เป็นคนขี้เกียจแล้วมันทำไม(ยุค80)
ข้อมูลเบื้องต้น
เหมาหงซือ เด็กสาวแสนสวยที่มีแต่แค่รูปร่างหน้าตา เธอเป็นหลานรักของย่าและปู่ แต่เพราะได้รับความรักจากปู่และย่ามากกว่าคนอื่น ๆ ทำให้เธอไม่ได้รับความรักจากพ่อและแม่เช่นกัน
ในวันที่เธอเรียนจบและกลับมาที่บ้าน เธอก็ต้องพบว่าตัวเองกลายเป็นพี่ภรรยาของชายที่ให้สัญญาว่าถ้าเธอเรียนจบปริญญาแล้วจะแต่งงานใช้ชีวิตกับเธอ พ่อกับแม่ก็ยังตราหน้าว่าเธอใจดำ ได้ทุกอย่างไปหมดแล้ว แค่ผู้ชายคนเดียว จะยกให้น้องไม่ได้เลยหรือไง
ไม่รู้เรื่องมันยุ่งยากแค่ไหน แต่รู้ตัวอีกที เธอก็กลายเป็นฆาตกรที่ฆ่าหลานตัวเองเสียแล้ว ตำรวจที่มาล้อมบ้านเอาไว้ คำขู่ที่น้องเขยขู่ บวกกับสายตาของทุกคนในบ้าน มันเหมือนเธอไม่เหลือใคร
“คนอย่างฉัน ยอมตาย…แต่ไม่ยอมถูกจับ”
ปัง
เลือดที่สาดกระเซ็นไปทั่วทั้งห้องสร้างความตกใจและหวาดกลัวให้คนที่อยู่ในห้องเป็นอย่างดี ภาพของหญิงสาวร่างบาง หน้าตาสะสวย เรียกได้ว่าหาตัวจับได้ยาก เธอใช้ปืนที่ไม่รู้ว่าไปเอามาจากไหนจ่อยิงใต้คางของตัวเองอย่างไม่คิดลังเล แววตาที่มองชายหญิงสองคนตรงหน้าเต็มไปด้วยความไม่จำยอม
ภายในห้องไม่ได้มีเพียงสามคน นอกจากคู่ชายหญิงที่ยืนกอดประคองกันด้วยความหวาดกลัวแล้ว ด้านหลังพวกเขายังมีสมาชิกในครอบครัวที่เข้ามาทันเห็นภาพการปลิดชีพตนเองด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยม
ทุกคนในห้องต่างอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่จะมีใครบ้างที่หลั่งน้ำตาให้แก่หญิงสาวที่พึ่งจากไป พวกเข้าก็แค่อึ้ง…จะมีก็แต่หญิงชราที่เข้ามาในภายหลัง ภาพของหลานสาวที่ตนรักมากที่สุดนอนจมกองเลือดบาดหัวใจหญิงชราจนเป็นลมหน้ามืดไปในทันที ก่อนที่ไม่นานจะตื่นขึ้นมาร้องไห้กอดร่างหลานสาวเอาไว้
ยอมตายไม่ยอมติดคุก
“คนอย่างฉัน ยอมตาย…แต่ไม่ยอมถูกจับ”
ปัง
เลือดที่สาดกระเซ็นไปทั่วทั้งห้องสร้างความตกใจและหวาดกลัวให้คนที่อยู่ในห้องเป็นอย่างดี ภาพของหญิงสาวร่างบาง หน้าตาสะสวย เรียกได้ว่าหาตัวจับได้ยาก เธอใช้ปืนที่ไม่รู้ว่าไปเอามาจากไหนจ่อยิงใต้คางของตัวเองอย่างไม่คิดลังเล แววตาที่มองชายหญิงสองคนตรงหน้าเต็มไปด้วยความไม่จำยอม
ภายในห้องไม่ได้มีเพียงสามคน นอกจากคู่ชายหญิงที่ยืนกอดประคองกันด้วยความหวาดกลัวแล้ว ด้านหลังพวกเขายังมีสมาชิกในครอบครัวที่เข้ามาทันเห็นภาพการปลิดชีพตนเองด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยม
ทุกคนในห้องต่างอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่จะมีใครบ้างที่หลั่งน้ำตาให้แก่หญิงสาวที่พึ่งจากไป พวกเข้าก็แค่อึ้ง…จะมีก็แต่หญิงชราที่เข้ามาในภายหลัง ภาพของหลานสาวที่ตนรักมากที่สุดนอนจมกองเลือดบาดหัวใจหญิงชราจนเป็นลมหน้ามืดไปในทันที ก่อนที่ไม่นานจะตื่นขึ้นมาร้องไห้กอดร่างหลานสาวเอาไว้
“เพราะพวกแก! ถ้าไม่ใช่เพราะพวกแกเอาแต่ต่อว่าหงเออร์ เด็กที่น่ารักคนนี้จะฆ่าตัวตายงั้นหรือ ไอ้พวกหน้าไม่อาย แก แก เพราะแกที่ทำให้หงเออร์ต้องทำ คนที่ตายมันควรจะเป็นแก นังเด็กแพศยา ทำไมแกไม่ไปขายตัวในซ่องให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเสียล่ะ ถ้าเกิดว่าควบคุมอาการคันช่วงล่างของตัวเองไม่ได้ ฮืออออ หงเออร์ของย่า”
เพราะความเสียใจ ย่าเหมาจึงไม่คิดจะประดิษฐ์คำพูดที่สุภาพออกมาด่าทอคนอีก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเลวร้ายมากเกินไปจริง ๆ หงเออร์ของนางเอาแต่ใจไปไหนแล้วจะทำไม เด็กสาวที่สวยและดีขนาดนี้ ถ้าให้ไปทำงานตากแดดตากลมก็นับว่าไม่มีตาแล้ว แต่ลูกชายและครอบครัวของเขากลับไม่คิดแบบนั้น กลายเป็นว่านางที่เป็นย่าให้ท้ายหลานสาวจนเธอเสียคน
แต่ละคนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนก้มหน้าไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกจากปาก พวกเขาไม่คิดว่า เหมาหงซือ จะใจกล้า ถึงกับยิงตนเองตายในนัดเดียวแบบนี้ แต่แล้วอย่างไร ในเมื่อหงซือนิสัยเสียมากจริง ๆ สิ่งที่หงซือทำก็ไม่ใช่เรื่องที่จะให้อภัยได้
ไม่นานตำรวจและทหารก็บุกเข้ามาในบ้าน พวกเขาได้ยินเสียงปืน จากที่จะรอให้คนในครอบครัวไปพาตัวผู้ต้องหาออกมาดี ๆ กลายเป็นว่าพวกเขาช้าไป ผู้ต้องหารายนี้ยิงตัวตายหนีความผิดไปเสียแล้ว
เหมาหงซือ เด็กสาวที่เอาแต่ใจมาตั้งแต่ยังเด็ก เพราะความตามใจของย่าผู้เป็นที่รัก ตอนเกิดนั้นเด็กสาวมีผิวขาวปากแดง มือเท้าบอบบางราวกับลูกผู้ดีมีเงิน ไม่มีตรงไหนที่เหมือนกับลูกของคนในชนบทแบบพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ย่าที่ฝันว่ามีคนเอาไข่มุกล้ำค่ามาให้ตนในคืนก่อนที่ลูกสะใภ้จะคลอดมีหรือจะกล้าเมินเฉยเด็กคนนี้
แม้ว่าเด็กที่ออกมาจะเป็นผู้หญิง ไม่ใช่หลานชายอย่างที่ทุกคนหวัง แต่ย่าเหมากลับให้ความรักแก่เหมาหงซือมากกว่าหลานคนใดในบ้าน แม้แต่พ่อแม่ของหงซือเองก็เช่นกัน พวกเขาก็อยากได้ลูกชาย…แต่กลับคลอดเอาเด็กสาวออกมา ช่างน่าผิดหวัง
ในระหว่างที่พี่ชายน้องชายต่างให้กำเนิดเด็กผู้ชายตัวอ้วนท้วน แต่พวกเขากลับให้กำเนิดเด็กผู้หญิงที่ไร้ประโยชน์ขึ้นมา สองสามีภรรยาผิดหวังมาก แม้ว่าแม่สามีจะรักใคร่ในตัวลูกสาวของพวกเขามาก แต่ในใจของทั้งสองก็ยังหวังลึก ๆ ว่าลูกคนต่อไปจะเป็นผู้ชายอย่างที่หวังเอาไว้
หลังจากนั้นไม่นาน ผู้เป็นภรรยาก็ตั้งท้องอีกครั้ง ครั้งนี้พวกสองสามีภรรยาเฝ้าดูแลเอาใจใส่เด็กในท้องเป็นอย่างดี มีของดีอะไรก็เอามาบำรุง แต่เด็กที่ออกมากลับทำให้ทั้งสองต้องผิดหวังอีกครั้ง ครั้งนี้ก็เป็นผู้หญิง ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือผู้เป็นภรรยาเสียเลือดมากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ทำให้พวกเขาไม่สามารถมีลูกเพิ่มได้อีก
เมื่อรู้ว่าภรรยาอันเป็นที่รักเกือบจะตายจากการคลอด คนเป็นสามีก็ไม่บังคับฝืนใจอีก เขาหันกลับมาดูแลลูกน้อยที่พึ่งถือกำเนิดมา เหมาหลินป่าย นั่นคือชื่อของลูกสาวคนที่สองของครอบครัว
และเพราะภรรยาอ่อนแอมากหลังจากคลอดบุตร ทำให้คนเป็นสามีต้องรับผิดชอบดูแลลูกสาวคนเล็กตั้งแต่เธอเกิดขึ้นมา ความรักความเอ็นดูจึงเพิ่มขึ้นสูงทะลุเพดาน นานวันเข้าก็ยิ่งรักยิ่งหลง
ต่างจากลูกสาวคนโต ที่ผู้เป็นย่ามักจะอาสาเอาไปเลี้ยงดูให้ด้วยตนเอง ช่องว่างในจิตใจของคู่สามีภรรยาจึงเกิดขึ้นกับลูกสาวคนโต แม่สามีก็ไม่ใช่ว่าจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ใด ๆ
ย่าเหมามักจะด่าทอและเหน็บแนมลูกชายและลูกสะใภ้ที่ไม่สามารถให้กำเนิดลูกชายได้ แต่ยังโชคดีที่ทั้งสองยังมีพอมีความชอบที่ให้กำเนิดหงเออร์ของนางขึ้นมาได้ ดังนั้นย่าเหมาจึงไม่ได้ด่าทอลูกชายและลูกสะใภ้มากเท่าใดนัก แต่นั่นไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเหมาหงซือเลย
พ่อแม่ที่เห็นว่าลูกสาวคนโตทำอะไรก็ดี ต่างจากลูกสาวคนเล็กที่ถูกเหน็บแนมอยู่ตลอด ทั้งที่เด็กคนนี้ก็เป็นน้องสาวของหงซือ นั่นยิ่งเพิ่มความสงสารเข้าไปใหญ่ นานวันเข้าครอบครัวสี่คนพ่อแม่ลูกก็ทำตัวสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น ที่ว่าสนิทนั้นหมายถึงสามคนพ่อแม่และลูกสาวคนเล็ก ไม่ใช่กับลูกสาวคนโตอย่างหงซือ
เด็กสาวตัวน้อยค่อย ๆ เติบโตขึ้นภายใต้ครอบครัวที่เหมือนตนเองเป็นส่วนเกิน แต่เพราะเป็นเด็ก เมื่อรู้ว่าย่ามีอำนาจเหนือกว่า เหมาหงซือก็ยิ่งเอาใจออกห่างจากครอบครัว น้องสาวที่แย่งความรัก พ่อและแม่ที่ลำเอียงและกีดกันเธอราวกับเธอเป็นคนนอก ย่าสามารถลงโทษพวกเขาได้ตามใจต้องการ
แม้กระทั่งตอนเข้าโรงเรียน ลูกหลานบ้านเหมาไม่ได้ยากจนเหมือนบ้านอื่น ๆ ออกจะค่อนข้างมีฐานะ ด้วยปู่เหมาเคยเป็นทหารผ่านศึกที่พอมียศอยู่บ้าง ลูกหลานทุกคนถูกส่งให้เข้าเรียนอย่างเท่าเทียม ใครที่เรียนดีก็ส่งเสริมต่อ นั่นคือสิ่งที่ปู่เหมากำหนด ย่าเหมาไม่อาจขัดคำสั่งสามีได้ ลึก ๆ นางเองก็เห็นด้วยกับสามี ลูกหลานมีการศึกษา ครอบครัวจะได้ยกระดับขึ้นไปอีก อย่างน้อยก็ไม่ต้องลงงานในไร่จนหลังงอเหมือนพวกตนในตอนนี้
และการศึกษาก็ช่วยนำพาให้ลูกหลานในตระกูลได้พบความก้าวหน้าจริง ๆ หลานสาวในบ้านได้พบกับสามีที่ดี หลานชายเองก็มีงานที่มีหน้ามีตา จะมีก็แต่หงซือที่เรียนซ้ำชั้นมาสองปีแล้ว แต่เพราะความเอ็นดูของปู่ย่า ทำให้เธอไม่ถูกสั่งให้ออกจากโรงเรียน
แน่นอนว่าการส่งลูกหลานเรียนนั้นใช้เงินมาก การจะส่งหลานไปเรียนมหาวิทยาลัยกันหมดทุกคนนั้นเป็นไปไม่ได้ น่าเสียดายที่สิทธิ์นั้นของหลานในบ้านถูกกำหนดตัวผู้ชนะเอาไวแล้ว
หลินป่ายที่เรียนทันพี่สาวคือคนที่ไม่ถูกเลือก เธอเสียใจมากจนร้องไห้นอนซมไปหลายวัน นั่นยิ่งสร้างความไม่พอใจให้ย่าเหมา เพราะเธอร้องไห้ทำตัวขี้เกียจนอนแต่ในห้อง ตั้งใจกินแรงคนอื่น ๆ ในบ้าน ความไม่พอใจจึงยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีก
ทางหนึ่งถูกพ่อแม่รักและตามใจ อีกทางถูกย่าให้ท้ายจนหยิ่งผยอง น่าเสียดายที่ย่าเหมามีอำนาจมากกว่า แม้แต่การศึกษานางยังไปตะล่อมสามีจนเอามาให้หงเออร์ได้ แล้วทำไมผู้ชายดี ๆ นางจะเอามาไม่ได้
หลานชายของเพื่อนสามีที่มามอบของขวัญวันปีใหม่แทนผู้เป็นปู่นั้นหน้าตาดี มีการศึกษา ทั้งยังเป็นถึงนายทหารหนุ่มอนาคตไกล ตระกูลก็มีหน้ามีตา ถือว่าครบถ้วนคุณสมบัติของการเป็นหลานเขยที่นางหมายปองเอาไว้ทุกอย่าง การส่งเสริมคู่ยวนยางจึงเริ่มขึ้น
ทุกอย่างเป็นไปได้ดี เหมาหงซือตกหลุมรักและยึดมั่นในตัวชายหนุ่มมาก ทั้งสองไปกันได้ดี ถึงขนาดที่ผู้ใหญ่เข้ามาคุยกันเรื่องการแต่งงานแล้ว รอให้หงซือเรียนจบแล้วจะได้แต่งเลย
นั่นทำให้เหมาหงซือที่ขี้เกียจและหัวไม่ค่อยดีตั้งใจอ่านหนังสือจนสอบจบได้ในที่สุด แต่กลายเป็นว่าคนรักของเธอขอเลื่อนออกไปอีก อ้างว่าอยากให้เธอจบปริญญาก่อน ตอนจบมาจะได้ไม่อายใคร ทั้งลูกยังได้หน้า ว่าแม่เป็นคนมีการศึกษา เด็กสาวที่ไม่เคยไปเมืองใหญ่ตอบตกลงในทันที เธอไม่ใช่คนเก่ง แต่กลับสิ่งใดที่อยากได้ เธอมักจะเอามันมาได้เสมอ มหาลัยก็เหมือนกัน แม้จะไม่ใช่มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ แต่ก็ไม่ขายหน้าใคร
เธอเลือกเรียนเกี่ยวกับแฟชั่นในมหาวิทยาลัยอันดับสองของประเทศ ด้วยสาขานี้ไม่ค่อยดัง คะแนนที่ใช้สอบเข้าก็ไม่ได้เยอะ เด็กไม่เอาไหนอย่างเหมาหงซือถึงได้เอาตัวเองเข้ามาเรียนได้
การที่เธอสามารถสอบเข้ามหาลัยอันดับสองของประเทศได้ยิ่งตอกย้ำความล้ำค่าของหลานสาวคนสวยของเธอ แม้แต่สมาชิกในบ้านก็ยังอดจะดีใจกับเธอไม่ได้ อย่างไรหากเด็กคนนั้นรุ่งเรือง พวกเขาก็ได้หน้าไปด้วย
ทุกคนดีใจ แต่ไม่ใช่กับสามคนพ่อแม่ลูก เหมาหลินป่านนอนร้องไห้หนักยิ่งกว่าเดิม เมื่อรู้ข่าวว่าพี่สาวสอบติดมหาวิทยาลัยอันดับสองของประเทศ เธอมั่นใจว่าถ้าตัวเองได้สิทธิ์ในการเข้าเรียน เธอจะต้องเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งได้แน่นอน เธอเรียนเก่งกว่าพี่สาวมาโดยตลอด ทำไมย่าและปู่ถึงได้ลำเอียงมากมายขนาดนี้
หายนะทางจิตใจ
คนเป็นแม่หรือจะทนเห็นลูกสาวสุดที่รักนอนร้องไห้จนตาปูดตาบวมได้ เธอรู้สึกอัดอั้นตันใจมาตั้งแต่แต่งเข้ามาในบ้านสามีแล้ว แม่สามีปากร้าย ทั้งยังลำเอียงเป็นที่สุด การที่แม่สามีรักหงซือลูกสาวคนโตของเธอนั้นก็ดี มันทำให้เธอไม่ต้องถูกใช้งานเหมือนคนใช้ของบ้าน ทั้งยังไม่ถูกเหน็บแนมเรื่องไม่สามารถให้ลูกชายแก่บ้านสามีได้
แต่การที่แม่สามีจะรักแต่ลูกสาวคนโตของเธอ จนกลายเป็นว่ารังแกลูกสาวคนเล็กนั้นไม่ใช่สิ่งที่เธอจะพอใจ คืนนั้นเธอคุยกับสามี ว่าแม่ของเขาลำเอียงเกินไป หากว่าหงซือได้ทุกอย่างที่ดี ๆ ไปหมด แล้วอนาคตของหลินป่ายจะทำอย่างไร เธอไม่ได้เรียนต่อ อนาคตต่อจากนี้ก็คือหาสามีเท่านั้น
“ฉันว่าเราควรให้อาหลินรับการแต่งงานแทนอาหง อาหงได้สิทธิ์เรียนมหาวิทยาลัย ชีวิตของเธอยังอีกยาวไกล เธอต้องเจอคนอีกมากมาย โอกาสในการหาสามีดี ๆ ก็มีอีกมาก คุณคิดว่ายังไง”
“…เรื่องนั้น” เขาก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ หงซือได้สิ่งดี ๆ ไปจนหมด หากเอามาแบ่งน้องสาวสักอย่าง ก็ไม่ได้ทำให้เธอเสียหายแต่อย่างใด ดีเสียอีกที่เธอจะได้ทำหน้าที่พี่สาวบ้าง ที่ผ่านมาก็เอาแต่รังแกและเอาเปรียบหลินป่ายมาตลอด
“คุณ…หลินป่ายน่าสงสาร เธอแอบร้องไห้เงียบ ๆ มาหลายคืนแล้วนะ เด็กสาวที่มีข้อเปรียบเทียบย่อมน้อยใจเป็นธรรมดา คุณไม่สงสารลูกหรอ เราเลี้ยงเธอมากับมือ อะไรดี ๆ ก็น่าจะคว้าเอามาให้เธอบ้าง ทดแทนกับที่ผ่านมาเราช่วยลูกจากแม่ของคุณไว้ไม่ได้เลย”
“ถ้าคุณว่าอย่างนั้น”
สองสามีภรรยาไม่ได้ไปขอการแต่งงานกับหงซือหรือแม่สามีแต่อย่างใด เพียงแต่พวกเขาใช้โอกาสที่ลูกสาวคนโตต้องย้ายออกไปจากบ้านเพื่อเรียนต่อที่ต่างเมือง ใช้โอกาสนั้นให้ลูกสาวคนเล็กได้มีโอกาสพบหน้าเด็กหนุ่มที่แวะเวียนมาเยี่ยมที่บ้านบ่อย ๆ ยิ่งช่วงหลังเขาย้ายมาประจำการที่เมืองแห่งนี้ การสานสัมพันธ์ก็ยิ่งราบรื่นขึ้น
เหมาหลินป่ายและลู่หยางตกหลุมรักกันในที่สุด เดิมทีลู่หยางไม่ยอมแต่งงานกับหงซือก็เพราะข่าวลือที่ได้ยินมาจากคนในหมู่บ้านของเธอเอง เขาคิดว่าเธอคงจะนิสัยร้ายกาจ ไม่เหมาะสมกับการเป็นแม่ของลูกของเขา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ให้โอกาสเธอได้พิสูจน์ตัวเอง ระหว่างนั้นก็ยังคบหาดูใจกันมาเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ลืมที่จะสืบเรื่องของคนที่จะมาเป็นภรรยาของตนเองอยู่เสมอ
เรื่องที่หงซือมีน้องสาวหนึ่งคนนั้นเขารับรู้ ทั้งยังรู้ด้วยว่าเด็กคนนั้นน่าสงสารมาก ยิ่งได้รู้จักเขาก็ยิ่งสงสารเธอ ทั้งที่เรียนดี แต่กลับไม่ได้โอกาสเรียนต่อเพราะความลำเอียงของปู่และย่าเหมา
ความสงสารก็เริ่มเป็นความชอบ ก่อนจะกลายเป็นความรัก ในวันที่หงซือเรียนจบกลับมา เธอตั้งใจและพยายามผ่านการเรียนอันแสนลำบากมาได้อย่างทุลักทุเล
แต่ก็ต้องกลับมาพบกับความจริง ว่าคนที่เธอเข้าใจว่าเขารอเธอมาตลอดนั้นตอนนี้กลายเป็นน้องเขยของตัวเองไปแล้ว ลู่หยางและหลินป่ายแอบได้เสียกันจนตั้งท้อง เด็กในท้องก็ใกล้คลอดเต็มทีแล้วเช่นกัน วันนั้นชีวิตที่พยายามหลายปีของเธอเหมือนกับเป็นเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง
ย่าเหมาร้องไห้เข้ามากอดเธอด้วยความรู้สึกผิด เธอไม่กล้าส่งข่าวเรื่องนี้ให้หลานสาว กลัวว่าเด็กที่จิตใจดีคนนี้จะเสียใจจนไม่สามารถเรียนต่อได้จนจบ
“นี่มันเรื่องอะไรกัน ลู่หยาง ไหนคุณบอกฉันว่า” เธอพูดคำที่ติดอยู่ในปากไม่ถูก ไม่ใช่พูดไม่ถูก เธอพูดไม่ออกต่างหาก สายตาหันไปมองพ่อกับแม่ที่พยายามเข้ามาไกล่เกลี่ย ว่าพวกเขาขอโทษ แต่ให้คิดเสียว่าเป็นการเสียสละให้น้องสาวได้ไหม ถึงอย่างไรเธอก็ได้โอกาสมีชีวิตที่ดีกว่าหลินป่าย สามีที่ดีกว่าน้องเขยเธอย่อมหาได้อย่างแน่นอน
“พี่คะ ฉันขอร้อง เราสองคนรักกันด้วยใจบริสุทธิ์ ได้โปรด…อย่าแย่งของที่ควรเป็นของฉันไปอีกเลยนะคะ ชีวิตนี้ฉันยังไม่เคยขออะไรพี่ ครั้งนี้…”
หงซือพูดอะไรไม่ออก เธอเหมือนกับสติหลุดไปเสียแล้ว ไม่มีน้ำตาไหลออกจากดวงตา มีเพียงสายตาเลื่อนลอยพร้อมกับหัวใจที่แตกสลาย เธอเหมือน…ไม่มีใครเลย
หลังจากแยกย้ายเข้าห้องใครห้องมันในวันนั้น หงซือก็เริ่มเปลี่ยนไป เธอก้าวร้าวขึ้น ที่ทำให้เธอโมโหมากที่สุดก็คือสายตาของพ่อกับแม่ที่มองเธอ แค่เธอไม่ยอมให้เบาะรองนั่งที่ย่าตั้งใจเย็บไว้สำหรับเธอตั้งแต่เด็กแก่หลินป่านที่ท้องโตนั่งเท่านั้น ความชิงชังยิ่งเริ่มขึ้น
เรื่องที่เธอสามารถหาผู้ชายที่ดีกว่าลู่หยางได้นั้นเป็นเรื่องจริง เธอเป็นคนสวย หุ่นดี ผมหนา ถึงจะไม่ค่อยฉลาด แต่ก็มีผู้ชายรวย ๆ อีกมากที่พร้อมจะมาขอเธอไปเป็นภรรยา พวกเขาบอกว่าเงินทองพวกเขามีมากแล้ว แต่การมีภรรยาที่สวยและสามารถให้กำเนิดลูกที่น่ารักแก่พวกเขาได้นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ว่าตั้งใจทำงานแล้วจะหาได้ คนที่สวยและสมบูรณ์แบบนั้นหาไม่ได้ง่าย ๆ เหมือนไปซื้อหมูซื้อปลาในตลาด
แต่เธอก็ไม่ตกลง เธอไม่สนใจว่าพวกเขาจะรวยแค่ไหน รู้แค่ว่าเธอตั้งใจมาเรียน ตั้งใจทำทุกวันนี้ก็เพราะคำสัญญาว่าจะทำเพื่อเราสองคนกับคนคนหนึ่ง คนที่ตอนนี้กลายเป็นน้องเขยของเธอ แบบที่เธอไม่สามารถโวยวายหรือเรียกร้องอะไรได้เลย
นิสัยของหงซือเริ่มดุร้ายขึ้น แต่เพราะเธอสามารถใช้ความสามารถหาเงินได้มาก ทำให้คนในบ้านไม่กล้าต่อว่าเธอ จนในวันหนึ่งที่เธอกลับบ้านมาก่อนเวลาปกติ
เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของหลินป่ายดังแว่วมาจากในห้องที่สร้างใหม่ หงซือย่องเข้าไปแอบฟังว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก แต่สิ่งที่ได้ยินก็ยิ่งปลุกเร้าอารมณ์และความโกรธของเธอ
“ฮือออ แม่คะ พ่อคะ พี่ตั้งท่ารังเกียจและเย็นชาใส่ฉันตลอดเลย เวลาเห็นฉันก็เอาแต่ทำท่าทีไม่พอใจใส่ ฮึก ฉันรู้ว่าฉันผิดที่ไปแย่งพี่ลู่หยางมา แต่พ่อกับแม่บอกฉันเสมอ ว่าพี่ก็หลาย ๆ อย่างไปจากฉันเหมือนกัน ทำไมเธอถึงได้เห็นแก่ตัวมากขนาดนี้ แค่ผู้ชายคนเดียว เธอถึงกับไม่สนใจครอบครัวเลย ฮือออออ”
“หลินเออร์อย่างร้องเลยลูก ลูกกำลังท้องกำลังไส้ เรื่องหงซือก็ปล่อยเธอไป ที่ผ่านมาเธอก็ไม่เคยเหมือนพวกเรา คิดเสียว่าเธอไม่ใช่พี่สาวของลูกก็ได้ พ่อกับแม่ก็จะพยายา-”
ปัง
“พยายามคิดว่าฉันไม่ได้เป็นลูก ใช่ไหมคะ แม่ พ่อ” ทั้งสามคนไม่คิดว่าหงซือจะเข้ามาได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูด คำถามที่ออกจากปากอย่างกะทันหันทำให้ทั้งสามคนราวกับเป็นใบ้
“ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างที่ลูกคิด” กลายเป็นพ่อที่แก้ตัวออกมา แต่ช้าไปเสียแล้ว หงซือหมดหวังกับทุกสิ่งทุกอย่าง เธอพลั่งพลูสิ่งที่อยู่ในใจตลอดมาพร้อมทั้งน้ำตา
“ฉันเสียใจเรื่องไอ้ผู้ชายเฮงซวยอย่างลู่หยางก็เป็นเรื่องจริง แต่ฉันเคยโวยวายไหม ฉันเคยด่าทอหรือเรียกร้องอะไรหรือเปล่า การที่ฉันถูกแย่งคนรักไปโดยน้องสาวของตัวเอง ทุกคนคิดว่าฉันต้องยิ้มยินดีแล้วใส่เงินขวัญถุงในงานแต่งของพวกเขาหรือไง! อึก ส่วนเธอ คนที่เห็นแก่ตัวน่ะ แน่ใจหรอว่าเป็นฉันคนเดียว เธออยากให้ฉันทำตัวเป็นปกติ ให้ฉันยิ้มและยิ้มดีกับเธอที่ท้องงั้นหรอ คิดว่าคนที่โดนแย่งผู้ชายไปจะยิ้มออกหรือไง!”
“เรื่องนั้นมัน” เหมาหลินป่านพูดไม่ออก
“หึ รู้ไหม ว่าฉันน่ะพยายามมากแค่ไหน การที่ฉันไปเรียนมันเป็นเรื่องยากสำหรับฉัน แต่ฉันก็ตั้งใจ ตั้งใจเพราะได้ให้สัญญากับไอ้เฮงซวยที่เธอแย่งไปนั่นไง! แล้วพ่อกับแม่ คิดว่าฉันเองจะไม่รู้สึกหรอ คิดว่าฉันไม่น้อยใจใช่ไหม ที่ผ่านมาทุกคนทำตัวเป็นครอบครัวที่รักกันหวานชื่น แล้วฉันเป็นตัวอะไร! ฉันไม่ใช่ลูกเหมือนกันหรอ แทนที่จะมาแย่งสิ่งดี ๆ ไปจากลูกอีกคน ทำไมไม่พยายามคว้าอะไรมาให้ลูกด้วยตัวเองบ้าง คิดว่าฉันได้โอกาสไปเรียนแทนหลินป่ายใช่ไหม ลองไปถามปู่กับย่าเอานะ ว่าถ้าฉันไม่ได้ คนที่จะได้คือใครกันแน่ หลานในบ้านมีแค่ลูกของพ่อกับแม่หรือไง” สองสามีภรรยาถึงกับสะอึก ใช่ หลินป่ายเรียนเก่ง แต่มีหลานสาวในบ้านที่เก่งกว่าอีกคนเช่นกัน แทนที่จะส่งหลินป่ายที่เป็นลูกของบ้านสาม การส่งลูกสาวของบ้านใหญ่มีทางเป็นไปได้มากกว่า
“หยุดพูดจาแบบนั้นกับพ่อแม่นะ พี่เคยรู้อะไรบ้าง ชีวิตเกิดมาก็สบายเพราะมีย่าให้ท้ายมาตลอด กล้าดียังไงมาว่าพวกเรา” อารมณ์คนท้องยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก เธอลุกขึ้นด้วยความรวดเร็ว แม้ว่าท้องจะใหญ่โตเพียงใดก็ตาม
“แกจะทำไม! คิดว่าฉันไม่กล้าทำอะไรแกงั้นหรอ”
หงซือไม่ใช่คนใจดี เธอเกลียดพ่อแม่เด็กยังไง เธอก็เกลียดเด็กคนนี้เท่านั้น ความเจ้าคิดเจ้าแค้นของเธอไม่เคยลดลงเลย เมื่อเห็นว่าหลินป่ายลุกขึ้นพร้อมกับยกแขนพุ่งมาจะตบเธอ หงซือยกเท้าขึ้นถีบสวนกลับไปทันที
ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ถึงกับอ้าปากค้าง โชคดีที่หลินป่ายไม่ล้มกระแทกพื้น แต่แทนที่คนจะยอมหยุด คุณแม่ท้องแก่ผู้นี้กลับไม่ยอมหยุด เธอพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ด้วยอารมณ์ของคนท้อง บวกกับความรู้สึกที่อยากจะทำเรื่องแบบนี้มาโดยตลอด
วันเกิด
ในเมื่อคนท้องไม่เจียมสังขาร หงซือก็ไม่คิดจะออมมือเช่นกัน การปล่อยให้คนวิ่งเข้ามาตบตัวเองแล้วไม่ตอบโต้นั้นไม่ใช่เธอ ครั้งนี้เธอยกเท้าถึงเข้าไปที่หน้าท้องจัง ๆ ทำให้คนท้องโตหงายหลังลงไปกองกับพื้น
และเหมือนครั้งนี้จะรุนแรงจริง หลินป่ายล้มลงเอามือกุมท้องร้องโอดโอย ไม่นานเสียงร้องก็ดังขึ้น ก่อนที่หงซือจะถูกผลักด้วยแรงมหาศาลกระแทกกับประตู
ลู่หยางอุ้มคนรักขึ้นมาแล้วรีบติดเครื่องรถแล้วพาเข้าเมืองไปหาหมอด้วยความเร่งรีบ ในบ้านตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรแม้ครึ่งคำ เพราะเมื่อครู่ พวกเขามาทันเห็นภาพที่หงซือยกขาถีบน้องสาวที่กำลังท้องโตของตนเองอย่างเลือดเย็น แม้แต่ปู่กับย่าเหมาก็ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยอะไรสักคำ สายตาผิดหวังฉายวาบผ่านเพียงแค่วูบเดียว แต่มันกลับเป็นวูบเดียวที่หงซือทันได้เห็นมัน
ราวกับโลกแตกสลาย ตอนนี้เธอไม่เหลือใครแล้วจริง ๆ แม้แต่กับย่าที่รักเธอมาก ๆ ก็เช่นกัน มือเรียวบอบบางกำแน่นจนเหมือนจะเกิดห้อเลือด เธอตัดสินใจวิ่งเข้าห้องของตัวเองพร้อมกับปิดประตูเสียงดัง
เย็นวันนั้นก็ได้รู้ข่าวว่าหลินป่ายคลอดก่อนกำหนดด้วยระยะเวลาเพียงแปดเดือน เด็กที่ออกมาอ่อนแอมาก ทั้งยังมีโอกาสไม่รอดสูง ตอนนี้จำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อให้หมอดูแลอย่างใกล้ชิด
“ฉันไม่น่ารู้จักเธอเลย ถ้าเจอหลินหลินตั้งแต่แรก ฉันคงไม่ลดตัวลงไปข้องเกี่ยวกับคนใจอำมหิตแบบเธอ ถ้าลูกฉันเป็นอะไรไป เธอติดคุกหัวโตแน่” ลู่หยางที่กลับมาเอาเอกสารและของต่าง ๆ พูดด้วยความโมโห ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปด้วยความหัวเสีย
พ่อแม่หรือแม้แต่ใครก็ตามที่ได้ยินล้วนมองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ยิ่งมองไปที่พ่อกับแม่ เธอก็ยิ่งหมดหวัง พวกเขาไม่คิดจะอธิบายหรืออะไรเลย ว่าคนที่เสนอหน้าเอาท้องมาให้เธอถีบก่อนมันคือหลินป่าย
เธอตัดสินใจออกจากบ้านในตอนเย็น ย่าเหมาอยากรั้งเธอเอาไว้แต่ก็ถูกปู่เหมาห้ามเอาไว้ ตอนนี้สถานการณ์ไม่ค่อยจะดี ทั้งยังคิดว่าหลานคนไปได้ไม่ไกล ตามนิสัยแล้วหงซือไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล แม้จะเอาแต่ใจไปบ้าง แต่เธอก็มีเหตุผลของเธอตลอด ครั้งนี้ที่เขายังไม่รั้งไม่ถาม ก็เพราะอยากให้ทุกคนกลับมารวมกับพร้อมหน้า ก่อนจะสอบถามทีเดียวว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่ความตั้งใจนั้นมันคงช้าไป หลังจากเกิดเรื่องหนึ่งอาทิตย์ หลินป่ายและลู่หยางก็กลับมาพร้อมกับท่าทางที่เซื่องซึม…ลูกของพวกเขาไม่รอด
หลินป่ายเสียใจร้องห่มร้องไห้ตลอดเวลา ทางลู่หยางก็เสียใจ แต่เมื่อมองหาตัวปัญหาก็ยิ่งโมโห คิดได้แบบนั้นเขาก็ไม่ลังเลเลยที่จะแจ้งความ ข้อหาฆ่าคนตายให้แก่พี่ภรรยาผู้นี้
ย่าเหมาร้องไห้หนักเมื่อรู้เรื่องที่เกิดขึ้น หลานสาวของเธอกำลังจะถูกจับ เธอจะให้อาหงกลับมาที่บ้านไม่ได้ แต่เพราะไม่รู้ว่าหลานสาวไปอยู่ที่ไหน หลายวันแล้วไม่ยอมกลับบ้าน อยากจะบอกให้หนีไปเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้
ไม่กี่วันหงซือก็กลับมา เธอตั้งใจจะมาเอาเอกสารสำคัญ พร้อมกับย้ายไปทำงานที่เมืองอื่น ตอนที่เธอหายไป เธอตัดสินใจจะหนีไปใช้ชีวิตคนเดียว ละทิ้งทุกคนที่อยู่ที่นี่ แต่กลับถูกความจริงตีแสกหน้า ว่าการกระทำของตัวเองนั้นทำให้เด็กน้อยคนหนึ่งไม่มีโอกาสลืมตาดูโลก
แต่เธอกลับยิ้มเยาะออกมา แทนที่จะเป็นหน้าตาเสียใจ นั่นยิ่งทำให้ทุกคนโกรธเธอมาก ลู่หยางหลบออกไปโทรแจ้งทางการให้เข้ามาจับตัวคนร้าย
หงซือได้ยินย่าที่อยู่ ๆ ก็ร้องตะโกนให้เธอหนีไปก็งงงวย ทั้งที่ย่าและคนอื่น ๆ วิ่งออกไปข้างนอก สายตาของเธอชำเลืองไปนอกประตู เห็นเป็นเจ้าหน้าที่ของทางการหลายคนกำลังคุยกับปู่ย่าของตัวเองก็ขมวดคิ้ว
“ในเมื่อเธอมันเลวจนกู่ไม่กลับ งั้นก็ไม่รับกรรมในนรกเสียเถอะ คนเลว ๆ แบบเธออยู่ไปก็รกโลก แต่จะส่งไปยิงเป้าให้ตายง่าย ๆ ก็จะไม่สำนึก เพราะงั้นตอนเธออยู่ในคุก ฉันจะส่งผู้ชายเข้าไปเล่นกับเธอหลาย ๆ คนเป็นไง เอาให้หนำใจคนบ้าผู้ชายแบบเธอไปเลย”
คำพูดน่ารังเกียจที่ออกจากปากของคนที่เธอเคยยึดมั่นนั้นทำให้ลึก ๆ แล้วเธอรู้สึกดี ที่เธอไม่ต้องไปทนใช้ชีวิตกับคนแบบนี้จนตาย
“คิดว่าฉันรักนายมากจนทำเรื่องพวกนี้งั้นหรอ ไม่เลย นายก็แค่หนึ่งเหตุผลเล็ก ๆ ที่ทำให้พวกฉันเกลียดกันมากขึ้นก็เท่านั้นเอง คิดว่าตัวเองดีมากถึงขนาดที่ฉันต้องเสียดายงั้นหรอ ก็แค่ทหารต๊อกต๋อยที่ย่ำอยู่ตำแหน่งเดิมมานานถึงสี่ปี ทั้งที่ระยะเวลานานขนาดนี้ ควรจะเลื่อนขึ้นสักตำแหน่งสองตำแหน่งได้แล้ว แค่นี้ก็ชัดแล้ว ว่าชีวิตของนายจะย้ำอยู่กับที่ไปจนแก่ อ้อ อาจจะได้เลื่อนตำแหน่งก็ได้ นายลองตายตอนปฏิบัติหน้าที่สิ ฉันได้ยินมาว่ามีสวัสดิการแบบนั้นอยู่เหมือนกัน”
เธอรู้ดีว่าที่เขาพูดมานั้นเขาทำได้แน่ เรื่องน่ารังเกียจพวกนั้นเธอไม่ยอมรับมันหรอก อย่างไรเธอก็สู้ไม่ได้ ถ้าเกิดว่าเด็กคนนั้นตายจริง ก็หมายความว่าเธอผิดเต็ม ๆ แต่เธอจะไม่ยอมรับผิดง่าย ๆ แล้วใช้ชีวิตอย่างน่าสังเวชหรอก เธอโดดเด่นและเปล่งประกายมาตลอด เป็นผู้หญิงที่ผู้ชายหลายคนได้แค่เฝ้ามอง
มือเรียวค่อย ๆ ควักสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าออกมาช้า ๆ ทั้งที่คิดว่าคงไม่ได้ใช้แล้ว ตั้งใจจะทิ้งมันไประหว่างทาง แต่ไม่คิดว่าเธอจะต้องใช้มันจริง ๆ แต่แบบนี้ก็ดี ชีวิตที่ไม่เหลือใครมันช่างไร้ประโยชน์และไร้ค่าเหลือเกิน
สุดท้ายเหมาหงซือก็เลือกจบชีวิตตัวเองด้วยปืนที่หามาจากพวกนักเลงในเมือง ตอนแรกเธอตั้งใจว่าจะปลิดชีพตัวเองตั้งแต่ที่หนีออกไปหลาย ๆ วันแล้ว แต่อยู่ ๆ ก็คิดขึ้นได้ ว่าทำไมเธอต้องง้อคนพวกนี้ ไม่สู้เธอหนีไปมีชีวิตที่คนเหล่านี้ได้แต่เฝ้ามองล่ะ แบบนั้นจะมีความสุขมากแค่ไหน ไม่คิดว่าสุดท้ายแล้วจะได้ใช้มันจริง ๆ
แต่ว่าคนที่พึ่งยิงตัวเองตายไปกลับลืมตาตื่นขึ้นมาบนโต๊ะ ด้านหน้าเป็นเค้กไข่ปักเทียนสี่ห้าเล่ม มีย่าคอยเชียร์ให้เป่าเทียนเลย ๆ อยู่ข้าง ๆ เธอสับสนและงุนงงจนได้แต่เป่าตามที่ย่าบอก
เธอสับสนจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่จ้องย่าที่มองเธอด้วยสายตารักใคร่ เค้กก้อนนี้ช่างคุ้นเคย เหมือนกับตอนที่วันเกิดอายุสิบแปดของเธอ ตอนนั้นย่าไล่ทุกคนกลับเข้าไปในห้อง แล้วลากเธอเข้ามาในห้องของตัวเอง ก่อนจะหายออกไป แล้วกลับมาพร้อมกับเค้กไข่สีเหลืองทองราคาแพงจากในเมือง
“ย่า” เสียงที่เปล่งออกมาค่อนข้างแหบพร่า แต่มันกลับเล็กเหมือนตอนที่เธอยังอายุสิบเจ็ดสิบแปดไม่มีผิด
“ชู่ว ย่าแอบไปซื้อเค้กนี่มาให้หลานเชียวนะ อาหงของย่าต้องกินเยอะ ๆ ของแพง ๆ ดี ๆ แบบนี้ต้องไม่เบ่งให้ใคร มาเถอะ ย่าจะไปเอาช้อนมาให้ หลานอยู่นี่ก่อน รอเงียบ ๆ ล่ะ อย่าให้ใครรู้ว่าหลานมีของดี” นี่มันคำพูดที่ย่าพูดกับเธอตอนอายุสิบแปด ทุกปีย่าจะไปหาเค้กไข่หรือขนมดี ๆ ในเมืองมาให้เธออย่างลับ ๆ เสมอ…ย่าบอกว่าของดีต้องเก็บไว้กินคนเดียว ไม่ต้องให้ใครรู้จะดีกว่า
ไม่นานหญิงชราก็กลับมาพร้อมช้อนคันเล็ก สีหน้าติดรำคาญของยาทำให้หงซือยิ่งนิ่งอึ้ง ถ้าเป็นอย่างที่เธอคิดจริง ๆ ย่าจะบ่นแม่ของเธอที่เข้ามาถามเซ้าซี้ตอนออกไปเอาช้อนว่า…
“ไม่รู้จะถามอะไรนักหนา ฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉันแท้ ๆ แม่ของหลานนี่ก็ไม่รู้อะไร เซ้าซี้จะเข้าห้องมาให้ได้” เป๊ะเลย เธอย้อนกลับมาตอนอายุสิบแปดปีจริง ๆ
“ยะ ย่าอย่าไปคิดมากเลยค่ะ เราปิดประตูลงกลอนไว้แล้ว มาเถอะ หนูจะตัดเค้กให้ย่าเอง” หญิงชรายิ้มอ่อน หลานสาวของเธอดีเพียงนี้ ไม่รู้ทำไมลูกชายและลูกสะใภ้ถึงได้ทำตัวห่างเหินกับเด็กน่าสงสารคนนี้นัก