โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'อียู' เสียงแตก ลังเลใช้ทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัด ช่วยฟื้นฟูยูเครนหลังสงคราม

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 30 ส.ค. 2568 เวลา 23.32 น. • เผยแพร่ 31 ส.ค. 2568 เวลา 07.00 น.

คายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป เผยเมื่อวันเสาร์ (30 ส.ค.) ว่า สหภาพยุโรป (อียู) เตรียมพิจารณาวิธีการนำทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดไว้ไปใช้เป็นเงินทุนในการป้องกันประเทศและฟื้นฟูประเทศให้กับยูเครนหลังสงคราม แต่การยึดทรัพย์สินเหล่านั้นในขณะนี้ไม่มีความสมเหตุสมผลทางการเมือง

อียู ระบุว่า ทรัพย์สินรัสเซีย ราว 210,000 ล้านยูโร (ราว 8 ล้านล้านบาท) ถูกอายัดไว้ในอียูภายใต้มาตรการคว่ำบาตรมอสโกเนื่องจากการรุกรานยูเครน

ยูเครนและประเทศในอียูบางประเทศ รวมถึงเอสโตเนีย ลิทัวเนีย และโปแลนด์ เผยว่า ควรยึดทรัพย์สินรัสเซียทันทีและนำไปใช้สนับสนุนเคียฟ ซึ่งข้อเรียกร้องดังกล่าวทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากยูเครนกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณหลายหมื่นล้านยูโรในปีหน้าเพียงปีเดียว

หลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอียูที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก คัลลาสกล่าวว่า ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า “แทบเป็นไปไม่ได้ที่รัสเซียจะได้รับเงินจำนวนนี้คืน ถ้าไม่นำไปชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสงครามให้กับยูเครนอย่างครบถ้วน”

คัลลาสกล่าวว่า “เราไม่เห็นว่าพวกเขาคิดจะจ่ายค่าเสียหาย ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องหากลยุทธ์ทางออก” ในการใช้ทรัพย์สินเหล่านี้เมื่อสงครามสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสและเยอรมนี ประเทศมหาอำนาจในอียู รวมถึงเบลเยียม ที่ถือครองทรัพย์สินรัสเซียส่วนใหญ่ ได้ปฏิเสธแนวคิดยึดทรัพย์รัสเซียไปช่วยยูเครน โดยพวกเขาได้ตั้งคำถามถึงความถูกต้องตามกฎหมายของการดำเนินการดังกล่าว และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสกุลเงินยูโร ขณะเดียวกันก็ชี้ว่ากำไรจากทรัพย์สินเหล่านั้นกำลังถูกนำไปใช้สนับสนุนยูเครนอยู่แล้ว

แหล่งข่าวเปิดเผยกับรอยเตอร์สเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาว่า รัสเซียส่งสัญญาณว่าอาจตกลงใช้ทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้เพื่อฟื้นฟูประเทศยูเครน แต่ก็อาจยืนยันว่าเงินส่วนหนึ่งจะนำไปใช้ในดินแดนของยูเครนที่กองกำลังของตนควบคุมอยู่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...