สุจิตต์ วงษ์เทศ : พิษณุโลก ก่อนสุโขทัย
พิษณุโลก – จ.พิษณุโลกมี “โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า” (ประชาชาติธุรกิจ ฉบับ 30 ตุลาคม-2 พฤศจิกายน 2568 หน้า 8)
ทางการมองเห็นพิษณุโลกเฉพาะเป็นเมืองประวัติศาสตร์ราชวงศ์พระร่วง (สุโขทัย) และพระบรมไตรโลกนาถ (อยุธยา) จึงมองไม่เห็นนอกเหนือออกไปที่กว้างขวางมาก
ซึ่งหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีมีสนับสนุน ถ้ายกไปใช้งานการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จะมีพลังดึงดูดและกระตุ้นได้มากกว่าที่เคยทำสืบเนื่องมานาน อย่างน้อยให้ประชาชนมีทางเลือกเพิ่มขึ้น ดังนี้
พิษณุโลกมีหลายชื่อ ได้แก่ สรลวงสองแคว, ชัยนาท, พิษณุโลก, โอฆบุรี มีความป็นมาโดยย่อ ดังนี้
1.ชุมชนเกษตรกรรมสมัยแรกเริ่ม เคลื่อนไหวไปมาระหว่างลุ่มน้ำน่านกับลุ่มน้ำโขง (อีสานเหนือ) ราว 3,000 ปีมาแล้ว
แม่น้ำน่าน ต้นน้ำอยู่ทิวเขา จ. น่าน ดั้งเดิมเรียก แม่น้ำโพ จึงเรียกบริเวณปากน้ำว่า ปากน้ำโพ (จ. นครสวรรค์) เหตุจาก จ. อุตรดิตถ์ มีคลองโพ ไหลลงแม่น้ำน่าน เป็น “ชุมทาง” การค้าจากสิบสองพันนา, หลวงพระบาง, น่าน, แพร่ ฯลฯ คนทั่วไปรู้จักในชื่อ “ชุมทางคลองโพ” เข้าใจว่าเป็น แม่น้ำโพ
2.สมัยเริ่มแรกการค้าระยะไกลทางทะเล ราว 2,000 ปีมาแล้ว พ.ศ. 500 อินเดียเรียก สุวรรณภูมิ ต่อมามีชุมชนสถานีการค้า บริเวณลุ่มน้ำน่าน (พิษณุโลก) พบพระพุทธรูปฝีมือช่างทวารวดี และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ในวัฒนธรรมทวารวดี
3.สมัยการค้านานาชาติ ราว 1,000 ปีมาแล้ว พ.ศ. 1500 การค้าจีนกว้างขวาง เริ่มมีบ้านเมืองตามลำดับ ดังนี้
(1.)เมืองสองแคว มีขึ้นจากการสนับสนุนของรัฐละโว้-อโยธยา โดยพ่อขุนศรีนาวนำถุม ราว 700 ปีมาแล้ว พ.ศ. 1800 สมัยแรกอยู่ริมน่านฝั่งตะวันออก (ไม่มีฝั่งตะวันตก) ศูนย์กลางอยู่วัดพระศรีรัตน มหาธาตุ
ต่อมา พ่อขุนศรีนาวนำถุม สร้างศรีสัชนาลัย สุโขทัย ลุ่มน้ำยม และพ่อขุนผาเมือง (โอรส 1) ครองเมืองราด (นครราชสีมา) ลุ่มน้ำมูล ส่วนพญาคำแหงพระราม (โอรส 2) ครองเมืองสองแคว ลุ่มน้ำน่าน
เมืองสองแควเป็นเมืองแฝด กับเมืองสรลวง พบในจารึกสุโขทัยหลัก 2 (วัดศรีชุม) เรียก “เมืองสรลวงสองแคว”
สรลวง คือ “สรลวง” เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ (ไม่ใช่ “สระหลวง”) หมายถึงวิษณุ หรือสวรรค์
สองแคว หมายถึงแม่น้ำ 2 สาย (แคว แปลว่า แม่น้ำ) แควใหญ่ คือ แม่น้ำน่าน อยู่ทางตะวันตก แควน้อย คือ แม่น้ำนครไทย อยู่ทางตะวันออก ไหลลงแม่น้ำน่านทางใต้เมืองสองแคว แต่เกิดแผ่นดินไหวทำให้แม่น้ำแควน้อยเปลี่ยนทางเดิน ไหลลงน่านด้านเหนือ
(2.)เมืองชัยนาท ราว 600 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ. 1950
อยุธยา (วงศ์สุพรรณภูมิ-สุพรรณบุรี) มีอำนาจเหนือสุโขทัย-พิษณุโลก สร้างเมืองใหม่ฟากตะวันตกแม่น้ำน่าน ศูนย์กลางใหม่ คือ วังจันทน์ ชื่อใหม่ ว่า เมืองชัยนาท
เจ้าเมืองเป็นเชื้อวงศ์สุโขทัย “ธรรมราชาบรมปาล” (ตรงกับแผ่นดินเจ้าสามพระยา อยุธยา) สร้างพระพุทธชินราช พ.ศ. 1967 (600 ปีมาแล้ว)
[สรุปจากบทความเรื่อง “จากสองแควมาเป็นพิษณุโลก” ของ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ (29 ปีที่แล้ว) ในศิลปวัฒนธรรม พฤศจิกายน 2539 หน้า 186-192]
สมัยนั้นมีรัฐต่างๆ ได้แก่ รัฐอยุธยา, รัฐสุโขทัย, รัฐล้านนา, รัฐล้านช้าง, รัฐสุพรรณภูมิ ฯลฯ
พระมหาธรรมราชา ที่ 4 (บรมปาล คือพระยาบาลเมือง) มีโอรสคือ พระยายุธิษเฐียร ได้เป็นเจ้าเมืองพิษณุโลก พ.ศ. 1981-1994 ไม่พอใจที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน) ไม่ทรงแต่งตั้งให้เป็นมหาอุปราชตามที่ทรงสัญญาไว้ (เข้าใจว่าหมายถึงตำแหน่งพระมหาธรรมราชา) จึงไปอยู่กับพระเจ้าติโลกราช แห่งเชียงใหม่ ในฐานะเป็นลูกหลวง (ดู ตำนาน 15 ราชวงศ์)
ต่อจากนั้นเข้าใจว่าพระราชชนนีของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จะเสด็จไปครองพิษณุโลก เพราะสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถต้องเสด็จไปเยี่ยมที่พิษณุโลก จนถูกพระเจ้าติโลกราชยกทัพมาล้อมไว้ถึงหนึ่งเดือน (ดู ตำนาน 15 ราชวงศ์)
พระยากลาโหม (พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ) ไปตีสุโขทัยคืนจากพระเจ้าติโลกราชได้ พ.ศ. 2005 และสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จไปครองพิษณุโลก พ.ศ. 2006 (เรียกพิษณุโลก, สุโขทัย ว่า “เมืองเหนือ” หมายถึงเมืองที่อยู่ทางเหนือของอยุธยา)
(3.)เมืองพิษณุโลก ราว 561 ปีมาแล้ว พ.ศ. 2006-2031
พระบรมไตรโลกนาถ (อยุธยา-สุพรรณ) รับศึกติโลกราช (ล้านนา-เชียงใหม่) สร้างกำแพงสองฝั่งแม่น้ำน่าน ล้อมสองเมืองเข้าด้วยกัน คือ เมืองสองแคว (ฝั่งตะวันออก) และเมืองชัยนาท (ฝั่งตะวันตก) สถาปนาชื่อใหม่ว่า เมืองพิษณุโลก มาจาก “สรลวง” หมายถึง เมืองของพระวิษณุ คือ พระนารายณ์ (นครวัดในกัมพูชา มีชื่อจริงในจารึกว่า “บรมวิษณุโลก” หมายถึงที่ประทับของพระวิษณุบนสวรรค์)
พิษณุโลกโอฆบุรี ในตำนานการแต่งหนังสือสมัยอยุธยา มีเรื่องราวว่าหนังสือจินดามณี และพระราชพงศาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐ แต่งสมัยพระนารายณ์ โดย พระโหราธิบดี (หรือพระมหาราชครู) ซึ่งเป็นชาวเมืองโอฆบุรี มีคำอธิบายในเอกสารโบราณบอกว่า คือเมืองพิจิตร (จ. พิจิตร)
[สมเด็จฯ กรมพระดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายใน บันทึกสมาคมวรรณคดี (ปีที่ 1 เล่ม 5 พ.ศ. 2475) อ้างใน “บันทึกเรื่องหนังสือจินดามณี” ของ ธนิต อยู่โพธิ์ (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2485]
โอฆบุรี แท้จริงแล้วหมายถึงเมืองพิษณุโลก (จ. พิษณุโลก) พบหลักฐานอยู่ในขุนช้างขุนแผน ตอนที่ 28 พลายงามได้นางศรีมาลา (แต่งสมัย ร.3-ร.4) พลายงามอาสายกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ ขุนแผนไปด้วย ให้แวะเอาม้าสีหมอกซึ่งฝากไว้ที่พระพิจิตร (เจ้าเมืองพิจิตร) จากนั้นออกจากเมืองพิจิตรไปเมืองพิษณุโลก (เพื่อจะยกไปทางเมืองพิชัย, เถิน เข้าตีเชียงใหม่) กลอนเสภาพรรณนาว่า
พ้นป่าพงลงทางข้างตลิ่ง ถึงปากพิงเลี้ยวข้ามไปข้างขวา
เข้าทางป่าไม้ไพรพนา ถึงพาราพิษณุโลกโอฆบุรี
[โอฆบุรี หมายถึงเมืองน้ำ คือ สองแคว, โอฆ แปลว่า ห้วงน้ำ เช่น โอฆสงสาร “ห้วงมหรรณพ”]
สรุป ต้องยกเลิก “สระหลวง” เพราะนักปราชญ์สมัยก่อนเข้าใจคลาดเคลื่อน (1.) จารึกสลักว่า “สรลวง” ไม่ “สระหลวง” (2.) “สรลวง” หมายถึงสวรรค์ที่สถิตพระวิษณุ คือ วิษณุโลก, พิษณุโลก ไม่ใช่เมืองพิจิตร
มหาเถรศรีศรัทธา “หลานพ่อขุนผาเมือง” เกิดเมืองพิษณุโลก
มหาเถรศรีศรัทธา พระราชประวัติย่อ (จากจารึกวัดศรีชุม) ดังนี้
(1.) เกิดและมีเชื้อสายเจ้านายเมืองสองแคว (พิษณุโลก) (2.) นักรบผู้ยิ่งใหญ่ของเมืองราด (นครราชสีมา) (3.) สละทางโลก (ขณะรุ่งเรืองลาภยศสรรเสริญ) เข้าสู่ทางธรรมโดยบวชเป็นภิกษุที่เมืองราด แล้วจาริกแสวงบุญจากไทยไปพม่าต่อจากนั้นลงเรือเลียบชายฝั่งไปลังกาแสวงบุญในลังกา 10 ปี ได้รับยกย่องเป็นระดับ “สังฆราช” ลังกา (4.) กลับจากลังกาไปอยู่สุโขทัย แล้วมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ ปรับปรุงอักษรไทย, ทำศิลาจารึกวัดศรีชุม, ผนึกเถรวาทในสุโขทัย (5.) เล่าประวัติศาสตร์สุโขทัย สร้างโดยพ่อขุนศรีนาวนำถุม (ไม่ใช่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์)
ศาสนา-การเมือง ความเคลื่อนไหวทางศาสนา ของมหาเถรศรีศรัทธา เป็นงานการเมืองของรัฐเครือญาติ ดังนี้
1.ออกบวชแล้วไปลังกา มีการวางแผนล่วงหน้า เป็นที่รับรู้ของเจ้านายชนชั้นนำรัฐเครือญาติ โดยเฉพาะเมืองราด, เมืองอโยธยา, เมืองสุโขทัย, เมืองสุพรรณภูมิ, และ ฯลฯ
2.เพื่อลงหลักปักฐานเถรวาท แบบลังกา ให้ได้รับความศรัทธาเหนือความเชื่อแบบอื่น
3.ทั้งนี้ การเผยแผ่เถรวาท แบบลังกา ให้เป็นปึกแผ่นแน่นหนา ต้องทำด้วยภาษาไทย และ อักษรไทย ที่มีใหม่ เพื่อแสดงความเป็นเอกภาพของสยามประเทศ ที่ต้องการขยายอำนาจเติบโตขึ้น
พิษณุโลก, นครราชสีมา, สุโขทัย สมัยโบราณ มีความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบเครือญาติ และเป็นเครือข่ายทางการค้า-การเมือง โดยมีเส้นทางความสัมพันธ์ ผ่านเมืองศรีเทพ (จ. เพชรบูรณ์)
มหาเถรศรีศรัทธา เกิดที่เมืองสองแคว พิษณุโลก เติบโตและบวชที่เมืองราด นครราชสีมา แสวงบุญลังกา แล้วกลับไปแต่งเรื่องเล่าทำศิลาจารึกที่สุโขทัย
ข้อมูล (1.)ศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ 2 (จารึกวัดศรีชุม) ฉบับผลการสัมมนา พ.ศ. 2523 (44 ปีมาแล้ว) กองหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2529, (2.) ศิลาจารึกวัดเขากบ เมืองปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ (ในหนังสือประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 1) สำนักนายกรัฐมนตรี พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2521, (3.) การอธิบายศิลาจารึกสมัยสุโขทัย โดย ประเสริฐ ณ นคร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2547
เส้นทางแสวงบุญ ของมหาเถรศรีศรัทธา ได้จากจารึก 2 หลัก คือ จารึกวัดศรีชุม (หลัก 2) พบในอุโมงค์มณฑปวัดศรีชุม เมืองเก่าสุโขทัย และจารึกเขากบ (หลัก 11) พบบนเขา วัดเขากบ จ. นครสวรรค์
ธุดงค์แสวงบุญไปไหว้พระธาตุในที่ต่างๆ ทั้งในไทย และบางส่วนของพม่า แล้วผ่านไปทางอินเดีย, ลังกา
เริ่มตั้งแต่
(1.) สุโขทัย, ศรีสัชนาลัย,ฝาง (อุตรดิตถ์), แพร่, ลำพูน,ตาก,เชียงทอง (ระแหง จ. ตาก), ฉอด (แม่สอด จ. ตาก),
(2.) ดงที่โปรสช้าง (เขตพม่าภาคใต้) (ไม่ต้องใช้ช้าง จึงปล่อยช้าง แล้วไปตามแม่น้ำแกงหรือ แกยง ตรงกับแครงในภาษาไทย), เมืองเมาะตะมะ (ซึ่งอยู่ใต้นครพัน 50 กิโลเมตร), และเมืองเมาะลำเลิง
(3.) ทางทะเล เลียบชายฝั่ง กลิงคราฐ (Orissa), เมืองธานยกฏกา (แคว้นอานธรประเทศ), เมืองปาตลีบุตร (Patna), นครตรีโจล (ทางตอนใต้ของอินเดีย),
(4.) ลังกา (อยู่ลังกา 10 ปี) กษัตริย์ลังกายกย่องเลื่อมใส ถวายสมณศักดิ์ระดับสังฆราช ว่า “สมเด็จพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนีศรีรัตนลงกาทีปมหาสามี”แปลว่าดวงแก้วอันเประเสริฐ ประดับเกาะลังกา
(5.) กลับทางเรือ(ข้ามสมุทร?) ขึ้นบกที่เมืองตะนาวศรี (พม่าใต้) ผ่านช่องสิงขร, เพชรบุรี, ราชบุรี, อยุธยา, ศรีรามเทพนคร, และชัยนาท (ในจารึก เรียก กำพงครอง),
นครสวรรค์ (ได้สลักศิลาจารึกหลักที่ 11 ด้านที่ 2 ไว้ที่เขากบ) แล้วไปสุโขทัย แต่ไม่ปรากฏในจารึกว่าไปทางใด
เนื้อหาจารึกวัดศรีชุม เป็นเรื่องเล่าโดยมหาเถรศรีศรัทธา ตั้งแต่ต้นจนจบ (1.)เล่าประวัติตนเอง ตั้งแต่ก่อนบวช เป็นนักรบระดับขุนศึกเมืองราด, ออกบวช, แสวงบุญสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และทำบุญที่ต่างๆ, แล้วไปแสวงบุญในลังกา 10 ปี, กลับจากลังกาเข้าสุโขทัย (2.)เล่าประวัติความเป็นมาของรัฐสุโขทัย ตั้งแต่กำเนิดโดยวงศ์ศรีนาวนำถุม จากนั้นวงศ์พระร่วงรับช่วงต่อมา
วงศ์ศรีนาวนำถุม
พ่อขุนศรีนาวนำถุม เป็นต้นวงศ์ (สืบจากละโว้-อโยธยา) มีโอรส 2 องค์ (1.) พ่อขุนผาเมือง และ (2.) พญาคำแหงพระราม มีโอรส 1 องค์ คือ มหาเถรศรีศรัทธา หลานปู่ พ่อขุนศรีนาวนำถุม (ผู้สร้างเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัย) หลานลุง พ่อขุนผาเมือง (เจ้าเมืองราด)
มหาเถรศรีศรัทธา เกิด เมืองพิษณุโลก ในแผ่นดินพญาเลอไทย พ.ศ. 1841-?
พ่อ พระยาคำแหงพระราม เจ้าเมืองพิษณุโลก แม่ เป็นใครไม่พบหลักฐาน หลานลุง พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด (โคราชเก่า) หลานปู่ พ่อขุนศรีนาวนำถุม ผู้สร้างเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัย เครือญาติวงศ์ละโว้
บ้านเกิด มหาเถรศรีศรัทธา จารึกฯ บอกว่ามหาเถรศรีศรัทธา “เกิดในนครสรลวงสองแคว” (บรรทัดที่ 8)
ดร. ประเสริฐ ณ นคร บอกว่า “พระมหาเถรเกิดในนครสระหลวง สองแคว แสดงว่าเป็นเมืองแฝดคู่กันอยู่ (บางคนก็เรียกว่าเมืองอกแตก) เพราะคนเดียวจะเกิดในสองเมืองไม่ได้”
[จากหนังสือ การอธิบายศิลาจารึกสมัยสุโขทัย ของ ประเสริฐ ณ นคร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2547 หน้า 20]
จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบาย (ก่อน พ.ศ. 2509) ว่า “สรลวง” คือ สรวง หมายถึง พระวิษณุพบในร่ายบทแรกของโองการแช่งน้ำ ตอนสรรเสริญพระวิษณุ ว่า “โอมสิทธิสรวงศรีแกล้ว แผ้วมฤตยู เอางูเป็นแท่น” [พิมพ์ครั้งแรก ใน ศิลปวัฒนธรรม เมษายน 2546]
สมัยหลังเรียกเมืองฝาง (อุตรดิตถ์) ว่า “สวางคบุรี” คำว่า สวางค ตรงกับ สรวง (หรือ สรลวง)
พระบรมไตรโลกนาถเรียกสองแควว่าพิษณุโลก (หมายถึงที่สถิตของพระวิษณุ) เท่ากับยืนยันประเพณีเรียก “สรลวงสองแคว”
มหาเถรศรีศรัทธาเป็นนักรบ ระดับ “ขุนศึก” อยู่เมืองราด ลุ่มน้ำมูล
ระหว่างอายุก่อน 17 ปี ถึงหลังอายุ 31 ปี สนองงาน “ลุง” คือ พ่อขุนผาเมือง อยู่เมืองราด พบหลักฐานในจารึกหลัก 2 (วัดศรีชุม) ดังนี้
อายุ 17-18 รบ 2 ครั้ง (1.) รบกับท้าวคนหนึ่ง (ชำรุด) ไม่บอกว่ารบที่ไหน? และ (2.) รบกับท้าวอีจาน อยู่ดงอีจาน ลุ่มน้ำมูล
อายุ 26 รบ 1 ครั้ง(1.) ชนช้างกับขุนจัง ไม่บอกที่ไหน?
อายุ 31 บวชที่รัตนภูมิ อยู่ปราสาทพนมวัน ลุ่มน้ำมูล
เหตุการณ์เกิดที่ลุ่มน้ำมูล 2 ครั้ง ทำให้เชื่อว่าเหตุการณ์อีก 2 ครั้งเกิดขึ้นที่ลุ่มน้ำมูล เพราะไม่พบหลักฐานชวนให้เชื่อว่าเกิดที่อื่นนอกลุ่มน้ำมูล
ชนช้างขุนจัง ขุนจังขี่ช้างสูงใหญ่-ตกมัน-คลุ้มคลั่ง [ช้างตกมัน ช้างพลาย (ช้างตัวผู้) มีกำหนัดแรงกล้าในฤดูผสมพันธุ์มีน้ำมันใหลเยิ้มที่หน้าช้างและอวัยวะเพศ] ท้าพระยาคำแหงพระราม (ถ้าไม่กล้าชนช้าง) ให้เอาหมอนแพรมาแลก (ยอมแพ้)
มหาเถรศรีศรัทธา (ขณะเป็นคฤหัสน์วัยรุ่น) เจ็บใจแทนพ่อ จึงขึ้นขี่ช้างพัง (ช้างตัวเมีย) ไล่ชนช้างพลายตกน้ำมัน ขุนจัง เดินเจ็บหนีไป
พระธรรมราช (เลอไทย) กษัตริย์สุโขทัย ประหลาดใจมาก ปรารภว่าทำไมช้างตัวเมียชนชนะช้างตัวผู้ตกน้ำมัน? มหัศจรรย์?
รบกับท้าวอีจาน จิตร ภูมิศักดิ์ บอกว่าท้าวอีจานอยู่ดงอีจาน เป็นดงใหญ่มีพื้นที่ต่อเนื่องกว้างใหญ่ [ปัจจุบันอยู่ในท้องที่ จ. นครราชสีมา-จ. บุรีรัมย์ เป็นแนวยาวเชิงเขาใหญ่ (นครนายก-ปราจีนบุรี) ต่อเนื่องเขาพนมดงรัก]
[สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนสมัยศรีอยุธยา ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2526 หน้า 326 (เขียนก่อน 2509) 58 ปีที่แล้ว]
เอกสารจีนโจวต้ากวาน พ.ศ. 1839 (728 ปีมาแล้ว) บันทึกว่ามีพวกเสียน (ชาวสยาม) คุกคามหมู่บ้านของเจินละ (กัมพูชา) บ่อยๆ เป็นหลักฐานว่าการปะทะขัดแย้งมีสืบเนื่องถึงช่วงเวลาที่มหาเถรศรีศรัทธาเป็นนักรบของพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด (อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา)
ปลงอนิจจัง
มหาเถรศรีศรัทธาเมื่อเป็นคฤหัสถ์ มีเมีย และมีลูกสาว 2 คน, ลูกชาย 1 คน
มหาเถรฯ ศึกษาวิชาพิเศษต่างๆ เป็นต้นว่า วิชาช้าง, วิชาม้า, วิชาราชสีห์, วิชาแม่นธนู ยิงตรงไหนก็ถูกตรงนั้น, และอีกหลายวิชา แต่ชีวิตขึ้นๆ ลงๆ วนเวียนในบาป-บุญ, หัวเราะ-ร้องไห้, ได้-เสีย, สุข-ทุกข์ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
อายุ 29 ปี ย่างเข้า 30 ปี มีบุตรผู้หนึ่ง —– (จารึกชำรุด) —–[ดร. ประเสริฐ ณ นคร สงสัยว่าบุตรคงตาย] รู้สึกปลงอนิจจัง ความไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน จึงปรารถนาโพธิสมภาร
อายุ 31 ปี เกิดศรัทธามาก ใครอยากได้อะไรยกให้หมด จึงทำลายเครื่องอาวุธทั้งหลาย เป็นต้นว่า เอาหน้าไม้ธนู ทำเป็นฟืนหุงข้าวในป่า สละภาระเหย้าเรือน แล้วสละสิ่งของห่อด้วยผ้าสีต่างๆ เป็นเครื่องบริจาค พร้อมแก้วแหวนเงินทองกองแก้ว (รัตนะ)แต่งตัวลูกสาวสองคนด้วย “ใส่ทองปลายแขน แหวนปลายก้อย” ยกให้แก่ผู้มาขอ และ(เมีย) แต่งตัวให้สวยงาม ยกให้แก่ผู้มาขอ แล้วออกบวช—–ปรารถนาจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า “จึงภิเนษกรม ออกจากรัตนภูมิสพายบาตร——-” จากนั้นเข้าป่าปรารถนาจะเดินหาพระศรีรัตนมหาธาตุ เพื่อจะทำกุศล——-ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
บวชที่รัตนภูมิ (นครราชสีมา)
จิตร ภูมิศักดิ์ บอกว่าจารึกปราสาทพนมวัน เรียกพื้นที่ปราสาทพนมวันว่า “รัตนภูมิ” และเรียกตัวปราสาทพนมวันว่า “รัตนปุระ” ดังนั้นพระมหาเถรศรีศรัทธาบวชเป็นภิกษุที่ปราสาทพนมวัน ใกล้แม่น้ำมูล (ปัจจุบันอยู่ อ. เมืองฯ จ. นครราชสีมา)
ปราสาทพนมวันถูกแปลงเป็น “วัด” ในศาสนาพุทธ เถรวาท (แบบลังกา) พบหลักฐานหลายอย่าง ฝีมือช่าง เรือน พ.ศ. 1900 ได้แก่พระพุทธรูปและรอยพระพุทธบาท นับแต่นั้นถูกเรียก “ปราสาทวัดพนมวัน” หรือ “ปราสาทหินวัดพนมวัน” (คำว่า “วัด” เพิ่งถูกตัดออกไปไม่นานมานี้)
ปราสาทพนมวัน มีความเป็นมาโดยสรุปดังนี้
พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ฝังศพหัวหน้าเผ่าพันธุ์ 3,000 ปีมาแล้ว
สร้างเทวาลัย ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูพ.ศ. 1434
ปฏิสังขรณ์เทวาลัย เนื่องในไศวนิกาย บูชาพระศิวะ (พระอิศวร) เรียกปราสาท “สุขาลัย” พ.ศ. 1598
แปลงเทวาลัย เป็น “วัด” ในศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา รับจากอโยธยา พ.ศ. 1800-1900
พระพุทธรูป สมัยอยุธยา พบจากปราสาทพนมวัน นอกนั้นยังมีโบราณวัตถุ ต้นอยุธยา 94 รายการ เก็บไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ได้แก่ พระพิมพ์ต่างๆ พระพุทธรูป, และอื่นๆ ทำจากทองคำ, ทองสำริด, เงิน, ดินเผา, หินทราย ฯลฯ
มหาธาตุหลวง “ขอมเรียกพระธม”
มหาเถรศรีศรัทธา ในจารึกวัดศรีชุมว่าแสวงบุญไปบูรณะ “มหาธาตุหลวง” ที่ “ขอมเรียกพระธม” ใน“นครพระกฤษณ์”
พระมหาธาตุหลวง “ขอมเรียกพระธม” คือ พระปรางค์ประธาน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี ส่วน“นครพระกฤษณ์” คือ เมืองทวารวดี อยู่เมืองละโว้ ลพบุรี [ไม่ใช่เมืองนครปฐมโบราณ จ. นครปฐม]
[พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านโบราณคดี กรมศิลปากร) บทความเรื่อง “ทวารวดี เมืองที่ชุมนุมพระธาตุ” นิตยสารศิลปากร มกราคม-กุมภาพันธ์ 2561 หน้า 49-55]
พระปรางค์ประธาน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี สร้าง เรือน พ.ศ.1800 [ก่อนมหาเถรฯ ราว 100 ปี] เป็นที่ชุมนุมพระธาตุ เรียก “มหาธาตุหลวง” ตามคติ “ชุมนุมพระธาตุ” มีอายุเก่าที่สุด มีสถูปเจดีย์มากที่สุดล้อมรอบปรางค์ประธาน สถูปเจดีย์แต่ละองค์ หมายถึง พระธาตุจากที่ต่างๆ ตามคติชุมนุมพระธาตุในตำนานมูลศาสนา
“ขอมเรียกพระธม” “ขอม” หมายถึงชาวละโว้พูดภาษาเขมร, “พระธม” แปลว่าเจดีย์ใหญ่ (ธม เป็นภาษาเขมร แปลว่า ใหญ่)
เมืองละโว้ ศูนย์กลาง “โถโลโปตี” ในเอกสารจีน ซึ่งตรงกับ “ทวารวดี” (ข้อสันนิษฐานของนักค้นคว้าชาวยุโรป) พบจารึกศาลสูง มีคำว่า “วาสุเทพ” หมายถึง พระกฤษณะ ผู้เป็นเจ้าแห่งเมืองทวารวดี
ละโว้ร่วมสถาปนาอโยธยาสืบเนื่องเป็นอยุธยา มีนามทางการว่า“กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา” เท่ากับยืนยันการสืบเนื่องทวารวดีจากละโว้ [มานิต วัลลิโภดม ราว 50 ปีที่แล้ว เป็นคนแรกที่บอกว่าทวารวดี อยู่ละโว้ (ลพบุรี)]
“กำพงครอง”
มหาเถรศรีศรัทธา เดินทางถึงสถานที่แห่งหนึ่ง มีชื่อในจารึกหลักที่ 11 (จารึกเขากบ นครสวรรค์) ว่า “รัตนกูดานคร ไทยว่ากำพงครอง” [กฎหมายลักษณะลักพาฯ พ.ศ. 1898 มีชื่อ “สพงคลองพลับ”]
“รัตนกูดานคร” หมายถึงเมืองที่มีปราสาท (ปรางค์) อันประเสริฐ “รัตน” แปลว่า แก้ว หมายถึง มีค่ามาก, “กูดา” มาจาก “กุฎา” แปลว่า ยอดแหลม หมายถึงปรางค์, “กำพงครอง” คือ “สพงคลองพลับ” หมายถึง ชุมชนคลองพลับ (กำพง, สพง ภาษามลายู หมายถึง ตำบลริมลำน้ำ)
ศิลปวัฒนธรรม (ธันวาคม 2533) อธิบายว่าหมายถึงเมืองเก่า (หรือเมืองสิงห์เก่า) ริมคลองจักรสีห์ อ. เมืองฯ จ. สิงห์บุรี พบหลักฐาน ดังนี้
1.ปรางค์พระธาตุ วัดหน้าพระธาตุ (วัดหัวเมือง) เป็นฝีมือช่างรุ่นมหาเถรศรีศรัทธา
2.เรื่องเล่าได้เค้าจากลังกา บอกความเป็นมาพระนอนจักรสีห์ มีโครงเรื่องจากหนังสือมหาวงศ์ ตำนานเมือลังกา ที่มหาเถรศรีศรัทธาไปแสวงบุญ 10 ปี
3.ตำแหน่งที่ตั้ง สอดคล้องกับ ชื่อ “สพงครองพลับ” อยู่ในกฎหมายลักษณะลักพาฯ พ.ศ. 1898 แสดงว่าเป็นพื้นที่สำคัญมากตั้งแต่ก่อนอยุธยา
4.“คลองพลับ” เป็นคลองหน้าวัดพระนอนจักรสีห์ ต่อเนื่องวัดหน้าพระธาตุ ทุกวันนี้ชาวบ้านยังเรียกคลองพลับ
5.ชุมชนเก่าพันปี ตั้งแต่เรือน พ.ศ. 1000 (ทวารวดี) และหลังจากนั้นมีพระนอนจักรสีห์ ตามประเพณีนับถือพระนอน จากนั้นแผ่ถึงเมืองเสมา (ศรีจนาศะ) อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา
จารึกอักษรไทย ภาษาไทย
จารึกสุโขทัย หลักที่ 2 (วัดศรีชุม) มีดังนี้
(1.) อักษรไทย ภาษาไทย (2.) มหาเถรศรีศรัทธา? มีส่วนสำคัญในการทำจารึก (3.) ทำเมื่อ 1894-1910
รูปอักษร แบบเดียวกับ (1.) ศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ 3 (นครชุม) (2.) ศิลาจารึกสุโขทัยหลักอื่นๆ อีกหลายหลัก
[จารึกพ่อขุนรามคำแหง เป็นวรรณกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ ร.3]
อักขรวิธี สระและพยัญชนะ อยู่คนละบรรทัด เหมือนกับจารึกอักษรไทย ภาษาไทยหลักอื่นๆ พบที่สุโขทัย (ต่างจากจารึกพ่อขุนรามคำแหง ที่อยู่บนบรรทัดเดียวกัน)
รูปอักษรและอักขรวิธี ได้จากอโยธยา ดังนี้
(1.) รูปอักษรไทยและอักขรวิธีอโยธยา มีแล้ว พ.ศ. 1778 (ในกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ ตอนท้าย)
ไม่พบหลักฐานว่าใช้อักษรอะไร? แต่โน้มเอียงว่าเป็นอักษรไทย บนสมุดข่อย เขียนแบบตวัดหาง
(2.) อักษรไทย และอักขรวิธี จากอโยธยา ไม่เคยพบที่อโยธยา แต่พบในจารึกพระธาตุ (ร้าง) บ้านแร่ อ. พังโคน จ. สกลนคร พ.ศ. 1893 (ปีกำเนิดอยุธยา) ทั่วไปเรียกอักษรไทยน้อย แต่ได้ต้นแบบจากอโยธยา (แผ่ไปกับเถรวาท แบบลังกา)
อักษรไทยอโยธยา มาจากอักษรเขมร ถูกทำให้ง่าย เขียนตวัดหางบนสมุดข่อย ดังนี้
(1.) เริ่มแรก อักษรเขมร เขียนภาษาไทย เรียก “ขอมไทย”(2.) ต่อมา อักษรไทยดัดแปลงจากอักษรเขมร ได้แก่ ฎ ฏ ฐ ฑ ณ ญ เลขไทย ดัดแปลงจากเลขเขมร ๑-๙ เลข ๐ รับจากอินเดีย
อักษรไทยจากอโยธยา แผ่ไปด้วยความจำเป็น 2 อย่าง (1.) ทางการค้า ในการสั่งสินค้า (2.) ทางศาสนา-การเมือง ในการเผยแผ่ศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา
สุโขทัยดัดแปลงอักษรอโยธยา
(1.) สุโขทัย ดัดแปลงปรับปรุง อักษรอโยธยาจากตวัดหาง เขียนบนสมุดข่อย เป็นตัวเหลี่ยมมน สลักหิน
(2.) พบเรื่องเล่าในพงศาวดารเหนือ มีชุมนุมนักปราญช์เป็นนักบวชนานาชาติ ทำอักษรพระร่วงที่สุโขทัย
“เมื่อพระองค์จะลบศักราชพระพุทธเจ้า จึงให้นิมนต์พระอชิตเถระ และพระอุปคุตเถระ และพระมหาเถรไลยลาย คือพราหมณ์เป็นเชื้อมาแต่พระรามเทพ——-พระองค์เจ้าให้ทำหนังสือไทย เฉียงมอญ พม่า ไทย และขอม เฉียงขอม มีมาแต่นั้น”
(3.) มหาเถรศรีศรัทธา มีส่วนร่วม และใช้สลักข้อความจารึกหลักที่ 2 (จารึกวัดศรีชุม)
สรุป อักษรไทย เขียนตวัดหาง บนสมุดข่อย เป็นงานสร้างสรรค์ของเมืองอโยธยา และ เครือข่าย ส่วนอักษรไทย สลักบนหิน เป็นงานปรับปรุงของเมืองสุโขทัย ที่รับจากอักษร อโยธยา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ : พิษณุโลก ก่อนสุโขทัย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th