สังคมสูงวัย โอกาสทองสินค้าเกษตรไทย เจาะตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ
The Bangkok Insight
อัพเดต 12 ส.ค. 2568 เวลา 01.52 น. • เผยแพร่ 12 ส.ค. 2568 เวลา 01.52 น. • The Bangkok Insightการเติบโตของสังคมสูงวัยทั่วโลก หนุนตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินของโลกสูงถึง 1.36 แสนล้านดอลลาร์ ชี้ช่องสร้างโอกาสสินค้าเกษตรไทย
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการศึกษาวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์การค้า พบว่าการเติบโตของสังคมสูงวัยทั่วโลก เป็นโอกาสสำหรับอาหารเพื่อสุขภาพและการเกษตรมูลค่าสูง
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ระบุว่าผู้คนทั่วโลกมีอายุยืนยาวขึ้น มีความเป็นไปได้ว่าคนส่วนใหญ่จะมีอายุจนถึง 60 ปีขึ้นไป และภายในปี 2573 หนึ่งในหกของประชากรโลก (ประมาณ 1,400 ล้านคน) จะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และภายในปี 2593 ประชากรโลกที่อายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีจำนวนประมาณ 2,100 ล้านคน
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกรมการปกครอง ระบุว่า ในปี 2567 ผู้สูงอายุไทยที่อายุ 65 ปีขึ้นไป มีจำนวน 9.41 ล้านคน คิดเป็น 14.3% ของประชากรไทยทั้งหมด ขณะที่ผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่ม คิดเป็น 35.9% ของค่าใช้จ่ายครัวเรือน และผู้สูงอายุไทยนิยมบริโภคผักผลไม้เป็นประจำสูงถึง 87.4% ของผู้สูงอายุที่สำรวจ
ตัวเลขดังกล่าว สะท้อนความสำคัญของการใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนการนิยมบริโภคที่คำนึงถึงสุขภาพของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ พบว่าผู้สูงอายุชาย 45.8% มีรายได้จากการทำงาน ขณะที่ผู้สูงอายุหญิง 41.7% มีรายได้จากบุตรหลาน
ขณะที่ลักษณะอาหารสำหรับผู้สูงอายุ ต้องสอดคล้องตามข้อจำกัดทางสรีรวิทยาที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น แม้ว่าร่างกายจะมีการเผาผลาญพลังงานที่ลดลงและต้องการแคลอรี่น้อยลง แต่ก็ยังต้องการสารอาหารครบถ้วนโดยเฉพาะโปรตีน เพื่อชะลอการสูญเสียกล้ามเนื้อ และต้องคำนึงถึงโรคประจำตัวของผู้สูงอายุด้วย โดยตัวอย่างอาหารที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ เช่น อาหารพร้อมทาน อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน และอาหารหรือเครื่องดื่มสูตรพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ
ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มผู้บริโภคผู้สูงอายุ ข้อมูลจาก Euromonitor บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก พบว่า ในปี 2567 ตลาดค้าปลีกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินของโลก มีมูลค่ากว่า 1.36 แสนล้านดอลลาร์ ขยายตัว 3.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีแนวโน้มอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3.4% ต่อปี
สำหรับตลาดที่มีมูลค่าค้าปลีกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สูงสุดอันดับต้น ๆ ของโลก ได้แก่ สหรัฐ มูลค่าตลาดกว่า 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโตเฉลี่ย 3% จีน มูลค่าตลาดกว่า 3.22 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโตเฉลี่ย 6.6% สหภาพยุโรป มูลค่าตลาด 1.54 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโตเฉลี่ย 5.8% และญี่ปุ่น มูลค่าตลาด 8,607 ล้านดอลลาร์ โตเฉลี่ย 1.3% สำหรับไทย มีมูลค่าตลาด 2,487.3 ล้านดอลลาร์ เติบโตเฉลี่ย 7.7%
ในปี 2567 ไทยนำเข้าสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารฯ ของไทย มูลค่า 606.6 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.6% เทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีสินค้าสำคัญที่นำเข้า ได้แก่ อาหารเสริมและพรีมิกซ์สำหรับเสริมคุณค่าอาหาร มูลค่า 281.6 ล้านดอลลาร์, ของผสมกับอาหารหรือสารอื่น ๆ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มูลค่า 166.9 ล้านดอลลาร์, วิตามิน มูลค่า 42.7 ล้านดอลลาร์ และโปรตีนเข้มข้น มูลค่า 15.2 ล้านดอลลาร์ โดยสินค้าที่ไทยมีแนวโน้มนำเข้าเพิ่มขึ้นมาก เช่น วิตามินอี, วิตามินซี และวิตามินบี 1 เป็นต้น
สำหรับการส่งออก ในปี 2567 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามิน เป็นมูลค่า 51.9 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 8.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เรียงลำดับสินค้าตามมูลค่าการส่งออก อาทิ อาหารเสริมและพรีมิกซ์สำหรับเสริมคุณค่าอาหาร, วิตามิน, ของผสมกับอาหารหรือสารอื่น ๆ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และโปรตีนเข้มข้น
ขณะที่ภูมิภาคอาเซียนและจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ เมียนมา เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และฮ่องกง ตามลำดับ และในช่วง 6 เดือนแรก ของปี 2568 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามิน เป็นมูลค่า 25.6 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567
ทั้งนี้ ข้อจำกัดของการส่งออกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามิน คือ กฎระเบียบของแต่ละประเทศ เช่น นิยามและการจัดประเภทที่อาจแตกต่างกัน รวมถึงข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์และฉลากสินค้า เช่น ญี่ปุ่นมีข้อกำหนด Foods with Health Claims (FHC) ที่อาหารเพื่อสุขภาพ ต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยโดยองค์กรด้านอาหารและยาของญี่ปุ่น จึงจะสามารถใช้เครื่องหมาย FOSHU บนฉลากได้ ซึ่งใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่สหภาพยุโรปมีกฎ Nutrition and Health Claims Regulation (NHCR) ที่ต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับทุกการกล่าวอ้าง
การเติบโตของประชากรผู้สูงอายุ ทำให้เห็นโอกาสของอาหารเพื่อสุขภาพและการเกษตรมูลค่าสูง ซึ่งการพัฒนาสินค้าดังกล่าว นอกจากจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุแล้ว ยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคเกษตรไทย ส่งเสริมความยั่งยืนของระบบอาหารของประเทศ
ในส่วนของการขยายไปตลาดต่างประเทศนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องศึกษากฎระเบียบของแต่ละประเทศอย่างละเอียด และวางกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสมต่อกลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่างกลยุทธ์สำหรับการตลาดในประเทศไทย เช่น หากจะเจาะกลุ่มผู้สูงอายุชายที่ยังทำงานควรมุ่งประเด็นการเสริมสร้างสุขภาพเพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน และหากเจาะกลุ่มผู้สูงอายุหญิงควรสื่อสารผ่านบุตรหลานที่เป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่าย เป็นต้น
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ' ตัวเร่งวิกฤติเศรษฐกิจไทย แนะระบบสวัสดิการ-ดูแลแบบมีส่วนร่วม
- 'เกาหลีใต้' ก้าวเข้าสู่ 'สังคมสูงวัยระดับสุดยอด' อย่างเป็นทางการ
- 'พาณิชย์' ถกประธาน CCPIT เร่งจีนเปิดตลาดสินค้าเกษตร-ขึ้นทะเบียน GI สินค้าไทย
ติดตามเราได้ที่