โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

เคลมประกัน รถยนต์บ่อย ส่งผลเสียต่อเจ้าของรถอย่างไร เบี้ยจะแพงขึ้นจริงหรือไม่??

Car2day

อัพเดต 27 ส.ค. 2567 เวลา 16.53 น. • เผยแพร่ 24 ม.ค. 2567 เวลา 11.00 น. • Car2Day

คุณคือคนนึงที่เป็น ขวัญใจประกันรถยนต์ ชนบ่อย อุบัติเหตุบ่อย เคลมบ่อย หรือไม่ วันนี้เรามาหาความรู้ว่า หากเราเคลมประกันรถยนต์บ่อย ส่งผลเสียต่อเจ้าของรถอย่างไร เบี้ยจะแพงขึ้นจริงหรือไม่?? มาดูกันครับ

หลายคนขับรถมานานหลายปีแล้ว แต่ก็ยังเกิดอุบัติเหตุเล็กใหญ่ที่คอยจุกจิกกวนใจอยู่บ่อยครั้ง เลยทำให้ต้องยื่นเรื่องเคลมประกันกับบริษัทประกันอยู่ตลอด ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าการเคลมประกันรถบ่อย ๆ อาจส่งผลเสียต่อประวัติการขับรถของเรา และทำให้เบี้ยประกันในปีต่อ ๆ ไปเพิ่มสูงขึ้นได้

เคลมประกัน คือ การเอารถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุไปส่งซ่อมตามอู่ซ่อมในเครือบริษัทประกันที่ทำไว้ โดยมีทั้งการเคลมประกันแบบสดและการเคลมประกันแบบแห้ง

ไม่ว่ารถจะเกิดอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้สีรถถลอก ไปจนถึงอุบัติเหตุใหญ่ ๆ ที่ทำให้รถของเราบุบหรือเกิดความเสียหาย จนต้องยื่นเรื่องไปทางบริษัทประกันเพื่อทำเรื่องส่งซ่อม สิ่งนี้นี่แหละที่เรียกว่า การเคลมประกัน โดยอุบัติเหตุเหล่านั้นจะต้องอยู่ในเงื่อนไขความคุ้มครองของแผนประกันที่เราทำไว้ ถึงจะสามารถเคลมประกันรถเพื่อส่งซ่อมได้

การเคลมประกันรถยนต์ มีกี่แบบ?

1. เคลมประกัน แบบสด
“ แจ้งเคลมประกันทันทีเมื่อเกิดเหตุ ”

เป็นการเคลมประกันแบบทั่วไปที่พบเห็นได้บ่อย คือ เมื่อเราเกิดดอุบัติเหตุ ไม่ว่าเราจะไปชนรถคันอื่นหรือรถคันอื่นมาชนเรา แล้วเราโทรแจ้งกับบริษัทประกันภัยทันที เพื่อให้บริษัทส่งคนมาตรวจสอบความเสียหายตัวรถยนต์ และดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อประเมินสถานการณ์ว่าฝ่ายไหนถูกและฝ่ายไหนผิด จากนั้นจึงค่อยออกเอกสารการเคลมประกันรถให้กับเจ้าของรถนั่นเอง

2. เคลมประกัน แบบแห้ง
“ แจ้งเคลมประกันหลังเกิดเหตุไปแล้ว ”

เป็นการเคลมประกันสำหรับอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณีหรืออุบัติเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องโทรเรียกบริษัทประกันเข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุเหมือนกับการเคลมประกันแบบสด โดยการเคลมประกันแบบแห้ง เจ้าของรถสามารถนำรถไปส่งเคลมประกันกับอู่ซ่อมในเครือได้เลย หรืออาจจะโทรสอบถามวันเวลาที่ว่างเพื่อเอารถไปส่งซ่อมในวันนั้น ๆ ก็ได้เช่นกัน

เคลมประกันแบบไหนที่มีผลต่อเบี้ยประกัน

ทุกคนที่ซื้อประกันรถยนต์ นอกจากจะต้องคำนึงถึงความคุ้มครองที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์การขับรถแล้ว ก็จะต้องคำนึงถึงเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายในแต่ละปีด้วยเช่นกัน ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าการเคลมประกันรถบ่อย ๆ อย่างการเคลมมากกว่า 2 ครั้งขึ้นไป หรือมีค่าเสียหายในการซ่อมรถรวมกันมากกว่า 200% ของเบี้ยประกัน โดยที่เราเป็นฝ่ายผิด อาจจะส่งผลต่อเบี้ยประกันในปีถัดไปได้

เคลมประกันรถบ่อย ๆ ส่งผลเสียยังไงบ้าง?

1. ไม่ได้ส่วนลดค่าเบี้ยประกัน
หลายคนที่มีประวัติการขับรถดีเด่น ไม่เคยมีประวัติการเคลมประกันรถในปีที่ผ่าน ๆ มา หรืออาจจะมีการเคลมประกันแบบมีคู่กรณีบ้าง แต่ถูกประเมินว่าเป็นฝ่ายถูก มักจะได้ส่วนลดค่าเบี้ยประกันในปีต่อ ๆ มา แต่ในทางกลับกันหากเจ้าของรถคันไหนเคลมประกันบ่อย ๆ และถูกประเมินว่าเป็นฝ่ายผิด รวมถึงมีการเคลมประกันแห้งแบบถี่ ๆ ก็จะไม่ได้รับส่วนลดในตรงนี้ไป

2. ค่าเบี้ยประกันอาจเพิ่มสูงขึ้น
ใครที่ชอบขับรถแบบเสี่ยง ๆ ไม่ค่อยรอบคอบหรือมีวินัยทางจราจร เพียงเพราะคิดว่าตัวเองทำประกันชั้น 1 เอาไว้อยู่แล้ว จนทำให้เกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ มากมาย และทำให้ต้องทำเรื่องเคลมประกันรถบ่อย ๆ สิ่งนี้นี่แหละที่จะทำให้เบี้ยประกันในปีต่อ ๆ ไปมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากบริษัทประกันจะประเมินค่าเบี้ยประกันจากประวัติการขับขี่และการเคลมทั้งหมดของเราในปีที่ผ่านมา

3. อาจถูกยกเลิกกรมธรรม์
เป็นผลกระทบที่ใครหลายคนไม่อยากเจอ แต่การที่เราเคลมประกันรถบ่อย ๆ โดยที่เราถูกประเมินว่าเป็นฝ่ายผิดนั้น อาจทำให้เสี่ยงต่อการถูกยกเลิกกรมธรรม์แบบที่ไม่ต้องรอให้ครบปี เนื่องจากบริษัทประกันเล็งเห็นแล้วว่าเราขับรถด้วยความประมาทและไม่ระมัดระวังเท่าที่ควร และเมื่อใดที่ถูกยกเลิกกรมธรรม์ แต่เรายังอยากต่อประกันกับเจ้าเดิม อาจต้องจ่ายค่าเบี้ยเพิ่มถึง 30% ในทุนประกันเดิม

4. อาจถูกแบล็คลิสต์ได้
หลายคนอาจไม่รู้ว่าการทำประกันรถยนต์ก็มีสิ่งที่เรียกว่าแบล็คลิสต์เหมือนกัน ซึ่งเจ้าของรถคันไหนมีประวัติการขับรถไม่ดี มีการเคลมประกันบ่อยเกินไป แถมยังเป็นฝ่ายผิดทุกครั้ง หรือมีการเคลมประกันรถเกิน 200% ของเบี้ยประกันที่ทำไว้ บริษัทประกันรถยนต์นั้น ๆ อาจไม่ยินยอมต่อประกันในปีต่อ ๆ ไปให้กับเรา

ทุกคนก็คงจะรู้แล้วว่าการเคลมประกันรถบ่อย ๆ นั้นไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะจะมีข้อเสียต่าง ๆ ตามมาอีกเยอะแยะมากมาย ดังนั้นทางที่ดีเราจึงควรขับขี่ด้วยความปลอดภัย ไม่ประมาท และระมัดระวัง เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดเงินค่าเบี้ยประกัน ค่าซ่อมรถ แถมยังไม่เสี่ยงต่อความบาดเจ็บร้ายแรงอีกด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...