‘อาจารย์ปิติ’ ส่องผลการประชุม G2 เมื่อ สหรัฐจับมือจีน สิ่งที่ไทยต้องเผ้าระวัง
The Bangkok Insight
อัพเดต 02 พ.ย. 2568 เวลา 04.07 น. • เผยแพร่ 02 พ.ย. 2568 เวลา 04.07 น. • The Bangkok Insight"อาจารย์ปิติ" วิเคราะห์ผลการประชุม G2 หลังสหรัฐ-จีน ลดความตึงเครียดทางการค้า สิ่งที่ไทยต้องเผ้าระวัง
รศ. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Piti Srisangnam ถึงการประชุม G2 : China-US Trade Summit และสิ่งที่ไทยต้องเผ้าระวัง
ผลลัพธ์หลักจากการประชุม G2
1. การลดอัตราภาษีสหรัฐ ต่อสินค้านำเข้าจากจีน
ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศว่า สหรัฐ จะลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน จากราว 57 % เหลือประมาณ 47 % หลังจากครบรอบการเจรจา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษีที่เกี่ยวข้องกับสารตั้งต้นของยา Fentanyl ถูกปรับลดจาก 20 % เหลิอ 10 % ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จีนให้คำมั่นว่าจะควบคุมการส่งออกสารตั้งต้นเหล่านี้อย่างเข้มข้นขึ้น
2. ข้อตกลงเกี่ยวกับแร่ธาตุสำคัญ (Rare Earths) และอุปทานห่วงโซ่อุตสาหกรรม
ฝั่งจีนให้คำมั่นว่าจะไม่สร้างอุปสรรคใหม่ต่อการส่งออกแร่ธาตุสิ่งสำคัญสำหรับอุตสาหกรรม (rare earths) โดยประธานาธิบดี Trump ระบุว่า All of the rare earth has been settled … there’s no roadblock at all on rare earths. ข้อตกลงดังกล่าวเป็นระยะเริ่มต้น 1 ปี และมีแนวโน้มจะต่ออายุทุกปี
3. จีนจะกลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐ และขยายความร่วมมือทางการค้า
จีนให้คำมั่นว่าจะกลับมาซื้อถั่วเหลือง (soybeans) จากสหรัฐอีกครั้ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการลดความตึงเครียดทางการค้า
4. ความร่วมมือในประเด็นยาเสพติดและสารตั้งต้นของ Fentanyl
สหรัฐ ได้ยกประเด็น Fentanyl และสารตั้งต้นที่ส่งมาจากจีนเป็นหัวข้อหนึ่ง และจีนได้ให้คำมั่นว่าจะ ทำงานอย่างหนัก เพื่อยุติการไหลของสารตั้งต้นดังกล่าวเข้าสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนกับการลดภาษีของสหรัฐ
หัวข้อที่ไม่ได้คุย และ/หรือ หลีกเลี่ยงการลงรายละเอียด
1. ประเด็นเรื่อง ไต้หวัน ไม่ถูกหยิบยกขึ้นอย่างเป็นทางการระหว่างการประชุม
2. แม้จะมีการกล่าวถึงประเด็นสงครามยูเครน และความร่วมมือด้านพลังงาน แต่ยังไม่มีรายละเอียดเชิงลึกเปิดเผยในทันที
ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และ เศรษฐกิจ
1. สำหรับภูมิภาค อาเซียน: การที่สหรัฐ และจีนผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้า โดยเฉพาะประเด็นแร่และห่วงโซ่อุปทาน เป็นสัญญาณว่า เส้นทางห่วงโซ่คุณค่า (value chain) อาจถูกปรับใหม่ ซึ่งอาเซียนควรจับโอกาสในการพัฒนา MSMEs, เสริมความสามารถในอุตสาหกรรมวัสดุขั้นสูง, และบทบาทในห่วงโซ่แร่ธาตุ/เทคโนโลยี
2. จากมุมมอง geo-economics: ข้อตกลงนี้อาจนับเป็น การคลายวิกฤติ (truce) ระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก และอาจช่วยให้เกิดความมั่นใจในตลาดโลก โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและวัตถุดิบที่เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการค้า
3. ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์: แม้ประเด็นด้านความมั่นคงอย่างไต้หวัน จะถูกหลีกเลี่ยง แต่วาระด้าน ห่วงโซ่แร่ และ ยาเสพติดข้ามชาติ ที่ถูกหยิบบนโต๊ะ ถือเป็นช่องทางใหม่ของการเจรจาที่มีความหลากหลายมากขึ้นข้ามกรอบแค่ ด่านศุลกากร–อัตราภาษี
ข้อสังเกตและความท้าทายจากการประชุม G2
1. ข้อตกลงหลายส่วนยังอยู่ในระดับ กรอบ (framework) หรือขั้นเริ่มต้น ไม่ได้เป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพันระยะยาวอย่างครบถ้วน เช่น ระยะเวลา 1 ปีของการส่งออกแร่ rare earth และการซื้อถั่วเหลือง
2. แม้จะมีการลดภาษี แต่ภาระภาษียังอยู่ในระดับสูง (~47 %) สำหรับจีน ซึ่งสะท้อนว่ายังไม่ใช่ จุดสิ้นสุดของสงครามทางการค้า
3. ความไม่แน่นอนยังคงอยู่สูง: เช่น การต่ออายุข้อตกลง การดำเนินการจริงของจีนในการควบคุม DEA/Fentanyl สารตั้งต้น รวมถึงการนำเข้า/ส่งออกแร่ rare earth จะปฏิบัติได้จริงเพียงใด
4. สำหรับอาเซียน: ต้องจับตาว่าอาเซียนจะได้รับผลกระทบอย่างไรจากการ จัดโครงสร้างใหม่ ของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในจีน + สหรัฐ + ประเทศที่มีทรัพยากรวัตถุดิบ
สิ่งที่ประเทศไทยต้องเฝ้าระวัง
1. การปรับทิศทางของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain Reconfiguration)
ข้อตกลงเรื่อง แร่ธาตุหายาก (rare earths) ระหว่างสหรัฐ และ จีน อาจทำให้ห่วงโซ่อุตสาหกรรมระดับโลก ไหลกลับ ไปที่สองมหาอำนาจ แทนที่จะกระจายสู่ประเทศที่สาม
ไทยต้องเฝ้าระวังว่าการลงทุนของบริษัทอเมริกันหรือจีนที่เคยย้ายฐานมาภูมิภาค (เช่น ใน EEC, เวียดนาม, มาเลเซีย) จะ หยุดขยาย หรือ ย้ายกลับ (reshoring)
กลุ่มอุตสาหกรรมที่เสี่ยง: ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, แบตเตอรี่ EV, โลหะหายาก, semiconductor assembly, และ chemical precursors
เชิงยุทธศาสตร์: ไทยควรสร้าง โครงสร้างจูงใจใหม่ ให้ต่างชาติยังคงเห็นภูมิภาคนี้เป็นจุดต่อของห่วงโซ่ ไม่ใช่เพียงฐานประกอบราคาถูก
2. ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities Volatility)
การที่จีนกลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐอีกครั้ง อาจทำให้เกิดการแย่งตลาดในภูมิภาคและทำให้ราคาพืชน้ำมันในตลาดโลก (รวมทั้งถั่วเหลือง–ปาล์มไทย) ผันผวน
ถ้าสหรัฐ ลดภาษีสินค้าจีน → สินค้าจีนราคาถูกลงในตลาดโลก → เกิดแรงกดดันต่อผู้ผลิตไทย โดยเฉพาะใน อุตสาหกรรมเหล็ก–เคมี–เครื่องใช้ไฟฟ้า–ของเล่น–สิ่งทอ
เชิงนโยบาย: ไทยควรเตรียม มาตรการตอบสนองทางภาษีและมาตรฐาน (เช่น non-tariff barriers, Green Standards, CBAM แบบยุโรป) เพื่อปกป้องตลาดภายใน
3. การแข่งขันดึงดูดการลงทุนจากสองขั้ว (Bipolar Investment Pressure)
เมื่อสหรัฐ และ จีนผ่อนคลายข้อพิพาททางการค้า อาจกลับมาแข่งกัน ดึงดูดทุนเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งก่อนหน้านี้ไหลเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ไทยต้องระวังว่า ทุนเทคโนโลยี เช่น AI, ชิป, เซมิคอนดักเตอร์ จะไม่ ไหลย้อน กลับไปยังจีนและสหรัฐ พร้อมกัน ทำให้ภูมิภาคขาดโอกาสต่อยอดเทคโนโลยี
เชิงยุทธศาสตร์: ไทยควรเร่งสร้าง Tech Partnership กับอาเซียน–ญี่ปุ่น–เกาหลี–อินเดีย เพื่อคงความสำคัญในฐานะ Third Node ในห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก
4. แรงกดดันต่อดุลการค้าและค่าเงินบาท
หากจีนเริ่มส่งออกสินค้า ราคาต่ำกว่าเดิม ภายหลังภาษีลด ไทยอาจเผชิญ deflationary import pressure (สินค้าถูกแต่กระทบผู้ผลิตในประเทศ)
ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของการค้าจีน-สหรัฐฯ อาจทำให้ค่าเงินหยวนแข็ง เงินบาทแข็งตาม กระทบผู้ส่งออกไทย
เชิงนโยบายมหภาค: ธปท. และ กกร. ต้องบริหาร FX risk และ สร้างเครื่องมือป้องกันสำหรับ SMEs โดยเฉพาะ
5. การเมืองระหว่างประเทศและการเลือกข้างเชิงเทคโนโลยี
แม้การประชุมหลีกเลี่ยงเรื่องไต้หวัน แต่ในระยะกลาง การแบ่งขั้วเทคโนโลยี (AI standards, 5G, semiconductors) ยังคงอยู่
ไทยต้องเฝ้าระวังการถูกกดดันให้ เลือกเทคโนโลยี จากฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ซึ่งจะกระทบต่อความต่อเนื่องของยุทธศาสตร์ Balance of Relations ที่ไทยยึดมาโดยตลอด
เชิงยุทธศาสตร์: ไทยควรดำเนิน เทคโนโลยีเป็นกลาง พร้อมสร้างพันธมิตรหลากหลาย (multi-vector diplomacy) ในกรอบ ASEAN+3 และ ASEAN+6
6. ผลกระทบทางสังคมและแรงงานจากการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก
หากสหรัฐ และ จีนฟื้นความสัมพันธ์ด้านอุตสาหกรรม แรงดึงดูดของอาเซียนในฐานะ ฐานการผลิตต้นทุนต่ำ จะลดลง
ไทยควรเร่ง Upskill–Reskill แรงงาน เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการเป็น ฐานการผลิต สู่ ฐานนวัตกรรมและบริการ
กลยุทธ์เชิงโครงสร้าง: ผนวก AI + ดิจิทัล + Green Transition ใน EEC ให้เร็วขึ้น และใช้โอกาสจากความร่วมมือ ASEAN-China-US ใหม่ ดึงทุนเพื่อ Education & Innovation Sector
ท้ายที่สุดก็กลับมาที่สิ่งที่ผมเคยอ้างถึงคำพูดของ บี กวน ยู ที่ว่า ช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ แต่ถ้า ช้างสาร make love กัน นั้นคือ ภัยพิบัติ
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'ดาวโจนส์' ขึ้น 206.81 จุด ขานรับเจรจา 'ทรัมป์-สี' ทำคลายกังวลสงครามการค้า
- 'ทรัมป์-สี' เจรจาชื่นมื่น! สหรัฐยอมลดภาษีเหลือ 47% แลกจีนนำเข้าถั่วเหลือง-ส่งออกแร่หายาก
- 'จีน' ยืนยัน 'สี จิ้นผิง-โดนัลด์ ทรัมป์' คุยนอกรอบเอเปค 30 ต.ค. นี้
ติดตามเราได้ที่