“Fourth Plenum” กำหนดอนาคตเศรษฐกิจจีน นักลงทุนทั่วโลกจับตาแผน 5 ปีใหม่ภายใต้ยุคสี จิ้นผิง
พรรคคอมมิวนิสต์จีนเตรียมเปิดฉากประชุมเต็มคณะครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 20–23 ต.8. นำโดยสี จิ้นผิง ทบทวน-กำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ–สังคมระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569–2573) กรอบพัฒนาเศรษฐกิจชุดใหม่ของประเทศ
วันที่ 10 ตุลาคม 2568 เวลา 06.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การประชุมที่สำคัญที่สุดในปฏิทินการเมืองของจีนประจำปี 2025 กำลังจะมาถึง นั่นคือ “การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 4” (Fourth Plenum) ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–23 ตุลาคม โดยจะมีผู้นำระดับสูงของพรรคเข้าร่วมหลายร้อยคน รวมถึงสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน
การประชุมลับครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการ ทบทวนร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2569–2573) ซึ่งเป็นกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนา 5 ปีข้างหน้าของจีน บรรดานักลงทุนทั่วโลกและผู้นำองค์กรธุรกิจต่างจับตาการประชุมอย่างใกล้ชิด เพื่อค้นหาสัญญาณของการเปลี่ยนทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคำถามว่าจีนจะเริ่มหันมาเน้นการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศแทนการลงทุนและการส่งออกหรือไม่
ผลลัพธ์จากการประชุมครั้งนี้ไม่เพียงจะกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกในช่วงที่เหลือของทศวรรษเท่านั้น แต่ยังอาจส่งแรงสะเทือนไปทั่วโลก โดยเฉพาะในด้านความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ ท่ามกลางความตึงเครียดจากปัญหาสินค้าราคาถูกของจีนที่กระทบต่อผู้ผลิตท้องถิ่น และการเก็บภาษีสินค้าจีนของสหรัฐที่บีบให้ปักกิ่งต้องหันไปพึ่งตลาดอื่นมากขึ้น
การประชุม “Fourth Plenum” คืออะไร?
การประชุมเต็มคณะ (Plenum) คือการประชุมของ คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Central Committee) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 370 คน โดยผู้นำระดับสูงของพรรค นำโดยสี จิ้นผิง จะเป็นผู้กำหนดนโยบายสำคัญล่วงหน้า ก่อนนำมารับรองอย่างเป็นทางการในการประชุม
โดยปกติ คณะกรรมการกลางจะประชุมทั้งหมด 7 ครั้งในช่วงวาระ 5 ปีของแต่ละชุด ซึ่งตามธรรมเนียม “การประชุมครั้งที่ 4” มักเน้นเรื่องแนวคิดและการเสริมสร้างวินัยของพรรค ขณะที่การประชุมครั้งที่ 5 มักทบทวนและอนุมัติแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปี แต่ปีนี้มีการสลับลำดับการพิจารณา เนื่องจากการประชุมครั้งที่ 3 เมื่อปี 2567 ถูกเลื่อนออกไปหลายเดือน
เช่นเดียวกับการประชุมระดับสูงอื่น ๆ ของพรรค การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะจัดขึ้นที่โรงแรมจิงซี (Jingxi Hotel) ทางตะวันตกของกรุงปักกิ่ง ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยสมาชิกเต็มจำนวนของคณะกรรมการกลาง 200 คน และสมาชิกสำรองอีกประมาณ 170 คน ซึ่งแม้ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนน แต่ล้วนเป็นผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลท้องถิ่น หน่วยงานกลาง กองทัพ และรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนจากหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน นักวิชาการ และผู้แทนจากสภาพรรคระดับชาติร่วมเข้าฟังด้วย
ผลลัพธ์จาก “Fourth Plenum” ในอดีต
โดยทั่วไป การประชุมครั้งที่ 4 มักเน้นเรื่อง การเสริมสร้างวินัยภายในพรรคและธรรมาภิบาล เช่น สมัยของสี จิ้นผิง เคยใช้เวทีนี้ผลักดันการปรับปรุงระบบบริหารประเทศ และเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำทุจริต เพื่อเสริมอำนาจของพรรคและรักษาเสถียรภาพทางการเมือง
ในปี 1999 ที่ประชุมยังมีมติให้ปฏิรูปบริษัทของรัฐ (SOEs) ที่ขาดทุนและมีหนี้สินสูง โดยปรับโครงสร้างองค์กรขนาดใหญ่และเปิดทางให้บริษัทขนาดเล็กเอกชนเข้ามาแทน ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างจำนวนมาก แต่ก็ปูทางให้รัฐวิสาหกิจรายใหญ่กลายเป็นกลุ่มทุนสำคัญในเวลาต่อมา
ขณะที่ในปี 1989 การประชุมครั้งที่ 4 ถูกจัดขึ้นไม่นานหลังเหตุการณ์ เทียนอันเหมิน โดยคณะกรรมการกลางได้ปลดเจ้าจือหยาง อดีตเลขาธิการพรรคที่คัดค้านการใช้กำลังปราบผู้ประท้วง และแต่งตั้งเจียง เจ๋อหมิน ขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่
วาระสำคัญของการประชุมปีนี้
ประเด็นหลักของการประชุมวันที่ 20–23 ตุลาคม คือ การพิจารณาและรับรองร่างข้อเสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2569–2573) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ ร่างแผนดังกล่าวอยู่ระหว่างการจัดทำมาหลายเดือน โดยมีสี จิ้นผิง เป็นผู้นำการจัดทำแผน และได้จัดสัมมนาร่วมกับผู้ว่าการมณฑลทั่วประเทศเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อรวบรวมข้อเสนอ นอกจากนี้รัฐบาลยังเปิดเว็บไซต์ให้ประชาชนทั่วไปเสนอความคิดเห็นด้วย
เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา สำนักการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีน (โปลิตบูโร) ได้ประกาศวันประชุมอย่างเป็นทางการ พร้อมย้ำว่าจะเน้นพลังการผลิตรูปแบบใหม่ (New Productive Forces) ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้ลึกขึ้น และเปิดตลาดจีนให้เชื่อมโยงกับโลกมากขึ้น โดยตั้งเป้าให้ผลประโยชน์ของการพัฒนาและความทันสมัยกระจายไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมยิ่งขึ้น
แม้รายละเอียดของเป้าหมายทางเศรษฐกิจจะถูกเปิดเผยเต็มรูปแบบในสมัชชาประชาชาติช่วงเดือนมีนาคมปีหน้า แต่การประชุมครั้งนี้จะสะท้อนวิสัยทัศน์หลักของผู้นำจีนสำหรับยุคถัดไป โดยมีรายงานว่ารัฐบาลอาจรื้อฟื้นโครงการ Made in China 2025 ในเวอร์ชันใหม่ เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงให้จีนเป็นผู้นำของโลก
สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามากที่สุดคือ จีนจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการผลักดันอุตสาหกรรมภาครัฐกับการกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนได้หรือไม่ ท่ามกลางภาวะเงินฝืด กำลังการผลิตส่วนเกิน และกระแสกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้า
ประเด็นอื่นที่อาจถูกหารือ
นักวิเคราะห์การเมืองจีนยังคาดว่าการประชุมครั้งนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรระดับสูงของพรรค หลังจากแคมเปญต่อต้านคอร์รัปชันของสี จิ้นผิง ขยายวงกว้างอย่างไม่เคยมีมาก่อนตั้งแต่เริ่มวาระที่ 3 ในปี 2565
จนถึงขณะนี้ สมาชิกคณะกรรมการกลางอย่างน้อย 9 คนจากทั้งหมด 205 คน ถูกปลดออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ขณะที่อีกกว่า 10 คนหายไปจากสาธารณะท่ามกลางข่าวลือเรื่องการถูกสอบสวน หนึ่งในนั้นคือ เหอ เว่ยตง สมาชิกโปลิตบูโร และนายพลระดับสูงในกองทัพ รวมถึงนักการทูตอาวุโส หลิว เจี้ยนเชา
ยังไม่แน่ชัดว่าสี จิ้นผิง จะประกาศปลดบุคคลเหล่านี้ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการหรือไม่ หากมีการปลดจริง จะนำไปสู่การแต่งตั้งใหม่และการช่วงชิงอำนาจระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ภายในพรรค ก่อนการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งต่อไปในปี 2570 ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางผู้นำรุ่นต่อไปของจีน
อ้างอิง : bloomberg.com