โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Net Errors and Omissions: เงิน ลึกลับในบัญชีดุลการชำระเงิน?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 ก.ย 2568 เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 19 ก.ย 2568 เวลา 03.45 น.

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย วิเคราะห์ Net Errors and Omissions: เงินลึกลับในบัญชีดุลการชำระเงิน? ที่อาจเป็นสาเหตุทำเงินบาทแข็งค่า

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เผยว่า ช่วงนี้คำว่า net errors and omissions เริ่มเป็นที่รู้จักในไทยมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะผมตั้งข้อสังเกตว่าช่วงหลังๆ ตัวเลข net errors and omissions ในบัญชีดุลการชำระเงินของไทยมัน large, persistent, and one sided ผิดวิสัยของ error ของตัวเลขสถิติที่ดี เลยอยากเอามาชวนคุยกันหน่อยว่ามันคืออะไรกันแน่

ที่มา : คลิก

ออกตัวตั้งแต่ต้นเลยนะครับ มันอาจจะไม่ได้แปลว่าเรามีเงินลึกลับเข้ามา แต่มันกำลังตั้งคำถามว่า เราเข้าใจสถานการณ์เงินเข้าเงินออกจากประเทศเราดีแค่ไหน

และถ้าเราจะออกนโยบายมาแก้ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า เราควรจะแก้ตรงไหนดี ที่จะแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่จับที่ปลายเหตุ และไปสร้างปัญหาอื่นๆตามมาอีก

ดุลการชำระเงินคืออะไร?

ดุลการชำระเงิน (Balance of Payments – BOP) คือสมุดบัญชีใหญ่ของประเทศที่บันทึกเงินตราต่างประเทศไหลเข้า–ออก ประเทศ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นคนคุมตลาดเงินตราต่างประเทศ ถ้า ธปท ไม่เข้าไปแทรกแซง (intervene) เลย

“เงินเข้ากับเงินออกย่อมต้องสมดุลพอดีเสมอ” (เพราะค่าเงินจะปรับจนคนซื้อหาคนขายเจอ)

NEO คืออะไร?

ธปท.เห็นธุรกรรมที่ผ่านระบบธนาคารทั้งหมด และเป็นคนจัดหาเงินตราต่างประเทศคนสุดท้าย รู้ว่าเงินเข้ามาจากไหน ออกไปที่ไหน แต่อาจจะไม่ได้รู้เป๊ะ ๆ ว่าเงินก้อนนั้นคือการจ่ายค่าอะไร เช่น เป็นค่าส่งออกจริง หรือเป็นแค่เงินที่มีคนโอนเข้ามาเฉย ๆ

ในทางบัญชี พอเราบันทึกรายการ Current Account (การค้า บริการ ท่องเที่ยว) และ Financial Account (เงินลงทุน การกู้ยืม) แล้ว บวกกันออกมา มันควรจะ balance กับการแทรกแซงของ ธปท หรือการเปลี่ยนแปลงทุนสำรองพอดี

แต่ในชีวิตจริง ตัวเลขนี้ไม่ตรงกัน เศษที่เหลือจึงถูกโยนลงในช่อง Net Errors and Omissions (NEO)

เหมือนกับร้านขายของชำที่เจ้าของขยันลงบัญชีรายรับรายจ่ายทุกวัน แต่พอเปิดเก๊ะมาเจอเงินสดจริง กลับไม่ตรงกับที่บันทึกไว้

อาจจะเพราะบางทีก็มีคนเอาเงินมาใส่ในเก๊ะตรง ๆ โดยไม่ลงบัญชี หรืออาจจะลงบัญชีผิดไม่ตรงความจริงก็ได้

ส่วนต่างตรงนี้แหละคือ NEO ปกติควรเป็นเรื่องเล็ก แต่ของไทย…

โดยหลักแล้ว NEO เป็นเรื่องธรรมดาของสถิติ เพราะไม่มีทางเก็บข้อมูลได้เป๊ะทุกดอลลาร์ ปกติมันควรจะเป็นแค่ “เศษข้าวติดหม้อ” ที่ไม่ต้องสนใจมาก

แต่ error ที่ดีควรจะเล็ก มาชั่วครู่ชั่วคราวและหายไป และควรจะ error ได้ทั้งสองฝั่ง แต่ของไทยกลับ ผิดปกติ เพราะ

  • มัน ใหญ่ ถึงไตรมาสละ 3–4 พันล้านดอลลาร์
  • มัน ต่อเนื่อง เราเห็น error ใหญ่ๆแบบนี้มาสองปีแล้ว
  • มัน เอียงข้างเดียว เป็นบวกติดๆกันมาหลายไตรมาสแล้ว โดยเฉพาะหลัง covid

จนบางไตรมาส NEO ใหญ่กว่า Current Account ด้วยซ้ำ นักเศรษฐศาสตร์เลยอดเกาหัวไม่ได้ว่า:

“เราควรเลิกวิเคราะห์ Current Account แล้วหันไปวิเคราะห์ error กันแทนดีกว่าไหม?”

NEO ที่เป็นบวก เกิดจากอะไรได้บ้าง?

อย่างที่บอกว่า NEO เป็นเรื่องปกติ และมีหลายคำอธิบายที่ทำให้ NEO เป็นบวกได้ ไม่ใช้เฉพาะมีเงินลึกลับเข้ามานะครับ เช่น

  • เราอาจจะ Underestimate รายได้ท่องเที่ยว ตัวเลขรายรับจากการท่องเที่ยวได้มาจากการสำรวจและการประมาณ ถ้าเราประเมินต่ำไป เงินที่เข้ามาจริงอาจจะมากกว่าที่บันทึกไว้ error ก็เลยโผล่เป็นด้านบวกได้
  • เงินไหลเข้าแบบไม่ตรงไปตรงมา เช่น การหิ้วเงินสดเข้าประเทศผ่านพรมแดนธรรมชาติมาแลกเป็นบาท การโอนผ่านตลาดคริปโตที่ไม่บอกที่มา และอาจจะไม่ถูกบันทึกเป็น BoP

หรือบางรูปแบบ capital flight เช่น อาจจะมีการนำเข้าสินค้าจากประเทศหนึ่ง และนำไปส่งออกต่อ แต่พอได้รายได้มา ไม่ส่งไปจ่ายค่าสินค้านำเข้า แต่เก็บเงินตราต่างไว้ในไทย ในขณะทางบัญชีบันทึกว่ามีการจ่ายค่าสินค้านำเข้าแล้ว เห็นต่างชาติมาซื้ออสังหาริมทรัพย์เยอะๆก็แอบสงสัย

  • อาจจะมี Mismatch หรือ timing หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับวิธีเก็บข้อมูล เช่น

  • ความแตกต่างของวิธีบันทึกข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

  • หรือความเหลื่อมเวลาระหว่างวันที่ทำธุรกรรมกับวันที่เงินโอนเข้าจริง เช่น โอนเงินมาบอกว่าจะซื้อบ้าน แต่บ้านยังไม่ได้ทำธุรกรรม ก็อาจจะเป็น error ได้ (แต่ไม่น่านานนะ)

จนบางทีการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยก็งงๆ นะครับแทนที่ดูตัวเลขแล้วจะเข้าใจ “วันนี้กำไรเท่าไร มาจากไหน” ต้องมานั่งงงกับเงินที่โผล่ในเก๊ะมากกว่า

สรุป

NEO ควรจะเป็นเศษเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสนใจ แต่ของไทยมันกลายเป็น “ก้อนหลัก” ที่บางทีใหญ่กว่าบัญชีจริงเสียอีก สะท้อนว่าเราอาจจะยังเข้าใจเงินไหลเข้าออกประเทศไม่ดีพอก็ได้ และตราบใดที่เราไม่เข้าใจว่า flows เหล่านี้มีพฤติกรรมอย่างไร เราก็อาจจะตอบไม่ได้ว่ามีปัจจัยอื่นๆที่ทำให้เงินบาทแข็งอีกไหม และอาจจะทำไปสู่นโยบายที่ผิดพลาด และสร้างปัญหาอื่นตามมาได้ เช่น เราเห็น correlation ระหว่างราคาทองกับบาทสูง ก็อยากจะเก็บภาษีการค้าขายทองคำ แต่ถ้าต้นเหตุบาทแข็งไม่ได้เกิดจากการค้าทองคำ นโยบายแบบนี้ก็อาจจะการสร้างความบิดเบือนให้กับตลาดทองคำ โดยไม่ได้แก้ปัญหาบาทแข็งที่ต้นทางก็ได้

ถ้าไปแคะกันดูดีๆ อาจจะเจออะไรนี่น่าสนใจ และน่าจัดการมากกว่าเก็บภาษีทองคำก็ได้นะครับ (เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...