกิดขึ้นใหม่ ๆ ในอนาคตอาจจะมีฐานความผิดใหม่ ๆขึ้นมาก็ได้ โดยไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เราต้องการยกเว้นเอาไว้ อาจทำให้เกิดคดีตกหล่นโดยไม่จำเป็น…ปกติการนิรโทษกรรมที่ผ่านมาไม่ได้พิจารณาเป็นฐานความผิดแต่พิจารณาจากคดีหรือพฤติการณ์ ไม่ได้ระบุเป็นฐานความผิดในรายละเอียด กังวลว่าจะเกิดคดีตกหล่นได้โดยไม่จำเป็น อันที่สามคือ ผมเข้าใจว่า เจตนาของการทำบัญชีแนบท้าย ตั้งแต่ชั้นกรรมาธิการศึกษา มาถึงคนเสนอร่างอาจจะประสงค์ดีว่าการมีบัญชีแนบท้ายอาจจะช่วยให้การพิจารณาของคณะกรรมการมีความชัดเจนและรวดเร็วมากขึ้น ลดการใช้ดุลพินิจลง แต่อาจจะเกิดผลด้านกลับก็ได้ เนื่องจากในบัญชีแนบท้ายมันกว้างมากและส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจทางการเมือง” ดังกล่าวจึงอยากให้ทบทวนว่าควรกำหนดให้มีบัญชีแนบท้ายหรือไม่
ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรรมาธิการมองว่า การเริ่มต้นด้วยการนิรโทษกรรมตามฐานความผิดที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายเป็นช่องโหว่ของการนิรโทษกรรม โดยอ้างอิงจากสถิติของสำนักงานศาลยุติธรรมที่มีคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืนที่ส่วนใหญ่แล้วไม่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจทางการเมือง เฉพาะคดีตามพ.ร.บ.จราจรฯมีเป็นหลักล้านคดี ซึ่งสวนทางกับความเป็นจริงที่คดีอันมีมูลเหตุมาจากแรงจูงใจทางการเมืองมีเพียงประมาณ 1,000 คดีเท่านั้น
ด้านผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายให้ความเห็นไว้ในทำนองเดียวกันคือ บัญชีท้ายลดความชัดเจนและลดข้อโต้แย้ง พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล กรรมาธิการที่มีประสบการณ์การทำงานในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้ความเห็นว่า การระบุฐานความผิดไว้ในบัญชีของกฎหมายจะทำให้มีความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานผู้ปฏิบัติการ “ถ้าให้ง่ายต่อการปฏิบัติควรมีฐานความผิดบัญชีแนบท้าย และส่วนกรณีที่อาจเป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพัน ในร่างทั้งสามฉบับกำหนดไว้อยู่แล้วว่า มีวิธีการคือกรรมการขึ้นมาพิจารณา ในมุมมองผมส่วนตัวมองว่า มีบัญชีท้ายจะทำให้การทำงานรวดเร็วมากขึ้น” พ.ต.อ. ชัยธนันท์ จิรปิยเศรษฐ รองผู้กำกับการกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความเห็นว่า ในแง่ของการบังคับใช้กฎหมายนั้น หากกฎหมายกำหนดฐานความผิดที่จะได้รับการนิรโทษกรรมชัดเจน ผู้บังคับใช้กฎหมายก็มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และกนกศักดิ์ พ่วงลาภ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการสูงสุดเห็นไปในทิศทางเดียวกันและการมีบัญชีท้ายจะสามารถลดข้อโต้แย้งได้ด้วย
ท้ายที่สุดกรรมาธิการลงมติในประเด็นนี้มีองค์ประชุมทั้งหมด 28 คน มีผู้ลงมติเห็นชอบ 17 เสียง ไม่เห็นชอบ 8 เสียงและงดออกเสียง 3 เสียง
- ฐานความผิดไม่ครอบคลุม ชื่อกฎหมายใช้ถ้อยคำไม่รัดกุมอาจนิรโทษกรรมคดีโกงเลือกตั้ง
ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฉบับพรรครวมไทยสร้างชาติที่เป็นร่างหลักในการพิจารณามีฐานความผิดที่จะได้รับการนิรโทษกรรมรวม 12 ฐานความผิด ซึ่งไม่ครอบคลุมฐานความผิดทางการเมืองที่เกิดขึ้นจริงในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ในรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎร พบว่า มีฐานความผิดทางการเมืองจำนวน 25 ฐานความผิด ซึ่งรวมฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 และมาตรา 112 ที่คณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวลงความเห็นว่า มีความอ่อนไหว นิกร จำนง กรรมาธิการ ระบุว่า หากมีการกำหนดฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 และมาตรา 112 ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติแล้ว อาจทำให้ขัดต่อหลักการของร่างพ.ร.บ.ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติรับหลักการทั้งสามฉบับ และอาจทำให้เกิดปัญหาในการพิจารณาวาระที่สามได้ จึงเห็นว่า สามารถอ้างอิงฐานความผิด 25 ฐานความผิดได้และเพิ่มฐานความผิดใหม่ได้ระหว่างการพิจารณา แต่ยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 และมาตรา 112
อีกประเด็นหนึ่งคือ ถ้อยคำที่ใช้ในบัญชีท้ายไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ได้แก่ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2561 ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2561 และความผิดตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง พ.ศ. 2560 ซึ่งในความเป็นจริงกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสส.และสว.ตามรัฐธรรมนูญ 2550 เดิมรวมกันเป็นฉบับเดียวคือ “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550” และมีการการแก้ไขเพิ่มเติมเป็นฉบับที่สองในปี 2554 จากนั้นหลังรัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้จึงมีการตรากฎหมายดังกล่าวออกตามความในรัฐธรรมนูญ 2560 โดยแยกเป็นสองฉบับได้แก่ “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561” และ “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561” ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า อาจเกิดผลด้านกลับให้นิรโทษกรรมคดีโกงเลือกตั้งสส. และโกงการเลือกกันเองของสว.ไปด้วย
ท้ายที่สุดที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้เพิ่มฐานความผิดจาก 12 ฐานความผิดเป็น 42 ฐานความผิด โดยฐานความผิดที่เพิ่มเข้ามา เช่น ความผิดตามประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยไม่รวมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 และมาตรา 112 นอกจากนี้มีการปรับปรุงถ้อยคำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสส.และการได้มาซึ่งสว.ให้สอดคล้องกับชื่อของกฎหมายจริง และเพิ่มถ้อยคำที่รัดกุมขึ้น ความว่า “เฉพาะที่ไม่เกี่ยวพันกับการเลือกตั้งโดยทุจริต การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมและคุณสมบัติอันเป็นเท็จ”
ทั้งนี้ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่รวมความผิดที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต แต่พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล กรรมาธิการตั้งข้อสังเกตเรื่องคดีฆ่าผู้อื่นอันเกิดมาจากมุมมองหรือทัศนคติทางการเมืองในเวลานั้นไว้ “ในระหว่างที่ผมทำหน้าที่ที่ดีเอสไอพบว่า มีคดีฐานความผิดคดีฆ่าคนตาย…มีอาชีพขับแท็กซี่ปกติแต่ในช่วงนั้นมีมุมมองทัศนคติด้านการเมืองเลยจัดหาอาวุธปืน จัดหาเอง ไปซื้อปืนอาก้าและในการชุมนุมเอาอาวุธนี้ออกมา บอกว่า เอามาเพื่อปกป้องประชาชนคนเสื้อแดง…กรณีอย่างนี้ในสามร่างไม่ได้เอาเรื่องความผิดฐานฆ่าคนตายมาพิจารณาด้วยแต่ผมมองว่า เคสนี้ชัดมาก ไม่ได้มีแรงจูงใจอื่นเลยแต่มีความเชื่อว่า เขาจะต้องมาปกป้องเพื่อนเขา เขาก็มีความโน้มเอียงเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม”
ประเด็นนี้มีสส.จากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติม จาตุรนต์ ฉายแสง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แปรญัตติให้ตัดฐานความผิดฐานกบฏตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2561 และความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2561 ออกจากบัญชีท้าย ขณะที่สส.พรรคประชาชนรวม 14 คน เช่น พริษฐ์ วัชรสินธุ์ ขอแปรญัตติให้ตัดบัญชีท้ายออก
ข้อถกเถียงว่าด้วยการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112
สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข 3 ฉบับเมื่อ 16 กรกฎาคม 2568 โดยเลือกใช้ร่างของพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นร่างหลัก ซึ่งร่างนี้ไม่ได้ระบุในหลักการว่าจะไม่นิรโทษกรรมมาตรา 112 มีเพียงร่างของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้นที่เขียนไว้ชัดเจน ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ มาตรา 120 คณะกรรมาธิการสามารถเพิ่มหรือแก้ไขมาตราได้โดยไม่ขัดหลักการ จึงเปิดโอกาสให้สามารถเพิ่มคดีมาตรา 112 เข้าไปได้ในชั้นกรรมาธิการ อย่างไรก็ตาม พรรคเสียงข้างมากทั้งสองมีแนวทางแตกต่างกัน พรรคประชาชนเสนอให้นิรโทษกรรมมาตรา 112 ทั้งหมดและนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ของเยาวชนโดยตรง ขณะที่พรรคเพื่อไทยเสนอนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ของเยาวชนโดยใช้กลไกที่มีอยู่แล้วตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาปรับใช้
21 สิงหาคม 2568 ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรรมาธิการและสส.พรรคประชาชน เสนอแก้ไขร่างมาตรา 3 โดยเพิ่มข้อความว่า การยกเว้นไม่นิรโทษกรรมมาตรา 112 จะไม่รวมถึงผู้กระทำความผิดขณะที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี โดยให้เหตุผลว่าสอดคล้องกับเจตนารมณ์คุ้มครองเยาวชน และชัยธวัช ตุลาธน กรรมาธิการเสนอให้ตัดข้อยกเว้นมาตรา 112 ออกทั้งหมด แต่นิรโทษกรรมแบบ "มีเงื่อนไข" โดยให้คณะกรรมการกำหนดมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ กรรมาธิการส่วนใหญ่โดยเฉพาะจากพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลคัดค้าน โดยนิกร จำนงเตือนว่าจะทำให้ร่างกฎหมายตกทั้งฉบับ วีรพัฒน์ ปริยวงศ์เห็นว่า เสี่ยงถูกยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญร่างพ.ร.บ.นี้มีกระบวนการตราที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เป็นการประชุมเพื่อลงมติประเด็นดังกล่าว ชัยธวัชปรับข้อเสนอใหม่ให้นิรโทษกรรมมาตรา 112 แบบมีเงื่อนไข โดยยกเว้นเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำผิดไม่ยอมรับมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ศศินันท์ยังคงเสนอญัตติเดิมและเสริมด้วยเหตุผลว่า สหประชาชาติเคยระบุว่าไทยละเมิดสิทธิเด็กโดยการแจ้งข้อหารุนแรงรวมถึงมาตรา 112 ต่อเยาวชน ก่อนการลงมติมีญัตติให้พิจารณา 3 ญัตติ ได้แก่ ของศศินันท์ ของชัยธวัช และของวิชัย สุดสวาสดิ์ที่ปรับถ้อยคำเล็กน้อยจากร่างเดิมแต่ยังคงไม่นิรโทษกรรมมาตรา 112 ชัยธวัชถอนญัตติเพื่อไม่ให้เสียงพรรคประชาชนแตก ผลปรากฏว่าญัตติของศศินันท์ได้เสียง 8 เสียง ส่วนญัตติของวิชัยได้ 15 เสียง จึงไม่เห็นชอบให้นิรโทษกรรมมาตรา 112 ของเยาวชน
ประเด็นนี้ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ พนิดา มงคลสวัสดิ์และพุธิตา ชัยอนันต์ สงวนคำแปรญัตติในญัตติที่ศศินันท์เสนอไว้ ขณะที่ชัยธวัช ตุลาธน สงวนคำแปรญัตติในญัตติที่ตนเสนอไว้
อ่านเปิดข้อถกเถียงคดีมาตรา 112 ของเยาวชน จากห้องพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฯ
11 กันยายน 2568 ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานกรรมาธิการและสส.พรรคเพื่อไทยเสนอทางเลือกใหม่โดยเพิ่มมาตรา 6 วรรคสอง ซึ่งไม่ใช่การนิรโทษกรรมโดยตรง แต่ให้คณะกรรมการจัดทำแผนแก้ไขผู้กระทำความผิดที่อายุต่ำกว่า 18 ปี แล้วเสนอให้อัยการพิจารณาใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดี หรือให้ศาลสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษา ตามกลไกที่มีอยู่แล้วใน พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 90 และ 132
ต่อมาวันที่ 25 กันยายน 2568 ณัฐวุฒิอธิบายถึงเหตุผลของการเสนอมาตรา 9/1 ว่า “ผมเรียนท่านกรรมาธิการว่า ไม่เคยมาเป็นกรรมาธิการอะไรกับเขาเลย ตำแหน่งใดๆ ที่สถานะแบบผมซึ่งถูกตัดสิทธิทางการเมืองจะเกิดเป็นขึ้นได้ ผมก็ไม่เคยรับ แต่กรรมาธิการชุดนี้ผมอาสา อาสาเพราะว่า ผมเห็นว่าเผื่อว่าจะมาทำอะไรให้มันกว้างขึ้น หรือแข็งแรงขึ้น ทีนี้เข้าใจมาตรา 3 เข้าใจบรรยากาศที่ประชุม เข้าใจความสุ่มเสี่ยงทุกประการ ผมกว่าจะเสนอมาตรา 9/1 ได้ก็ใช้ขั้นตอนในการทำงาน ทั้งการประสานงาน ทั้งการทำงานทางความคิดกับผู้คนไม่ใช่น้อย ที่คุณหมอระวีบอกว่า พอเกิดมาตรานี้ขึ้นแล้วเป็นความเสี่ยง ไม่ใช่แต่ท่านระวีรับทราบหรอก ผมเองก็รับทราบ แต่ว่า ผมก็เห็นว่า แม้ว่ามันจะถูกมองเป็นความเสี่ยง แต่ถ้าเราพยายามดันไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปไกลได้โดยไม่ตกขอบเส้นเสี่ยงก็น่าจะทำความเข้าใจกันดู
ผมก็อธิบายทุกผู้คนว่าผมไม่ได้มีเจตนาเป็นอย่างอื่น ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายกับสถาบันใดๆ หรือไปสร้างความเสื่อมเสียใดๆทั้งสิ้น เพียงแต่ว่า เจตนาผมก็คือว่า ถ้าเรามองถึงเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปีแล้วต้องคดีความ ก็คงจะมีพื้นที่แห่งโอกาสให้เขาได้บ้างหรือไม่ ตั้งแต่วันที่ที่ประชุมมอบหมายผมเป็นประธานกรรมาธิการชุดนี้ในวันนั้น ผมให้ฝ่ายเลขาฯทำหนังสือ องค์กรในกระบวนการยุติธรรมสำคัญองค์กรหนึ่งและผมก็ไปพบท่าน อธิบายความเนื้อหาสาระข้อยกเว้นหลักการของสามร่างแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า ผมก็เล่าความว่า ตั้งใจจะทำแบบนี้…แล้วก็จะเดินพบปะพูดคุยกัน บุคคลสำคัญในบ้านเมืองอีกหลายต่อหลายท่าน แล้วก็ทำหนังสือในองค์กรสำคัญในกระบวนการยุติธรรมอีกองค์กรหนึ่งเพื่อที่จะรับฟังข้อคิดเห็น รับฟังข้อเสนอแนะ
ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวง ผมก็นำมาเป็นข้อเสนอมาตรา 9/1 โดยได้รับความกรุณาจากท่านผู้รู้ท่านได้กรุณาดูถ้อยคำในมาตรานี้ แล้วก็มีการตั้งคำถามจากเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายต่อหลายคนว่าเอางี้เลยหรอ แล้วมันจะผ่านไหมกฎหมาย ผมก็บอกว่ามันก็ต้องช่วยกัน…จุดที่มันจะอธิบายได้ ผมก็เลยอยากจะฝากท่านตรงนี้ ท่านที่มาจากแต่ละพรรคหรือว่า แต่ละกลุ่มทางการเมือง เราไม่ได้สร้างอำนาจขึ้นใหม่ให้กรรมาธิการ เราไม่ได้ร่างกฎหมายอะไรขึ้นมาใหม่เลย ทุกอย่างมันเป็นไปตามช่องทางของกฎหมายเดิม และไม่ใช่กรรมการเป็นผู้ชี้ขาด แต่ชี้ขาดโดยศาล เริ่มต้นที่อัยการ กระบวนการมันเป็นแบบนี้ เพียงแต่ว่าบัญญัติไว้ในกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขเพื่อให้มีน้ำหนักประกอบการพิจารณาในกระบวนการมากขึ้น
อันนี้ก็เลยอยากจะให้เป็นข้อมูลกับทุกท่านไว้เพราะว่า ผมคิดว่า ในสภาก็ดี ที่อื่นก็ตาม เราต้องช่วยกันอธิบายแล้วก็ขอบคุณทุกท่านสมาชิกจากฝ่ายการเมืองทุกท่าน ก่อนที่ผมจะเสนอมาตรานี้ ผมคุยนอกรอบกับหลายท่านในกรรมาธิการนี้เพื่อจะให้มันเดินได้.. อะไรที่เรามองว่ามันสุ่มเสี่ยงหรืออะไร ก็ฝากท่านท่านพิจารณาหน่อย อยากให้มันผ่านแล้วก็ทำในสิ่งที่เราตั้งใจทำแล้วเห็นว่ามันทำได้”
ข้อถกเถียงว่าด้วยการบรรจุข้อสังเกตเกี่ยวกับคดีมาตรา 110 และมาตรา 112
กรรมาธิการหลายคนเห็นว่าแม้ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมไม่สามารถครอบคลุมคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 และมาตรา 112 ได้ แต่ควรมีข้อสังเกตหรือข้อเสนอแนะเพื่อเปิดพื้นที่แก้ไขปัญหาในอนาคต มีการเสนอให้คณะกรรมการนิรโทษกรรมมีอำนาจรับฟังคำร้องนอกบัญชีแนบท้ายและเสนอความเห็นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์การสร้างเสริมสังคมสันติสุข อย่างไรก็ตามมีกรรมาธิการเตือนว่าการใส่ข้อสังเกตที่เกี่ยวกับมาตรา 112 มีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้ร่างกฎหมายทั้งฉบับถูกโหวตตก เนื่องจากมีประสบการณ์ในอดีตที่ข้อสังเกตคล้ายกันไม่ผ่านสภา หากจะมีข้อสังเกต ควรเขียนในลักษณะนามธรรมและไม่ใส่คำว่า “ข้อสังเกต”
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ กรรมาธิการกล่าวว่า “แม้เราจะนิรโทษกรรมบางอย่างไม่ได้แต่มาตรการทางกฎหมายเราอาจจะทำควบคู่เสริมไปได้เพื่อลดความขัดแย้ง ซึ่งผมจะเสนอการทำข้อสังเกตประกอบ”
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า “ผมอยากให้คณะกรรมการชุดนี้มีบทบาทในการเสนอแนะ สิ่งที่อาจจะทำโดยคณะกรรมการฯ โดยพ.ร.บ.ชุดนี้ไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่เราควรจะมีกันคือปรับปรุงแก้ไขระบบกฎหมาย เช่น กรณีมาตรา 112 เราเคยพูดกันมาเยอะ ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญก็ทำรายงานหลายชุดใช้เงินงบประมาณแผ่นดินไปเยอะที่บอกว่า ควรจะมีการคัดกรองการฟ้องคดี ควรจะมีนโยบายที่ไม่ใช่ว่าใครแจ้งความก็กลายเป็นคดีขึ้นโรงขึ้นศาล แนวคิดผม ผมอยากใช้โอกาสที่เราจะมีมาตรการสร้างเสริมสังคมสันติสุข นอกจากจะจัดการภารกิจหลักแล้วท่านสามารถที่จะมี Recommendation [ข้อแนะนำ]เสนอไปตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้นำไปสู่กระบวนการในการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้นำไปสู่การกำหนดนโยบายในการทำงาน…อาจจะมีรายงานเพื่อให้เรารู้ว่า วันนี้เราอาจจะสันติสุขเต็มที่ไม่ได้ แต่ก็ให้มันมีช่องทางไปต่อ”
“มาตรา 112 สำหรับผมแล้วนิรโทษกรรมได้ แต่ด้วยหลักการทางการเมืองที่รับหลักการมาและสถานการณ์ปัจจุบัน ผมมองว่า เราควรจะต้องมีข้อสังเกตเพื่อเปิดทางให้เห็นว่า เรายอมรับให้ความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันนี้มันมีปัจจัยเรื่องมาตรา 112 อยู่ เราไม่สามารถซ่อนมาตรา 112 ไว้ใต้พรมได้ ทีนี้จะทำอย่างไรล่ะ ร่างนี้ก็อยากให้ผ่านแต่ในขณะเดียวกันเราก็อยากให้มีข้อสังเกตที่มันสอดคล้องและซื่อสัตย์ต่อความเป็นจริง ตอนนี้ผมนึกได้แต่เพียงว่า…เราสามารถมีข้อสังเกตได้ไหมว่า ในอนาคตต่อไปอยากจะให้มันมีมาตรการอื่น ซึ่งอาจจะเป็นการนิรโทษกรรมหรือไม่ใช่การนิรโทษกรรมซึ่งทำให้ผู้เป็นเหยื่อความขัดแย้งและโดนลงโทษทางกฎหมาย มาตรา 112สามารถปรับหนักเป็นเบา ซึ่งสอดคล้องกับที่คุณพริษฐ์พูด หรือที่ท่านอาจารย์ยุทธพรและคณะเคยศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการแสดงความสำนึกและลดหนักเป็นเบา ตรงนี้มันเป็นหลักการที่อยากเสนอกับที่ประชุมว่า ถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้มันมีอยู่ในข้อสังเกตประกอบไว้ เข้าใจดีว่าเงื่อนไขทางการเมืองขั้นตอนนี้มันอาจจะมีประเด็นแต่ว่าถ้าเราใส่ในข้อสังเกตมันจะถูกโหวตตกหรือไม่โหวตตกในส่วนข้อสังเกตหรือไม่ อันนี้ก็สุดแท้แต่ที่ประชุม”
นิกร มองว่า ไม่ควรใส่ข้อสังเกตลงไปเพราะเสี่ยงอย่างยิ่งในการทำให้กฎหมายตก ยุทธพร อิสรชัย กรรมาธิการ มองว่า “ประเด็นเรื่องข้อสังเกตผมคิดว่า เป็นประเด็นที่น่าสนใจ แต่ทั้งนี้การที่เราจะเขียนข้อสังเกตในรายงานกรรมาธิการอาจจะต้องระมัดระวังเพื่อไม่ให้กลายเป็นประเด็นที่ว่า กระบวนการทำงานของเราไปขัดกับหลักการที่สภาได้รับมาในวาระที่ 1 ซึ่งตรงนี้อย่างที่หลายท่านได้บอกว่า ในกรรมาธิการศึกษาฯก็เคยมีการเสนอในเรื่องของคดีที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองและปรากฏว่า สภาไม่รับข้อสังเกตตรงนี้ ถ้าเราไปดูสิ่งที่ปรากฏในข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการศึกษามันมีอยู่ข้อหนึ่ง ในหน้าที่ 55 ข้อที่ 9.5 (2) ได้มีการพูดถึงคดีมาตรา 112 ไว้ โดยเป็นสิ่งที่เขียนเอาไว้ว่า คณะกรรมาธิการฯควรมีข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการในคดีที่มีความอ่อนไหวต่างๆอย่างไรบ้าง…ตรงนี้เลยเป็นเหตุให้อาจจะเกิดการอภิปรายก็ดี การตีความอะไรต่างๆก็ดีในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรไปในลักษณะที่ว่าถ้ารับข้อสังเกตตรงนี้จะผูกมัดเป็นการจะต้องดำเนินการตามมาตรา 112 เพราะฉะนั้นถ้าเราเขียนในลักษณะแบบนี้อาจจะเป็นปัญหาเช่นเดียวกันกับข้อสังเกตที่กรรมาธิการศึกษาฯ ได้เคยเสนอไปเพราะฉะนั้นจะเขียนในลักษณะของความเป็นนามธรรม น่าจะทำให้โอกาสให้รายงานไม่ถูกตีตกและข้อสังเกตไม่ถูกตีตก…”
เขากล่าวว่า สิ่งที่สร้างความปรองดองสมานฉันท์ในสังคม ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้จบเพียงแค่การมีกฎหมายหรือมีกระบวนการนิรโทษกรรมแต่ว่ามันอาจจะต้องมีการเปิดพื้นที่การแสดงออกและกระบวนการคุยถึงคดีที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองด้วย ในรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการศึกษาการตราร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมมีการระบุแนะนำหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการนิรโทษกรรม หนึ่งในนั้นคือ การสื่อสารสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะเพื่อนำไปสู่การสร้างเสริมสังคมสันติสุขซึ่งไม่ได้หมายถึงการประชาสัมพันธ์คณะกรรมการเท่านั้น แต่เจตนาในการศึกษาและเขียนข้อนี้ออกมาเพราะต้องการให้เปิดพื้นที่สาธารณะพูดคุยต่อไปในอนาคตไม่ว่าจะในช่วงที่กระบวนการนิรโทษกรรมดำเนินอยู่หรือเสร็จสิ้นไปแล้ว ฉะนั้นเขาจึงเสนอให้นำหลักการของข้อสังเกตไปอยู่ในเรื่องการสื่อสารสาธารณะและการจัดทำรายงานสถานการณ์การนิรโทษกรรม โดยไม่ได้พูดถึงมาตรา 112 เลย
ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข กรรมาธิการ มองว่า “หลักการใหญ่ของพ.ร.บ.ฉบับนี้คือ การสร้างเสริมสังคมสันติสุข เราก็รู้กันอยู่ว่า จริงๆปมความขัดแย้งและเป็นเรื่องที่เราคุยกันไม่ได้และไม่สามารถที่จะบรรจุในกฎหมายฉบับนี้คือ มาตรา 112…ในทางปฏิบัติจริงๆแล้วมันจะมีความผิด 112 และความผิดนอกบัญชีแนบท้ายอยู่อีก สมมติว่า ถ้ามีคนร้องเรียนว่า เขาควรได้รับการนิรโทษกรรม เราจะปัดตกไปเนื่องจากกฎหมายเว้นไว้แล้ว อันนี้มันดูใจไม้ไส้ระกำและไม่สร้างเสริมสังคมสันติสุขเลย ทีนี้ผมคิดว่า มันอาจจะต้องอยู่ในข้อสังเกตหรืออำนาจเพิ่มเติม แต่อยากให้บันทึกไว้ว่า ‘กรรมการชุดนี้พึงรับฟังแม้จะอยู่นอกบัญชีแนบท้ายและจัดทำเป็นความเห็นเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง’ มิฉะนั้นแล้วเขามาถึงแล้ว เขารู้สึกว่า เขาควรจะได้รับโอกาสในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขด้วยและเราก็ปัดตกเขาเลย อันนี้มันดูไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้เท่าไหร่”
ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ กรรมาธิการแสดงท่าทีสนับสนุนต่อข้อเสนอของวีรพัฒน์ ด้านระวี มาศฉมาดล ที่ปรึกษาระบุว่า “ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับที่อาจารย์ยุทธพรกับคุณนิกรเสนอ ผมเรียนกรรมาธิการตรงๆ ในประเด็น 18 ปีผมถกกับสส.จำนวนมากกว่า 30 คน ทุกคนบอกว่า เสี่ยงมากนะ เสี่ยงมาก แต่ผมเองกับคุณนิกรมองว่า เสี่ยงก็เสี่ยงอย่างน้อยเราช่วยเยาวชน 18 ปีก่อน…เราก็เห็นด้วย แต่ว่ามันมีความเสี่ยง ถ้าเราเสี่ยงเขียนคำข้อสังเกต ท่านนิกรก็เคยผ่านบทเรียนแล้วบางทีมันตกจากคำนี้แหละ เพราะฉะนั้นบางทีเราอาจจะต้องยอม ถ้าเขียนเป็นนามธรรมที่ไม่ชัดเจนแบบที่อาจารย์ยุทธพรเสนอมันก็จะผ่านได้”
นิกร กล่าวว่า “ถ้าเขียนเมื่อไหร่ร่วงทันทีกฎหมายนี้ ขอให้เชื่อเถอะ ที่ท่านโทรไปหาผมเรื่อง 9/1 ผมเป็นกังวลอยู่ในใจแต่อธิบายได้…. แต่ถ้ามีมันจะต้องเป็นข้อสังเกตที่ไม่ใช่ข้อสังเกต ข้อสังเกตในร่างกฎหมายมันผูกพันครม. ถ้ารับมันจะต้องไปอยู่หลังท้ายสุด นอกจากผ่านด่านนี้วุฒิฯไม่มีทางผ่าน”
ท้ายที่สุดที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า ไม่ใส่คำว่า “ข้อสังเกต” ไว้ในร่างกฎหมายนี้ แต่ให้อำนาจคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขจัดทำรายงานผลการดำเนินงาน การประเมินสถานการณ์และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเสนอต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และเผยแพร่ต่อประชาชน
ข้อถกเถียงว่าด้วยการนิรโทษกรรมทางแพ่ง
ประเด็นนี้คณะกรรมาธิการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเรื่องการนิรโทษกรรมทางแพ่ง โดยสมชาย พงษ์พัฒนศิลป์ ผู้แทนบริษัทท่าอากาศยานไทย ระบุว่าคดีแพ่งจากการชุมนุมพันธมิตรฯถึงที่สุดแล้ว ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายประมาณ 522 ล้านบาท รวมดอกเบี้ยเป็น 1,000 ล้านบาท ปัจจุบันได้เงินมาแล้วประมาณ 5 ล้านบาทจากการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของศรัณยู วงษ์กระจ่าง โดยบริษัทได้ลงรายได้ เสียภาษี และปันผลให้ผู้ถือหุ้นไปแล้ว หากกฎหมายมีผลใช้บังคับจะต้องนำเงินของบริษัทไปคืนจำนวนนี้
ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข กรรมาธิการตั้งคำถามถึงความยุติธรรมสำหรับคนเสื้อแดงที่ติดคุกครบถ้วนแล้ว โดยระบุว่า "ผมไม่เห็นข้อมูลหรือการรับรู้ของนปช.ที่ติดคุกไปแล้วชีวิตเขาต้องเยียวยาไหม เพื่อนผมหลายคนชีวิตล้มละลาย เมียหย่า ผัวหย่า…เรื่องเด็ก 112 ก็ไม่ได้แล้ว คนเสื้อแดงชีวิตพังทลายไปแล้ว เขาไม่ได้มีเงินรายได้เป็นหมื่นล้าน แล้วมาเสีย 0.00037% แบบเล็กน้อย…ถามว่า เขาจะรู้สึกอย่างไรที่คนเหล่านี้ยึดสนามบิน ได้คืนหมดเลย ชีวิตไม่ต้องติดคุก แต่ฉันติดมาแล้ว ฉันล้มละลายแล้ว" ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานกรรมาธิการตอบว่า ผู้ต้องขังคดีของคนเสื้อแดงติดคุกครบถ้วนหมดแล้ว หลายคนสู้คดีจนถึงฎีกาชนะแต่ระหว่างนั้นไม่เคยได้รับการประกันตัว และเมื่อไปขอการเยียวยาจากรัฐก็ไม่ได้รับ เขายอมรับว่าตัวเองก็ถูกตั้งคำถามจากพี่น้องที่เคยร่วมต่อสู้ว่า "สิ่งที่ผมมาทำมันจะเป็นการช่วยกลุ่มอื่นหมดเลย โดยที่กลุ่มที่สู้มากับผมไม่ได้อะไร" แต่เขามาเพื่อขยายฐานความผิดในบัญชีแนบท้าย การลบประวัติจากทะเบียนประวัติอาชญากร และพยายามทำให้ฐานความผิดครอบคลุมที่สุด
เมื่อพิจารณารายละเอียดมาตรา 8 เรื่องการนิรโทษกรรมทางแพ่ง ไพศาล พืขมงคล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการเสนอให้เพิ่มเติมเรื่องการระงับหนี้และกระบวนการล้มละลาย โดยอ้างถึงกรณีของกลุ่ม กปปส. ที่ถูกอายัดทรัพย์เป็นพันล้านบาท "บางคดีตั้ง 2,500 ล้าน ตอนนี้ตายไปแล้วก็ยังถูกอายัดทรัพย์ เวทนามาก" และเสนอให้รัฐมีกระบวนการเยียวยาเจ้าหนี้ด้วย ชัยธวัช ตุลาธน กรรมาธิการคัดค้านข้อเสนอการคืนเงินค่าเสียหายที่จ่ายไปแล้ว โดยกล่าวว่า "รับได้ว่า ยุติหยุดกันเท่านี้ ที่ถูกบังคับคดีต้องไม่ถูกบังคับคดีต่อ ใครที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์กลายเป็นบุคคลล้มละลายก็กลับสถานะล้มละลายนั้นออกให้เขา…แค่นี้สมเหตุสมผลแล้ว ผมคิดว่า ขนาดคืนเงินคืนทรัพย์สินให้ ผมคิดว่า ออกจะเอาแต่ได้มากเกินไป" เขากล่าวด้วยว่า "ในขณะที่เราพยายามจะขอ เอาล่ะนิรโทษ 112 ไม่ได้ เอาเฉพาะเยาวชนได้ไหม ก็ไม่ได้อีก ผ่อนหนักเป็นเบาก็ไม่ได้ แต่กรณีแบบนี้จะเอากันสุดซอยเลยหรอ"
ชัยธวัชกล่าวทิ้งท้ายว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่มีทางสร้างเสริมสังคมสันติสุขในปัจจุบันและอนาคต เพราะเป็นกฎหมายที่ยกเว้นการจัดการความขัดแย้งในสังคมปัจจุบันและในอนาคตมาแล้วตั้งแต่การพิจารณาในมาตรา 3 ส่วนทิชาแสดงท่าทีเดียวกันและวอล์คเอาท์ โดยบันทึกลงเฟซบุ๊กว่า "ไม่เข้าใจที่ไม่รวมเยาวชน 112 เหมือนพวกเขาไม่มีตัวตน ข้ออ้างที่ว่าจะไม่ผ่านสภาใหญ่ถ้ามีนิรโทษกรรม 112 แม้จะเป็นเยาวชน มันช่างน่าละอายใจกับสถานภาพ ส.ส.ที่ผ่านการหาเสียง การเลือกตั้งเข้ามาอยู่ในสภาอันทรงเกียรติที่ไม่กล้าหาญพอ" หลังการถกเถียง ณัฐวุฒิหาข้อยุติโดยถามไพศาลว่ายอมได้หรือไม่เรื่องการไม่คืนเงิน ไพศาลตอบว่ายอมได้ ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบมาตรา 8 ที่บัญญัติให้การดำเนินคดีทางแพ่งและการบังคับคดีเป็นอันยุติลง แต่ไม่กระทบต่อการชำระหนี้หรือการบังคับคดีที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปก่อนแล้ว