Net Errors and Omissions: เงิน ลึกลับในบัญชีดุลการชำระเงิน?
พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย วิเคราะห์ Net Errors and Omissions: เงินลึกลับในบัญชีดุลการชำระเงิน? ที่อาจเป็นสาเหตุทำเงินบาทแข็งค่า
พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เผยว่า ช่วงนี้คำว่า net errors and omissions เริ่มเป็นที่รู้จักในไทยมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะผมตั้งข้อสังเกตว่าช่วงหลังๆ ตัวเลข net errors and omissions ในบัญชีดุลการชำระเงินของไทยมัน large, persistent, and one sided ผิดวิสัยของ error ของตัวเลขสถิติที่ดี เลยอยากเอามาชวนคุยกันหน่อยว่ามันคืออะไรกันแน่
ที่มา : คลิก
ออกตัวตั้งแต่ต้นเลยนะครับ มันอาจจะไม่ได้แปลว่าเรามีเงินลึกลับเข้ามา แต่มันกำลังตั้งคำถามว่า เราเข้าใจสถานการณ์เงินเข้าเงินออกจากประเทศเราดีแค่ไหน
และถ้าเราจะออกนโยบายมาแก้ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า เราควรจะแก้ตรงไหนดี ที่จะแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่จับที่ปลายเหตุ และไปสร้างปัญหาอื่นๆตามมาอีก
ดุลการชำระเงินคืออะไร?
ดุลการชำระเงิน (Balance of Payments – BOP) คือสมุดบัญชีใหญ่ของประเทศที่บันทึกเงินตราต่างประเทศไหลเข้า–ออก ประเทศ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นคนคุมตลาดเงินตราต่างประเทศ ถ้า ธปท ไม่เข้าไปแทรกแซง (intervene) เลย
“เงินเข้ากับเงินออกย่อมต้องสมดุลพอดีเสมอ” (เพราะค่าเงินจะปรับจนคนซื้อหาคนขายเจอ)
NEO คืออะไร?
ธปท.เห็นธุรกรรมที่ผ่านระบบธนาคารทั้งหมด และเป็นคนจัดหาเงินตราต่างประเทศคนสุดท้าย รู้ว่าเงินเข้ามาจากไหน ออกไปที่ไหน แต่อาจจะไม่ได้รู้เป๊ะ ๆ ว่าเงินก้อนนั้นคือการจ่ายค่าอะไร เช่น เป็นค่าส่งออกจริง หรือเป็นแค่เงินที่มีคนโอนเข้ามาเฉย ๆ
ในทางบัญชี พอเราบันทึกรายการ Current Account (การค้า บริการ ท่องเที่ยว) และ Financial Account (เงินลงทุน การกู้ยืม) แล้ว บวกกันออกมา มันควรจะ balance กับการแทรกแซงของ ธปท หรือการเปลี่ยนแปลงทุนสำรองพอดี
แต่ในชีวิตจริง ตัวเลขนี้ไม่ตรงกัน เศษที่เหลือจึงถูกโยนลงในช่อง Net Errors and Omissions (NEO)
เหมือนกับร้านขายของชำที่เจ้าของขยันลงบัญชีรายรับรายจ่ายทุกวัน แต่พอเปิดเก๊ะมาเจอเงินสดจริง กลับไม่ตรงกับที่บันทึกไว้
อาจจะเพราะบางทีก็มีคนเอาเงินมาใส่ในเก๊ะตรง ๆ โดยไม่ลงบัญชี หรืออาจจะลงบัญชีผิดไม่ตรงความจริงก็ได้
ส่วนต่างตรงนี้แหละคือ NEO ปกติควรเป็นเรื่องเล็ก แต่ของไทย…
โดยหลักแล้ว NEO เป็นเรื่องธรรมดาของสถิติ เพราะไม่มีทางเก็บข้อมูลได้เป๊ะทุกดอลลาร์ ปกติมันควรจะเป็นแค่ “เศษข้าวติดหม้อ” ที่ไม่ต้องสนใจมาก
แต่ error ที่ดีควรจะเล็ก มาชั่วครู่ชั่วคราวและหายไป และควรจะ error ได้ทั้งสองฝั่ง แต่ของไทยกลับ ผิดปกติ เพราะ
- มัน ใหญ่ ถึงไตรมาสละ 3–4 พันล้านดอลลาร์
- มัน ต่อเนื่อง เราเห็น error ใหญ่ๆแบบนี้มาสองปีแล้ว
- มัน เอียงข้างเดียว เป็นบวกติดๆกันมาหลายไตรมาสแล้ว โดยเฉพาะหลัง covid
จนบางไตรมาส NEO ใหญ่กว่า Current Account ด้วยซ้ำ นักเศรษฐศาสตร์เลยอดเกาหัวไม่ได้ว่า:
“เราควรเลิกวิเคราะห์ Current Account แล้วหันไปวิเคราะห์ error กันแทนดีกว่าไหม?”
NEO ที่เป็นบวก เกิดจากอะไรได้บ้าง?
อย่างที่บอกว่า NEO เป็นเรื่องปกติ และมีหลายคำอธิบายที่ทำให้ NEO เป็นบวกได้ ไม่ใช้เฉพาะมีเงินลึกลับเข้ามานะครับ เช่น
- เราอาจจะ Underestimate รายได้ท่องเที่ยว ตัวเลขรายรับจากการท่องเที่ยวได้มาจากการสำรวจและการประมาณ ถ้าเราประเมินต่ำไป เงินที่เข้ามาจริงอาจจะมากกว่าที่บันทึกไว้ error ก็เลยโผล่เป็นด้านบวกได้
- เงินไหลเข้าแบบไม่ตรงไปตรงมา เช่น การหิ้วเงินสดเข้าประเทศผ่านพรมแดนธรรมชาติมาแลกเป็นบาท การโอนผ่านตลาดคริปโตที่ไม่บอกที่มา และอาจจะไม่ถูกบันทึกเป็น BoP
หรือบางรูปแบบ capital flight เช่น อาจจะมีการนำเข้าสินค้าจากประเทศหนึ่ง และนำไปส่งออกต่อ แต่พอได้รายได้มา ไม่ส่งไปจ่ายค่าสินค้านำเข้า แต่เก็บเงินตราต่างไว้ในไทย ในขณะทางบัญชีบันทึกว่ามีการจ่ายค่าสินค้านำเข้าแล้ว เห็นต่างชาติมาซื้ออสังหาริมทรัพย์เยอะๆก็แอบสงสัย
อาจจะมี Mismatch หรือ timing หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับวิธีเก็บข้อมูล เช่น
ความแตกต่างของวิธีบันทึกข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
หรือความเหลื่อมเวลาระหว่างวันที่ทำธุรกรรมกับวันที่เงินโอนเข้าจริง เช่น โอนเงินมาบอกว่าจะซื้อบ้าน แต่บ้านยังไม่ได้ทำธุรกรรม ก็อาจจะเป็น error ได้ (แต่ไม่น่านานนะ)
จนบางทีการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยก็งงๆ นะครับแทนที่ดูตัวเลขแล้วจะเข้าใจ “วันนี้กำไรเท่าไร มาจากไหน” ต้องมานั่งงงกับเงินที่โผล่ในเก๊ะมากกว่า
สรุป
NEO ควรจะเป็นเศษเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสนใจ แต่ของไทยมันกลายเป็น “ก้อนหลัก” ที่บางทีใหญ่กว่าบัญชีจริงเสียอีก สะท้อนว่าเราอาจจะยังเข้าใจเงินไหลเข้าออกประเทศไม่ดีพอก็ได้ และตราบใดที่เราไม่เข้าใจว่า flows เหล่านี้มีพฤติกรรมอย่างไร เราก็อาจจะตอบไม่ได้ว่ามีปัจจัยอื่นๆที่ทำให้เงินบาทแข็งอีกไหม และอาจจะทำไปสู่นโยบายที่ผิดพลาด และสร้างปัญหาอื่นตามมาได้ เช่น เราเห็น correlation ระหว่างราคาทองกับบาทสูง ก็อยากจะเก็บภาษีการค้าขายทองคำ แต่ถ้าต้นเหตุบาทแข็งไม่ได้เกิดจากการค้าทองคำ นโยบายแบบนี้ก็อาจจะการสร้างความบิดเบือนให้กับตลาดทองคำ โดยไม่ได้แก้ปัญหาบาทแข็งที่ต้นทางก็ได้
ถ้าไปแคะกันดูดีๆ อาจจะเจออะไรนี่น่าสนใจ และน่าจัดการมากกว่าเก็บภาษีทองคำก็ได้นะครับ (เพิ่มเติม…)