โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

จักรพงษ์ แสงมณี : นโยบายการทูตยุคใหม่ พาไทยมีอนาคตในโลกที่แตกแยก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 ม.ค. 2567 เวลา 08.55 น. • เผยแพร่ 24 ม.ค. 2567 เวลา 10.42 น.

การทูตและงานของกระทรวงการต่างประเทศมีบทบาทสำคัญมากในฐานะด่านหน้าที่ต้องรับและรุกก่อนหน่วยงานไหน ๆ ในทุกสถานการณ์

แล้วในโลกที่แบ่งขั้ว-แตกแยกมากขึ้น เป็นความท้าทายทั้งมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และมิติทางเศรษฐกิจอย่างในปัจจุบัน การทูตของไทยจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป เพื่อให้ไทยมีโอกาสและมีอนาคต

จักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ฉายภาพตอบคำถามนี้ให้ฟังบนเวทีสัมมนา “Thailand 2024 The Great Challengers เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส” ที่จัดโดยมติชน ในหัวข้อ “เปิดโฉมอุตสาหกรรม-การทูตยุคใหม่ ในมุมมอง รมต. New Gen” ร่วมกับอีกหนึ่งรัฐมนตรีรุ่นใหม่ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินรายการโดย บัญชา ชุมชัยเวทย์

Q : ในภาวะที่โลกแบ่งขั้วกันรุนแรงขึ้น กระทรวงการต่างประเทศปรับนโยบายอย่างไร ให้ประเทศไทยมีอนาคตในเวทีโลก

จักรพงษ์ : ที่ผ่านมาประเทศไทยเป็น “เด็กดี” มาตลอด เราอยู่ในห้องเรียนที่มีคนอยู่เยอะ เรามีเพื่อนเยอะ แต่เราไม่มีความสำคัญในเวทีโลก บทบาทใหม่ที่กระทรวงการต่างประเทศจะเป็นต่อจากนี้ คือ เราจะต้องมีจุดยืนที่เป็นกลาง แต่เราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน เราต้องอยู่ท่ามกลางอุปสรรคหลาย ๆ อย่าง และความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เรื่องสงครามการค้า สงครามอิสราเอล หรือการเลือกตั้งสหรัฐในช่วงปลายปีนี้ ทุกอย่างจะมีความสัมพันธ์กันหมด และจะกระทบกับเศรษฐกิจไทยทั้งหมด

บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศในอนาคตที่จะถึงนี้ เราจะเป็นฟรอนต์ไลน์ เราต้องเป็นคนเจรจาให้ก่อน เราจะเป็นคนไปเปิดประตู-ไปเคาะประตูให้ทุกคนเห็นว่าเราพร้อมที่จะเปิดประเทศ และรับการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา เราต้องประสานกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และทุกกระทรวง เพื่อจะขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล

Q : ความท้าทายและโอกาสใหม่ ๆ ด้านเศรษฐกิจที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงการต่างประเทศ มีอะไรที่อยากทำให้ชัดเจนและต่อเนื่องที่สุด

จักรพงษ์ : เราต้องกลับมามีที่ยืนในเวทีโลกก่อน ถ้าเรามีเวทีแล้วทุกคนก็จะอยากค้าขายกับเรา speech แรกของท่านนายกฯที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เมื่อเดือนกันยายน ท่านบอกว่า “ประเทศไทยเปิดแล้ว”

เมื่อวานนี้ผมได้พบกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมบอกเลยว่า เรื่องการทูต กระทรวงการต่างประเทศทำได้ดีมาตลอด เรามีมิตรท่ัวโลก เรามี 99 สถานทูตและสถานกงสุลทั่วโลก เรามีเพื่อนเยอะ แต่วันนี้เราจะมาเพิ่มเรื่องการค้า เพิ่ม trade volume ผมไม่ได้ต้องการให้เขาซื้อของเราอย่างเดียว ผมไม่ได้ต้องการให้เขามาลงทุนในประเทศเราอย่างเดียว แต่ต้องเป็นโอกาสของธุรกิจไทยที่จะส่งออกและไปลงทุนในต่างประเทศด้วย ซึ่งก็เป็นการสร้างโอกาสให้ประเทศ การที่บริษัทไทยไปลงทุนต่างประเทศ บริษัทเหล่านั้นเขาทำการตรวจสอบแน่นอนว่าเขาไปแล้วเขาคุ้มค่า ไปแล้วมีโอกาสเพิ่มขึ้น ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะนำเงินกลับประเทศไทยได้ เพราะมีผลกำไร

จักรพงษ์ แสงมณี

Q : ตั้งเป้าชัดเจนเป็นตัวเลขแค่ไหน อย่างไร

จักรพงษ์ : อย่างเมื่อวานนี้ก็มีการคุยกับทางแอฟริกาใต้ว่า ภายในสิ้นปีหน้า เราควรจะมีมูลค่าการค้าระหว่างกันประมาณ 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันอยู่ที่ 3,000 กว่าล้านเหรียญ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทายแน่นอน แต่ด้วยความที่ประเทศเขาก็มีโอกาสเยอะในเรื่องสินแร่เหล็ก แร่หลายอย่าง เราก็สามารถต่อยอดในแง่อุตสาหกรรมของเราได้ และแอฟริกาใต้เป็นเหมือน gateway (ประตู) ให้เราในทวีปแอฟริกา ถ้าเราสามารถเข้าไปลงทุนผลิตที่แอฟริกาใต้ได้ สามารถพานักลงทุนของเราไปอยู่ตรงนั้นได้ มันก็เป็น gateway ของทวีป

และผมไปอีกประเทศหนึ่งมา คือ ยูกันดา เขาเป็นประเทศที่ต้องการเทคโนโลยี ต้องการองค์ความรู้เรื่องเกษตรอีกเยอะ ตอนนี้มีบริษัทไทยไปอยู่ที่นั่นและประสบความสำเร็จแล้ว เราก็ต้องพยายามต่อยอดไปอีก ทางยูกันดาเองก็ชอบประเทศไทย เพราะเขารู้สึกว่าเป็นประเทศที่มีการแลกเปลี่ยนกันมาเยอะ ทั้งเรื่องเกษตร เรื่องประมง เขาอยากได้ความรู้จากเรา

Q : การเปลี่ยนผู้นำสูงสุดของประเทศที่ทรงอิทธิพลของโลก และประเทศที่ไทยจำเป็นต้องพึ่งพาในด้านความสัมพันธ์และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศมองเรื่องนี้อย่างไร ?

จักรพงษ์ : มีความท้าทายสูงมาก ตั้งแต่เรื่องการเลือกตั้ง เรื่องสงคราม ทุกอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศต้องปรับตัวในทุกสถานการณ์ให้ได้อย่างรวดเร็ว เรามีการทำ-มีการคุยเรื่องแผนแต่ละอย่างว่า ในสมมติฐานว่าถ้าพรรครีพับลิกันขึ้นมาเป็นรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ถ้าพรรคเดโมแครตขึ้นมาจะเป็นอย่างไร เพราะต่างฝ่ายก็มีนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เหมือนกัน

อย่างเรื่อง กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (IPEF) ที่เราลงนามไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็จะต้องติดตามว่าจะมีการดำเนินการต่อไหม ความร่วมมือต่าง ๆ จะยังคงมีอยู่ไหม สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายมาก เพราะเราจะต้องปรับ เราต้องได้ข้อมูลและเราต้องมาแชร์กับทุกภาคส่วนของรัฐบาลว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมจะทำยังไง กระทรวงพาณิชย์จะส่งออกยังไง เราต้องให้ความสำคัญว่าเมื่อแต่ละประเทศมีผู้นำในวาระใหม่แล้วผู้นำของเขาจะพาประเทศไปในทิศทางใด อย่างกรณีไต้หวันที่เพิ่งได้ผู้นำใหม่ ก็ต้องเฝ้าดูต่อไปว่านโยบายของไต้หวันกับจีนจะเป็นอย่างไร

Q : สำหรับสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าใครจะมา คิดว่าไทยต้องเดินแผนเชิงรุกอย่างไรกับประเทศมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก

จักรพงษ์ : แน่นอนว่าเราไม่เป็นคู่ขัดแย้งใครแน่นอน ด้วยสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทย เรามีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 20 กว่า ๆ ของโลก เรามีประชากรประมาณ 70 ล้านคน เราถือว่าเป็นประเทศที่กลางค่อนข้างเล็ก ในเรื่องเศรษฐกิจเราคงต้องส่งเสริมให้ประเทศไทยสามารถไปลงทุนในต่างประเทศได้

อย่างเรื่องข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำ ปัจจุบันเรามี FTA ทั้งหมด 14 ฉบับ ตอนนี้เราแพลนแล้วกับกระทรวงพาณิชย์แล้วว่า เราต้องมีการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงเพิ่มขึ้นอีก 12 ฉบับ ซึ่งเรามีโร้ดแม็ปเรียบร้อยแล้วว่าช่วงไหนเราจะเริ่มอะไร-อย่างไร

จากที่ท่านนายกฯไปต่างประเทศไปเชิญนักลงทุนเข้ามา สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนสนใจก็คือเรามี FTA กับประเทศใดบ้าง ขอเรียนว่า สหภาพยุโรป (EU) คงจะเป็น FTA หลักที่เราจะทำก่อน และผมเพิ่งกลับมาจากแอฟริกาใต้ ก็ได้มีการคุยกับรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของแอฟริกาใต้ว่าเราอยากทำ FTA กับสหภาพศุลกากรแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Customs. Union : SACU) ซึ่งแอฟริกาใต้เป็นพี่ใหญ่ เขาก็ตอบรับมาด้วยดีว่า ถ้าเราศึกษาผลกระทบของเราเรียบร้อยแล้ว ศึกษาผลประโยชน์ทุกอย่างแล้ว เรายื่นสมัครไปที่เลขาธิการของ SACU เขาก็จะพิจารณาทันที

จักรพงษ์ แสงมณี

Q : FTA จำนวน 12 ฉบับตั้งเป้าหมายการดำเนินการไว้อย่างไรบ้าง

จักรพงษ์ : อย่าง EU ที่เราให้ความสำคัญที่สุด เราแพลนว่าจะให้สำเร็จภายใน 18 เดือน ซึ่งเป็นไปได้ เนื่องจากสมัยนี้ไม่ต้องใช้วิธีการเจรจาแบบพบเจอตัวจริงกันทุกครั้งเหมือนเมื่อก่อน ครั้งนี้เราอยากให้ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อให้สามารถร่นระยะเวลาได้ ทางกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงการต่างประเทศเราก็คุยกันแล้วว่าเป็นไปได้

ส่วนแอฟริกาใต้ คงต้องขอรอดูผลกระทบทุกอย่างให้เสร็จก่อน แล้วหลังจากนั้นเราจะเปิดการเจรจา จะส่งคำขอไปทันที นอกจากนั้น เรายังมีกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council : GCC) และยังมีออสเตรเลีย และเรายังต้องยกระดับข้อตกลงกับเกาหลีใต้ และที่แพลนไว้ว่าอยากจะเจรจาคือภูฏาน

Q : ส่วนหนึ่งที่กระทรวงการต่างประเทศจะลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ของประชาชนได้ คือ การทำให้การเดินทางไปต่างประเทศทำได้ง่าย ไม่มีค่าใช้จ่ายและกระบวนการเยอะเกี่ยวกับพาสปอร์ตและวีซ่า น่าเป็นสิ่งที่คนไทยอยากได้ กระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการอย่างไรบ้าง

จักรพงษ์ : ในช่วงสามสี่เดือนที่ผ่านมา เราได้ฟรีวีซ่าให้กับจีน คาซัคสถาน ไต้หวัน และอินเดีย นี่คือขั้นแรกก่อน การที่เราฟรีวีซ่าให้กับกลุ่มนี้ ในทางกลับกันอีกไม่กี่วันนี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของประเทศจีนก็จะมาเจรจาการยกเว้นวีซ่าถาวรแลกเปลี่ยนระหว่างกันและกัน เท่ากับว่าการเดินทางระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีนในอนาคตตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นไป เราไม่ต้องขอวีซ่าแล้ว

ส่วนประเทศอื่น ๆ เราก็จะมีการดำเนินการ อย่างที่ไปประเทศแอฟริกาใต้เพิ่งกลับมา ก็มีหลายประเทศที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาคุยว่าอยากจะฟรีวีซ่ากับเรา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องเช็กทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วถ้าโอเคก็จะสามารถฟนีวีซ่ากันและกันได้

ส่วนการขยายโอกาสทางธุรกิจ อย่างที่เราทราบกันว่าท่านนายกไปเมืองนอกแล้วน่าจะประมาณ 10 ประเทศในช่วงสี่เดือนที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ท่านไป ท่านพานักธุรกิจไทยไปเจอนักธุรกิจที่นู่นด้วยเพื่อขยายโอกาสให้กับนักธุรกิจไทย เราทำการจับคู่เจรจาธุรกิจให้เขาคุยกัน แล้วเขาเกิดปัญหาอะไรก็มาบอกเรา เราจะพยายามหาทางออกให้ รัฐอยู่ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) ให้กับภาคเอกชน เราเสริมสร้างพลัง (empower) ให้ภาคเอกชน ให้เขาออกไปเพื่อสร้างโอกาสให้กับประเท

หลายประเทศก็พูดเรื่องนี้ว่าเราไม่จำเป็นจะต้องมีการมาขอวีซ่าก่อน เพราะว่ามันคือ ease of travelling (ความสะดวกในการเดินทาง) อย่างหนึ่ง การที่จะขอวีซ่าบางทีใช้เวลาเดือนถึงสองเดือน เพราะว่าเราไม่ได้มีสถานทูตทั่วโลก การจะขอวีซ่าบางประเทศอย่างเช่นในทวีปแอฟริกา อาจจะต้องขอที่แอฟริกาใต้ หรือเคนย่า เราพยามจะลดขั้นตอนให้ได้มากที่สุด ในอนาคตเราจะใช้เทคโนโลยีในการขอวีซ่า เราจะมีเว็บไซต์สำหรับยื่นเอกสารทุกอย่างเข้าไปในนั้น แล้วให้อนุมัติผ่านเว็บไซต์ได้เลย ตอนนี้ทางกระทรวงกำลังศึกษาขั้นตอนในการทำ เพราะเราก็ยังเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยด้วย เราก็ต้องมีการเช็กทุกอย่างให้รอบคอบที่สุดก่อนที่จะให้วีซ่ากับใคร

Q : จากที่เรามีความสัมพันธ์ทางการทูตกับ 99 ประเทศ กระทรวงการต่างประเทศอยากเปิดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่าที่เคยมีอยู่ เพื่อเอื้อให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจสังคม ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกหรือไม่

ครับอย่างที่เรียนว่าไปแอฟริกาใต้ จริง ๆ ผมไปประชุมขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement : NAM) ซึ่งมีสมาชิก 120 กว่าประเทศเข้ามา บางประเทศก็ถามว่าเราจะไปเปิดสถานทูตหรือสถานกงสุลหรือไม่ เราก็ต้องดูความพร้อมของแต่ละที่ก่อน เพราะว่าเรื่องจำนวนคนไทยที่อยู่ในแต่ละพื้นที่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราต้องคำนึงถึงว่าเราควรจะเปิดหรือไม่เปิด เพราะว่าภารกิจหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศ คือ การดูแลคนไทยในต่างประเทศ ซึ่งเป็นภารกิจหลักของกระทรวงการต่างประเทศเช่นกัน

จักรพงษ์ แสงมณี

Q : ตั้งเป้าหรือไม่ว่าจะทำให้พาสปอร์ตไทยขึ้นไปเป็นพาสปอร์ตทรงอิทธิพลของโลก

จักรพงษ์ : แน่นอนครับ อย่างที่ท่านนายกฯกล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า ท่านอยากจะได้ฟรีวีซ่าเชิงเก้นของสหภาพยุโรป หรืออย่างของสหราชอาณาจักร (UK) เราก็มีการยกขึ้นมาคุยกับท่านทูตแล้วเหมือนกันว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่อย่างไรในการที่จะได้ฟรีวีซ่า แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปในชั้นนี้ แต่เป็นนโยบายของนายกฯ เราก็คงต้องพยายามติดต่อ

ในแง่การส่งเสริมทางธุรกิจ-เศรษฐกิจ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติให้นักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาประเทศไทยได้ 90 วัน รัฐบาลเราพยายามจะลดอุปสรรคทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นกับนักลงทุน เพื่อให้เขาสามารถเข้ามาได้ง่ายขึ้น ทำธุรกิจได้สะดวกมากขึ้น อันนี้เป็นเป้าหมายอยู่แล้วในการร่วมมือกันทำ

และในส่วนที่จะเป็นการดึงดูดหัวกะทิจากต่างประเทศ เราก็ยังมีวีซ่าระยะยาวที่กำลังจะทำผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อีก เหล่า Digital Nomad (คนทำงานผ่านออนไลน์ที่สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้) ทั้งหลายก็จะสามารถเข้ามาผ่านวีซ่านี้ได้ อีกอย่างที่ผมได้รับคำถามมาตลอดก็คือ เรื่องการที่นักธุรกิจต่างชาติหรือ Expat ต้องไปรายงานตัวเป็นประจำ ก็เป็นสิ่งที่เราพยายามดำเนินการอยู่ให้ไม่ต้องทำทุก 30 วัน 60 วัน มันเป็นสิ่งที่เรากำลังหาทางออก เพื่อจะช่วยให้หัวกะทิเข้ามาทำงานในประเทศไทยมากขึ้น เพราะว่าจริง ๆ แล้วประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก (facility) ครบมา กประเทศนี้เป็นประเทศที่เหล่า Digital Nomad อยากมาอยู่เป็นอันดับต้น ๆ เลยเพียงแต่ติดปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้ ซึ่งผมว่าเป็นสิ่งที่เราจะต้องแก้ไขกันไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จักรพงษ์ แสงมณี : นโยบายการทูตยุคใหม่ พาไทยมีอนาคตในโลกที่แตกแยก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...