โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามภายในของบริษัทยักษ์ใหญ่ เมื่อผู้บริหาร ‘บังคับ’ ให้พนักงาน กลับมาทำงานที่ออฟฟิศ

Mission To The Moon

เผยแพร่ 21 พ.ย. 2566 เวลา 05.30 น. • Mission To The Moon Media

ตั้งแต่เกิด‘วิถีชีวิตแบบปกติใหม่’ (New normal) ขึ้นมา บริษัทมากมายก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับการทำงานนอกบริษัทหรือการทำงานแบบเคลื่อนที่ จนปัจจุบันพนักงานเคยชินกับการทำงานที่บ้าน (Work from home) หรือการทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from anywhere) เพราะมองว่าวิถีการทำงานแบบนี้เป็นอิสระ ยืดหยุ่น และช่วยให้จัดการสมดุลชีวิตได้ดีกว่า
.
ทว่าท่ามกลางการปรับตัวนี้ก็ยังคงมีบางบริษัทที่ยืนกรานว่า“ไม่นับการทำงานที่ไหนก็ได้เป็นการทำงาน” และบังคับใช้การทำงานแบบดั้งเดิมคือเข้าออฟฟิศทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เริ่มงาน 9 โมงเช้า ออกงาน 5 โมงเย็นเหมือนเดิม ขณะเดียวกันหลังจากหลายปีของการปรับตัวก็มีผู้บริหารจากหลายบริษัทที่เริ่มตระหนักถึงข้อเสียของการทำงานที่ไหนก็ได้ที่ส่งผลต่อบริษัท
.
บริษัทยักษ์ใหญ่จำนวนมากอย่างApple และ X (Twitter) ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มที่เริ่มหันมาใช้มาตรการเข้มงวดในการบังคับให้พนักงานกลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ ยกตัวอย่างเช่น Apple มีการขู่ว่าจะดำเนินการกับพนักงานที่ไม่ยอมกลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศอย่างน้อยสามวันต่อสัปดาห์
.
เช่นเดียวกันกับ X (Twitter) หลังจาก Elon Musk ซีอีโอคนใหม่ขึ้นรับตำแหน่งและเคลียร์ดราม่ามากมายเกี่ยวกับตัวเขาเองแล้ว เขาก็ส่งอีเมลให้พนักงานในเวลา 02.30 น. ว่า “ออฟฟิศไม่ใช่ทางเลือก” หลังจากที่พบว่าออฟฟิศสำนักงานใหญ่ในซานฟรานซิสโกกว่าครึ่งไม่มีคนใช้
.
การเคลื่อนไหวของผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากพนักงานจำนวนมาก อย่าง Amazon ก็ปฏิเสธคำร้องเรียนของพนักงานที่รวมกันแล้วกว่า 30,000 คนหลังจากประกาศนโยบายกลับมาทำงานออฟฟิศ Walz Disney Co. ก็ประสบกับเสียงคัดค้านของพนักงานหลังประกาศให้กลับมาทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ พนักงาน Starbucks เองก็เขียนจดหมายเปิดผนึกแสดงความไม่เห็นด้วยลงโซเชียลมีเดียเพื่อเป็นการประท้วง
.
.
ทำไมผู้บริหารถึงอยากให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศ?
.
ในมุมของคนทำงานแล้วการทำงานที่บ้านหรือการทำงานที่ไหนก็ได้ช่วยให้จัดสรรเวลาได้ดีกว่าเดิมและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เป็นอย่างดี แต่นั่นก็เป็นเพียงความเห็นของคนที่ทำงานในส่วนย่อยเท่านั้น แต่สำหรับคนที่ทำงานภาพรวมอย่างผู้บริหารอาจจะมีมุมมองที่ต่างกัน
.
1. ผลิตภาพ (Productivity)
.
แม้ความคิดเห็นของพนักงานที่กล่าวว่ารู้สึกทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและตัวเลขสถิติในปีแรกๆ ของการเปลี่ยนวิถีการทำงานจะออกมาในทางเดียวกัน แต่ไม่นานมานี้ตัวเลขสถิตินั้นกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัดติดต่อกันกว่า 5 ไตรมาสเมื่อคิดเป็นรายปี นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยพบมาตั้งแต่ปี 1948
.
นอกจากนี้ Jake Wood ผู้บริหารของบริษัทการกุศลอย่าง Groundswell ยังกล่าวอีกว่า ประสิทธิภาพการทำงานไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว แต่หมายถึงการสนับสนุนความพยายามและเพิ่มผลลัพธ์การทำงานของเพื่อนร่วมงานด้วย “พนักงานชั้นนำจะช่วยยกระดับผลงานของคนรอบข้าง” แต่สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นหากแยกย้ายกันทำงานคนละที่
.
2. การทำงานร่วมกัน (Collaboration)
.
แม้แต่ฝั่งที่สนับสนุนการทำงานทางไกลก็ยังต้องยอมรับว่าการทำงานจากบ้านหรือจากที่ไหนก็ได้ทำให้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการพบปะแบบไม่ทางการหรือเป็นการคุยงานกันอย่างเป็นทางการก็ตาม
.
ปฏิสัมพันธ์ที่ลดลงนี้นำไปสู่โอกาสในการเรียนรู้งานที่ลดลง และแลกเปลี่ยนไอเดียได้น้อยลง ไม่ใช่จากการประชุมคุยงานอย่างเป็นทางการ แต่รวมถึงจากการพบเจอกันโดยบังเอิญผ่านการเดินขวักไขว่ในออฟฟิศอีกด้วย โดยผลสำรวจจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบว่า การทำงานที่ออฟฟิศช่วยให้มีการพบปะที่เสริมสร้างไอเดียและความคิดสร้างสรรค์มากกว่าทำงานระยะไกลกว่า 15-20%
.
3. วัฒนธรรมองค์กร (Organizational culture)
.
แม้จะมีผลเพียงเบาบาง แต่วัฒนธรรมองค์กรก็ยังนับว่าเป็นตัวแปรในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในบริษัท ซึ่งวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งจะทำให้พนักงานมีส่วนร่วม อันจะนำไปสู่การสร้างประสิทธิภาพการทำงานและผลิตภาพได้สูงขึ้น
.
ส่วนหนึ่งเพราะการอยู่ร่วมกันภายในออฟฟิศจะช่วงสร้างความเชื่อใจซึ่งกันและกัน ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ การรับมือกับปัญหา และการใช้เวลาร่วมกัน แต่เมื่อมีการทำงานระยะไกลที่เข้ามาทำลายระบบเหล่านี้ วัฒนธรรมองค์กรจึงกลายเป็นข้ออ้างหลักของผู้บริหารในการดึงตัวพนักงานกลับมาเข้าออฟฟิศ
.
4. เส้นทางพัฒนาด้านอาชีพ (Career development)
.
อย่างที่กล่าวไปว่าการทำงานระยะไกลลดโอกาสที่จะได้เรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานและผู้อาวุโสทางสายงาน แม้ว่าช่วงเริ่มต้นของสายอาชีพการทำงานระยะไกลอาจไม่ได้สร้างความแตกต่างมากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักจนพบว่าตนเองไม่ใช่น้องใหม่ในที่ทำงานแล้ว แต่ทักษะและความสามารถยังย่ำอยู่ที่เดิมหรือเพิ่มมาเพียงเล็กน้อย เมื่อนั้นจึงจะเห็นผลกระทบจากการทำงานระยะไกลขึ้นมา
.
นอกจากนี้การทำงานระยะไกลยังลดโอกาสที่จะถูกมองเห็นความสามารถบางประการ เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์แบบสั่งและส่งงานให้กันเพียงเท่านั้น ระหว่างทางเกิดกระบวนการอย่างไร เต็มเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์หรือความพยายามมากแค่ไหนก็ไม่เป็นที่สังเกตเห็น โอกาสในการเลื่อนขั้นหรือเลื่อนตำแหน่งก็ลดน้อยลงตามไปด้วย
.
แต่ไม่ว่าผู้บริหารจะมีเหตุผลอย่างไร สำหรับพนักงานแล้วการทำงานระยะไกลยังคงมีน้ำหนักมากกว่าเนื่องจากชีวิตของคนหนึ่งคนไม่ได้มีเพียงแค่การทำงานแต่ยังมีชีวิตส่วนตัวที่ยังต้องบริหาร การทำงานระยะไกลจึงเป็นวิธีการที่ตอบโจทย์ได้มากกว่า
.
จากผลสำรวจพนักงานกว่า 32,000 คน ในหลากหลายประเทศพบว่า 64% คิดว่าการลาออกหรือมองหางานใหม่อาจจะดีกว่าการกลับเข้าไปทำงานในออฟฟิศ โดยกลุ่มที่มีความเห็นเช่นนี้เป็นอันดับแรกคือกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ ช่วงอายุ 18-24 ปี (71%) ถัดมาเป็น 35-44 ปี (61%) และสุดท้ายคือกลุ่ม 45-54 ปี (56%)
.
นอกจากนี้ยังเกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่าหากผู้บริหารรู้ว่าการทำงานระยะไกลมีช่องโหว่ที่ใด ทำไมไม่รังสรรค์วิธีแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์และปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงมากกว่าจะบังคับให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศอีกด้วย
.
.
ที่มา
- When Office Return Turns Sour: Apple And Twitter's Struggles Reveal Fractures In Corporate Culture : Dr. Gleb Tsipursky, Forbes - https://bit.ly/3uusmdv
- 64% of workers would consider quitting if asked to return to the office full-time : Morgan Smith, CNBC Make It - https://cnb.cx/3utU8H4
- Why CEOs Want Employees Back in the Office : Patrick DiDomenico, SHRM - https://bit.ly/46l0rKA
.
.
#trend
#remotework
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...