โลกจับตา! “ทรัมป์–สี จิ้นผิง” พบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปี ที่ปูซาน 30 ต.ค. นี้
สหรัฐฯ–จีน นัดพบผู้นำ “ทรัมป์–สี จิ้นผิง” วันที่ 30 ต.ค. ที่เกาหลีใต้ ก่อนการประชุมเอเปค 2025 จับตาประเด็นร้อน ภาษี การค้า ยาเฟนทานิล และสงครามยูเครน สัญญาณทิศทางเศรษฐกิจโลก
🗓️ เคาะวันแล้ว! ผู้นำสองมหาอำนาจพบกันนอกรอบเอเปค
ทำเนียบขาวยืนยันอย่างเป็นทางการว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะพบกันในวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่เมือง ปูซาน (Busan) ประเทศเกาหลีใต้
การประชุมดังกล่าวจะจัดขึ้น “นอกรอบ” การประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค (APEC Summit 2025) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน
ถือเป็นการพบปะกัน ครั้งแรกในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่การประชุมสุดยอด G20 ที่โอซาก้าในปี 2019 ก่อนที่โลกจะเผชิญกับทั้งสงครามการค้าและโรคระบาดใหญ่
💬 ประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะหยิบยกในการเจรจา
การพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ ความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีนตึงเครียดสูงสุดในรอบหลายปี
โดยมีประเด็นหลักที่คาดว่าจะถูกหยิบยกขึ้นเจรจา ดังนี้
- ภาษีและการค้า:
ทรัมป์ประกาศเตรียมเก็บภาษีสินค้าจีนเพิ่ม 100% มีผลภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ โดยตั้งใจใช้เป็น “เครื่องต่อรอง” เพื่อให้จีนลดการสนับสนุนทางอ้อมต่อรัสเซีย และเปิดตลาดให้บริษัทสหรัฐมากขึ้น - ปัญหายาเฟนทานิล (Fentanyl):
ทรัมป์กล่าวก่อนหน้าอย่างชัดเจนว่า “คำถามแรก” ที่จะถาม สี จิ้นผิง คือเรื่องยาฟินเทนิลที่ลักลอบเข้าสหรัฐฯ จากห่วงโซ่อุปทานในจีน - สงครามรัสเซีย–ยูเครน:
ทั้งสองผู้นำอาจหารือแนวทางยุติสงคราม โดยสหรัฐฯ ต้องการให้จีนมีบทบาทมากขึ้นในการกดดันรัสเซีย - เทคโนโลยีและโลหะหายาก (Rare Earths):
จีนเพิ่งประกาศควบคุมการส่งออกแร่หายากและชิปขั้นสูง ขณะที่สหรัฐฯ เตรียมตอบโต้ด้วยมาตรการควบคุมการลงทุนในภาคเทคโนโลยีจีน
🌏 “เวทีปูซาน” จุดเปลี่ยนสมดุลโลก
การนัดพบครั้งนี้มีนัยสำคัญเชิงภูมิรัฐศาสตร์สูง เพราะเป็นการเลือกเจรจาใน เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ
ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ระหว่างจีน–ญี่ปุ่น–เกาหลีใต้ และเป็น “สนามกลาง” ที่ไม่มีประเทศใดได้เปรียบโดยตรง
นักวิเคราะห์มองว่า หากทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุ “สัญญาณบวกแม้เพียงเล็กน้อย” เช่น การระงับขึ้นภาษีบางส่วน หรือเริ่มต้นข้อตกลงย่อยทางเศรษฐกิจ จะส่งผลดีต่อบรรยากาศการค้าโลก และตลาดการเงินในเอเชีย
ในทางกลับกัน หากผลการเจรจา “ล้มเหลว” หรือมีการตอบโต้ทางการค้าระลอกใหม่ ตลาดอาจเผชิญแรงสั่นสะเทือนระยะสั้น โดยเฉพาะในสินทรัพย์เสี่ยงและค่าเงินเอเชีย
📉 ทำไมตลาดต้องจับตา?
ตลาดหุ้นสหรัฐ–จีน–เอเชีย:
นักลงทุนมองว่าผลการเจรจาจะเป็นตัวชี้ทิศทางของตลาดหุ้นโลกในไตรมาสสุดท้ายของปีหากการพูดคุยมีผลเชิงบวก อาจหนุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและโลจิสติกส์
หากตึงเครียดเพิ่ม อาจหนุนทองคำและพันธบัตรสหรัฐในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ราคาทองคำ–น้ำมัน:
ตลาดคาดว่าการประชุมอาจกระทบความต้องการพลังงานและแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อราคาทองคำโลกไทยและอาเซียน:
ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการปรับโครงสร้างซัพพลายเชน หากสหรัฐฯ เดินหน้าตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่
🧭 มองไปข้างหน้า
หลังการประชุมเอเปคที่เกาหลีใต้ ทรัมป์มีแผน เดินทางต่อไปยังจีนอย่างเป็นทางการ ภายในสิ้นปี 2568
โดยนักวิเคราะห์คาดว่า นี่อาจเป็น “จุดเริ่มต้นของเกมใหม่” ระหว่างสองมหาอำนาจ ที่ไม่ได้มีเพียงการค้า แต่ยังรวมถึงอิทธิพลทางเทคโนโลยี พลังงาน และความมั่นคงในภูมิภาค
📌 สรุป: “30 ต.ค.” ไม่ใช่แค่วันเจรจา แต่คือวันวัดสมดุลอำนาจโลก
การพบกันของ ทรัมป์และสี จิ้นผิง ที่เกาหลีใต้ เป็นมากกว่าการประชุมทวิภาคี
แต่คือ “สนามทดสอบ” ว่าสหรัฐฯ และจีนจะเลือกเดินไปในเส้นทาง “แข่งกันต่อ” หรือ “กลับมาร่วมกันสร้างสมดุลใหม่”
ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร โลกกำลังจับตา “เวทีปูซาน” ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ อย่างไม่กะพริบตา