โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ลืมไม่ได้ จำให้ลง'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 ต.ค. 2568 เวลา 00.43 น. • เผยแพร่ 13 ต.ค. 2568 เวลา 00.41 น.

บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

‘ลืมไม่ได้ จำให้ลง’

แฟนๆ มติชนสุดสัปดาห์จำนวนไม่น้อยคงเคยผ่านตาหรือผ่านหูงานของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ Moments of Silence หรือบทสัมภาษณ์ที่ถูกพูดถึงในไทยในชื่อว่า “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง”

งานที่ตั้งคำถามใหญ่กับสังคมไทยว่า เราจะอยู่ร่วมกับบาดแผลทางการเมืองอย่างไร

เราจะเลือกจำ หรือเลือกที่จะลืม

งานของอาจารย์ธงชัยมีแก่นสำคัญว่า สังคมไทยไม่ได้ “ลืม” เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไปเสียทีเดียว

แต่คือ “ความทรงจำที่บิดเบี้ยว” เป็นความทรงจำที่ติดอยู่กลางทาง-ลืมก็ไม่ได้ แต่ก็จำลงลึกไม่ได้ เพราะรัฐและชนชั้นนำพยายามกดทับไม่ให้ความจริงถูกเปิดเผยเต็มที่

ในฐานะที่ผมเป็นทั้งอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมเคยกลับไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยพร้อมกับเพื่อนๆ ในพรรคก้าวไกล ได้พบกับคนรุ่นตุลาที่ยังคงอยู่

ได้ฟังเรื่องราวตรงจากปากผู้รอดชีวิต และเดินชมงานนิทรรศการที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว

นิทรรศการเหล่านี้มักแสดงภาพถ่ายจากช่างภาพเยอรมันหรือญี่ปุ่น ภาพที่สะท้อนความโหดร้ายในดวงตาของผู้มีอำนาจและทหารในวันนั้น

แต่ก็เป็นเพียงนิทรรศการชั่วคราว ไม่เคยถูกทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ถาวรที่คนรุ่นหลังจะได้เรียนรู้ซ้ำแล้วซ้ำอีกเหมือนในเกาหลีใต้

สิ่งที่เราเห็นจึงเป็นเสมือนความทรงจำที่ลอยอยู่ในอากาศ-ยังอยู่ แต่ไม่มีที่ยึดเหนี่ยวในโครงสร้างของสังคม

เกาหลี

: ความจำที่ถูกทำให้เป็น “สถาบัน”

เกาหลีใต้ในยุคเผด็จการทหารเผชิญกับความรุนแรงไม่ต่างจากไทย โดยเฉพาะการลุกฮือของประชาชนเมืองกวางจู ปี 1980 ที่ถูกปราบปรามอย่างนองเลือด มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน (ตัวเลขที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการยังแตกต่างกัน แต่ทุกคนเห็นตรงกันว่าความสูญเสียมหาศาล)

สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นไม่ใช่ “การลืม” แต่คือการบังคับให้จำ

การเดินทางมาที่เกาหลีครั้งนี้ ผมมีโอกาสขึ้นเวทีพูดที่ National Museum of Korean Democracy ในกรุงโซล ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากทำเนียบรัฐบาล

เกือบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า อาคารที่สวยงาม โปร่งโล่ง เต็มไปด้วยแสงธรรมชาติและนิทรรศการเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของประชาชนแห่งนี้

เดิมทีเคยเป็น Namyeong-dong Anti-Communist Interrogation Office สถานที่ที่ชื่อเพียงอย่างเดียวก็ทำให้เย็นยะเยือกแล้ว เพราะตลอดทศวรรษ 1970-1980 ที่นี่คือหนึ่งใน “เครื่องจักรแห่งความกลัว” ของเผด็จการทหารเกาหลี นักศึกษา นักหนังสือพิมพ์ และนักเคลื่อนไหวจำนวนมากถูกนำมาตรวจสอบ กักขัง และทรมาน

ห้องหมายเลข 509 กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ หลังจาก Park Jong-cheol นักศึกษาถูกทรมานจนเสียชีวิตในปี 1987

เหตุการณ์นี้เองที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ กระตุ้นให้เกิด June 10 Democratic Uprising ซึ่งเปิดทางสู่การเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยในที่สุด

หลังจากถูกใช้เป็นศูนย์สอบสวนมายาวนาน พื้นที่แห่งนี้เพิ่งถูกเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ปี 2018 การจัดการอาคารถูกโอนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาสู่ Korea Democracy Foundation ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและเรียนรู้จากสถานที่นี้ได้เป็นครั้งแรก

มีการเสริมโครงสร้างอาคาร และในปี 2025 ได้เปิดใหม่อย่างเป็นทางการในชื่อ National Museum of Korean Democracy

พิพิธภัณฑ์ไม่ได้ปกปิดอดีตอันโหดร้าย แต่เลือกจะเล่าอย่างตรงไปตรงมา ว่านี่คือสถานที่แห่งการทรมาน การสูญเสีย และการเสียสละที่แท้จริง และเปลี่ยนความหมายให้กลายเป็น “พื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วม” ของสังคมเกาหลี

วันนี้ ผู้คนทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่เดินเข้ามาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อหวาดกลัว แต่เพื่อจดจำ และเพื่อสร้างพันธสัญญาร่วมกันว่าจะไม่ให้ประชาธิปไตยถูกพรากไปง่ายๆ อีกต่อไป

สิ่งที่ผมสัมผัสได้ชัดเจน คือความตั้งใจของสังคมเกาหลีที่จะไม่ปิดบังอดีต แต่เลือกเผชิญหน้าและเล่าเรื่องตรงไปตรงมา

ผู้จัดทำพิพิธภัณฑ์ไม่ได้เพียงนำเอกสารและภาพถ่ายมาติดบนผนัง แต่ยังออกแบบให้ผู้เข้าชมรู้สึกถึง “บรรยากาศ” ของยุคนั้น

ทั้งการจำลองห้องสอบสวน การบันทึกเสียงผู้รอดชีวิต และการเปิดพื้นที่ให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตได้เล่าเรื่องราวด้วยตัวเอง

ทำให้ความทรงจำที่เจ็บปวดไม่ถูกลบเลือน แต่ถูกส่งต่ออย่างเป็นทางการในรูปแบบที่ทั้งคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่สามารถเข้าใจได้

นี่คือสิ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากประเทศไทย-เรามีตึกและอนุสาวรีย์ แต่เรายังไม่เคยเปลี่ยน “พื้นที่แห่งความกลัว” ให้กลายเป็น “พื้นที่แห่งความทรงจำ” อย่างที่เกาหลีได้ทำสำเร็จ

นอกจากพิพิธภัณฑ์ เกาหลียังเลือกใช้พลังของศิลปะและวัฒนธรรมเพื่อทำให้การจดจำหยั่งลึกลงไปในหัวใจของผู้คน

วรรณกรรมระดับโลกอย่าง Human Acts ของ Han Kang ถ่ายทอดบาดแผลกวางจูผ่านชีวิตและความตายของคนธรรมดาที่ถูกปราบปรามอย่างโหดร้าย

ขณะที่ภาพยนตร์อย่าง A Taxi Driver ทำให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ด้วยสายตาของพลเมืองธรรมดาที่ขับรถรับจ้าง แต่กลับกลายเป็นพยานประวัติศาสตร์

หรืออย่าง 1987 : When the Day Comes ที่บอกเล่าเรื่องราวการเสียชีวิตจากการทรมานของ Park Jong-cheol และแรงสั่นสะเทือนที่นำไปสู่การลุกฮือใหญ่ 10 มิถุนายน

ภาพเหล่านี้ไม่ได้มีแค่ในห้องเรียนหรือรายงานทางการ แต่ฝังอยู่ในวัฒนธรรมสาธารณะ

สร้างจินตภาพที่ไม่มีใครสามารถเพิกเฉยได้ และนี่คือสิ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยเกาหลี “มีเลือด มีเนื้อ” ในความทรงจำของผู้คนจริงๆ

ไทย : ความจำที่ถูกทำให้ “จำไม่ลง”

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย เรามีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519, พฤษภาคม 2535, เมษายน-พฤษภาคม 2553 เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนการลุกขึ้นสู้ของประชาชนและการตอบโต้ด้วยความรุนแรงจากรัฐ

แต่สิ่งที่แตกต่างจากเกาหลีคือ เราไม่เคยทำให้การจดจำกลายเป็นสถาบันของสังคม

หลังการปราบปราม มักจะมีความพยายาม “ปิดแฟ้ม” ห้ามพูดถึง อธิบายว่าเป็น “เรื่องที่ผ่านไปแล้ว” หรือแม้กระทั่งบิดเบือนให้ความหมายเสียใหม่

เราไม่มี truth commission ที่ทำงานอย่างเป็นระบบ

ไม่มีพิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตยที่เล่าเรื่องราวของผู้เสียชีวิตและผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิ เสียงของเหยื่อและครอบครัวถูกทำให้เงียบหาย

เราอาจมีหนังสือ มีบทกวี มีงานของศิลปิน และมีความพยายามของนักวิชาการ

แต่ทั้งหมดเป็นเพียงความทรงจำกระจัดกระจาย ไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ

และที่สำคัญ-รัฐไทยหลายยุคหลายสมัย ไม่ต้องการให้คนจำ เพราะการจำหมายถึงการต้องยอมรับความผิดพลาด ความรุนแรง และความไม่ชอบธรรมของอำนาจรัฐ

ความแตกต่างที่สร้าง “ภูมิคุ้มกัน”

นี่คือความแตกต่างที่อธิบายได้ว่าทำไมสังคมเกาหลีในวันนี้ แม้ยังเผชิญปัญหาการเมือง

แต่กลับมีภูมิคุ้มกันประชาธิปไตยที่เข้มแข็งกว่า

เพราะพวกเขาเลือกจะเผชิญหน้ากับอดีต

ไม่ใช่ปัดมันออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์

ถึงเวลาที่ไทยต้อง “จำให้ลง”

ประเทศไทยยังขาดพื้นที่ และเครื่องมือ ที่จะช่วยยึดโยงความทรงจำเหล่านี้ให้กลายเป็นพลังร่วม ไม่ใช่เพียงเศษเสี้ยวในหนังสือหรืองานนิทรรศการชั่วคราว แต่คือบางสิ่งที่สามารถส่งต่อได้อย่างต่อเนื่อง

สังคมที่เลือกจะจำอย่างตรงไปตรงมา แม้จะเจ็บปวด แต่ก็จะไม่เดินวนซ้ำกับความผิดพลาดเดิม ดังนั้น คำถามที่แท้จริงสำหรับเราไม่ใช่เพียงว่า ประชาธิปไตยไทยจะกลับมาเมื่อไร แต่คือ เมื่อถึงวันนั้น เราจะมีความทรงจำพอที่จะรักษามันไว้ได้หรือไม่

และน่าเศร้าที่ต้องยอมรับว่า เมื่อบทความชิ้นนี้ตีพิมพ์ออกมา เราอญุ่ในเดือนตุลาคมอีกครั้ง แต่การค้นหาความจริง การทำให้ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบ และการสร้างความปรองดองอย่างแท้จริงในประเทศไทย…ยังคงเป็นสิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ลืมไม่ได้ จำให้ลง’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...