โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ยอดภรรยานักฆ่าปลูกผัก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 22 ม.ค. 2567 เวลา 05.21 น. • เผยแพร่ 22 ม.ค. 2567 เวลา 05.21 น. • ลูกท้อเปื้อนกาว
เมื่อนักฆ่าในศตวรรษที่ 21 อย่าง “จางมี่โยว” ต้องตายด้วยน้ำมือของเพื่อนสนิท เมื่อตายแล้วควรไปนรกจึงสมเหตุสมแต่ทำไมนางถึงจับพลัดจับผลูทะลุมิติไปเป็นสาวชาวบ้านที่มีเรื่องฉาวโฉ่กับนายใบ้ในหมู่บ้านได้กัน

ข้อมูลเบื้องต้น

คำโปรย

เมื่อนักฆ่าในศตวรรษที่ 21 อย่าง จางมี่โยว ต้องตายด้วยน้ำมือของเพื่อนสนิทในองค์กรที่ที่นางยอมทำงานอย่างถวายหัว เมื่อตายแล้วควรไปนรกจึงสมเหตุสมผลแต่ทำไมนางจึงจับพลัดจับผลูทะลุมิติไปเป็นสาวชาวบ้านที่มีชื่อแซ่เหมือนตนเองในโลกก่อน อีกทั้งร่างนี้ยังมีเรื่องฉาวโฉ่กับนายใบ้ในหมู่บ้านที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้าตาที่แท้จริงของเขาทำให้นางถูกไล่ออกจากบ้านและแต่งให้กับนายใบ้ที่ผู้คนต่างรังเกียจ

แต่งก็แต่งอย่างไรนางก็ไม่ถือสาเขาที่เป็นใบ้หรือใบหน้าอาจมีแผลทำให้ผู้คนคิดรังเกียจ ขอเพียงแค่เขาไม่หักหลังนางเหมือนในโลกก่อนที่นางเคยเจอก็พอ ในโลกก่อนนางเป็นนักฆ่าทุกบทบาทนางเคยเป็นมาแล้ว คนอย่างไรนางก็เคยเจอมาแล้ว เมื่อพิศมองร่างใหญ่สมส่วนของนายใบ้นางกลับคิดว่าสามีของนางคนนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่ชาวบ้านคนอื่นคิดอย่างแน่นอน

ค่าเงิน

1 ตำลึงทอง = 100 ตำลึงเงิน

1 ตำลึงเงิน = 1000 อีแปะ

หน่วยวัดต่างๆ

1 จิน = 500 กรัม = 16 เหลี่ยง

1 หมู่ = 666 ตารางเมตร

1 ลี้ = 500 เมตร

1 ผิง หรือ 1 จั้ง = 3.33 เมตร = 10 ฉื่อ

1 ฉื่อ = 10 ชุ่น = 10 นิ้ว = 22.7 - 23.1 เซนติเมตร

การนับช่วงยาม

1 วัน = 12 ชั่วยาม

1 ชั่วยาม หรือ 1 ก้านธูป = 8 เค่อ = 2 ชั่วโมง

1 เค่อ = 15 นาที

1 ลมหายใจ = 1 วินาที

ยามจื่อ คือ 23.00 – 24.59 น.

ยามโฉ่ว คือ 01.00 – 02.59 น.

ยามอิ๋น คือ 03.00 – 04.59 น.

ยามเหม่า คือ 05.00 – 06.59 น.

ยามเฉิน คือ 07.00 – 08.59 น.

ยามซื่อ คือ 09.00 – 10.59 น.

ยามอู่ คือ 11.00 – 12.59 น.

ยามเว่ย คือ 13.00 – 14.59 น.

ยามเซิน คือ 15.00 – 16.59 น.

ยามโหย่ว คือ 17.00 – 18.59 น.

ยามซวี คือ 19.00 – 20.59 น.

ยามไฮ่ คือ 21.00 – 22.59 น.


สวัสดีจ้าา เรามาพูดคุยทำความใจบางอย่างก่อนอ่านนิยายกันน

1. นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายจีนโบราณเรื่องแรกและยังเป็นนิยายเรื่องแรกของไรท์ เพราะฉะนั้นภาษาอาจจะไม่สวยงามมาก แต่สามารถน้อมรับคำแนะนำเพื่อปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นต่อๆไปได้

2. นิยายเรื่องนี้เป็นจิตนาการของไรท์ล้วนๆและไม่อิงประวัติศาสตร์ใดๆของจีน

3. การอัพนิยายอัพนิยายตามใจของไรท์เอง อาจจะวันละหนึ่งตอน ย้ำว่าอาจจะเท่านั้น และความยาวของตอนแต่ละตอนสั้นยาวอาจไม่เท่ากันแต่จะปรับให้คงที่นะ

4. แต่ละตอนที่ลงไรท์ยังไม่ตรวจคำผิดหรือตรวจบ้างแต่อาจจะตกหล่น สามารถคอมเมนท์บอกได้ หรือแนะนำ ติ ชม ให้กำลังใจได้น้า แต่ขอคอมเมนท์ไม่หยาบคายคอมเมนท์อย่างสุขภาพเพราะไรท์ใจบอบบางยิ่งนักเจ้าค่ะ

บทนำ

บทนำ

ปัง! ปัง! ปัง! … เมื่อเสียงกระสุนปืนดังก้องภายในบ้านสิ้นสุด มีร่างหนึ่งซวนเซล้มลงกับพื้นและกระอักเลือดออกมาหนึ่งคำ เธอคือ จางมี่โยว นักฆ่าที่ถอนตัวออกจากวงการ มี่โยวกวาดสายตามองมือปืนที่ยิงตนเอง เซียวเฉิง เขาคือคนที่เธอไว้วางใจ เพราะเซียวเฉิงขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทและคู่หูของเธอ แต่ตอนนี้ความเชื่อใจนั้นทำให้เธอกำลังจะตาย!

“อะ … อาเฉิง อึก!” มี่โยวพยายามกัดฟันพูดออกมาแต่แล้วกลับกระอักเลือดออกมาอีกระลอก

ดวงตาเรียวมองเลือดสีแดงสดที่เกิดจากความเผลอไผลเพราะไว้ใจ อย่างทุกข์ทรมาน ความเจ็บจากการถูกหักหลังกำลังกัดกินชีวิตของเธอให้หมอดดับ!

“ฉันขอโทษอาโยว เธอเป็นนักฆ่าฝีมือดีอันดับหนึ่งขององค์กรแต่เธอกลับลาออก ถึงแม้ว่าเธอจะเคยสาบานว่าจะไม่แพร่งพรายข้อมูลขององค์กร แต่ยังไม่พอให้องค์กรวางใจ เพราะเธอรู้ข้อมูลมากเกินไป!” เซียวเฉิงพูดพร้อมลดปืนลง สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างไม่มองมี่โยวที่ล้มจมกองเลือดอยู่ตรงหน้า

ไม่ว่ายังไงอาโยวก็เป็นคู่หูของเขา แต่เขากลับไม่มีทางเลือก! ไม่อย่างนั้นคนที่ตายก็คือเขาและครอบครัวของเขาเอง อาโยวมีฝีมือคนที่จะฆ่าเธอได้นั้นนับนิ้วได้ หากประลองฝีมือเขาก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้อาโยว มีเพียงต้องใช้จุดอ่อนที่แม้ว่าจะเก่งกาจแค่ไหนก็ต้องพ่ายแพ้ นั่นคือความไว้เนื้อเชื่อใจจากคนใกล้ตัว ดังนั้นงานนี้เขาจึงเป็นตัวเลือกที่ดี…

“หึ!” มี่โยวเค้นเสียงอย่างสมเพชในตัวเองออกมาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเปลือกตาจะค่อยๆปิดลงพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายในโลกใบนี้

แม้เธอจะเคยคิดเอาไว้ว่าจะต้องมีวันนี้ เธอทำงานเสี่ยงอันตราย ไม่มีอะไรรับประกันชีวิตของเธอนอกจากตัวเธอเอง แต่ที่คิดไม่ถึงคือจะเป็นคนที่เธอไว้ใจที่สุด ทั้งที่ทำงานให้องค์กรมานานเธอยังคงประมาทให้กับ ความไว้ใจ ดังนั้นเสี้ยวลมหายใจสุดท้ายของเธอมีเพียงแค่ความเสียดายช่วงเวลาที่ผ่านมาและความสมเพชในความโง่ของคนที่ขึ้นชื่อว่าอันดับหนึ่งเท่านั้น

“ขอโทษ… ขอโทษนะอาโยว แต่มีเพียงคนตายเท่านั้นที่ไม่สามารถพูดได้” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นแผ่วเบา เปลือกตาที่ปิดสนิทมีเพียงหยาดน้ำตาเล็กๆ ที่ไม่นานก็เหือดหายไปกับสายลม

ร่างสูงของเซียวเฉิงเดินจากไปทิ้งไว้เพียงร่างของอาโยวที่เป็นอดีตคู่หูตนเอง

มี่โยวเป็นเด็กกำพร้าถูกทิ้งไว้ข้างถนนทั้งที่พึ่งอายุได้ไม่กี่เดือนเท่านั้น คุณยายคนหนึ่งที่ตัวคนเดียวไม่มีลูกหลานบ้านอยู่บนเขาปลูกพืชเลี้ยงชีพลำพังได้พบเข้าจึงรับมี่โยวไปเลี้ยง นอกจากคุณยายแล้ว ที่บ้านก็มีเพียงแมวตัวผู้สีดำที่ตัวโตกว่าแมวทั่วไปถึงสามเท่าชื่อว่า อาซวี ตั้งแต่นั้นมาเธอก็ถูกเลี้ยงโดยคุณยายและมีอาซวีเป็นเพื่อนเล่นมาตลอด

เมื่อมี่โยวอายุ 6 ปี คุณยายกลับถูกโจรภูเขาฆ่าตายระหว่างที่ไปเก็บสมุนไพรป่ากับอาซวี ทำให้ทั้งสองที่เปรียบเสมือนครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของเธอต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับมา มี่โยวเสียใจอย่างมากแต่กลับทำอะไรไม่ได้ ภายหลังเมื่อไม่มีคนส่งเสียเลี้ยงดูทำให้เธอไม่สามารถไปเรียนได้อีก ต้องทำสวนกินผักอย่างที่คุณยายเคยทำ แต่แล้ววันหนึ่งมีคนจากองค์กรมืดยื่นข้อเสนอให้เธอไปฝึกเป็นนักฆ่าและบอกว่าเธอจะสามารถแก้แค้นให้คุณยายได้ มี่โยวจึงไม่ลังเลตอบตกลงทันที

นักฆ่าที่เริ่มฝึกตั้งแต่อายุยังน้อยเมื่อเติบโตจนใช้งานได้จึงแข็งแกร่งอย่างมาก อีกทั้งนักฆ่าที่ไม่มีพันธะย่อมไม่อ่อนไหวโดยง่าย นับว่ามี่โยวเป็นตัวเลือกชั้นยอด!

เด็กสาวที่อายุเพียง 6 ปี ต้องอดทนเรียนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ สิ่งที่นักฆ่าต้องฝึกนั้นมีมากมาย และยังต้องฝึกอย่างหนักหน่วงไม่ว่าจะเป็นการใช้อาวุธต่างๆ มีด ปืน ธนู เชือก อีกหลายอย่างที่สามารถเป็นอาวุธในการฆ่าได้ นอกจากนั้นยังต้องฝึกการแฝงตัว ปลอมตัว ติดตาม การแสดง การเอาตัวรอด ทุกอย่างที่สามารถทำให้นักฆ่าสวมหน้ากากแสดงบทบาทอื่นได้และใช้ชีวิตปกติได้โดยไม่มีใครรู้สถานะที่แท้จริง!

กฎขององค์กรนั้นมีเพียงสามข้อที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ หนึ่งไม่แพร่งพรายข้อมูลขององค์กร สองเมื่อได้รับภารกิจต้องทำให้สำเร็จหากไม่สำเร็จหรือถูกจับได้ต้องตายเท่านั้น สามไม่เปิดเผยตัวและไม่ทิ้งร่องรอยให้สืบได้ถึงตัว!

หลังจากผ่านการฝึกอย่างหนักหน่วงถึง 11 ปี มี่โยวจึงสามารถฆ่าล้างบางโจรภูเขาแถบนั้นจนสิ้น ล้างแค้นแทนคุณยายและอาซวีได้ หลังจากชำระความแค้นเธอก็ทำงานเป็นนักฆ่ามือดีให้องค์กรตลอดมาเพราะทำงานก็ยังได้เงิน มีที่พักและเธอก็ฝึกเพื่อเป็นนักฆ่ามาโดยตลอด อีกทั้งเธอไม่มีครอบครัวให้ห่วงหาอีกต่อไป…

เธอเป็นนักฆ่ามือดีมา 30 ปี รู้จักองค์กรทุกซอกทุกมุม แต่กลับลาจากองค์กรเพราะไม่อยากทำงานฆ่าคนอีกต่อไป แรกเริ่มเธอเพียงแค่อยากแก้แค้นเท่านั้น พอแก้แค้นเสร็จเธอคิดว่าได้ทำงานตอบแทนให้องค์กรมากพอแล้วเพราะบางงานเธอแทบจะไม่รับเงิน

เธออยากกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเก่าของคุณยายที่ภูเขา ก่อนลาออกเธอได้บอกลาอาเฉิงและบอกแผนการหลังจากลาออกแก่เขา ซึ่งในตอนนั้นองค์กรก็ไม่ได้ขัดขวางการลาออกแต่อย่างใด อีกทั้งหัวหน้ายังบอกว่าเชื่อใจเธอเพราะเธอเป็นคนไม่มีพันธะและทำงานให้องค์กรมานาน แต่แล้วสัจจะในหมู่โจรย่อมเชื่อถือไม่ได้ ทุกสิ่งที่พูดเป็นเพียงคำโกหก! หลังจากเธอออกมาได้เพียงสามเดือน เธอก็ถูกองค์กรสั่งฆ่าและคนที่ฆ่าก็เป็นคนสนิทของเธอเอง!

….

โลกหลังความตายเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ มี่โยวไม่เคยหวาดกลัวความตายและเคยจินตนาการถึงโลกแห่งความตายมาแล้ว เธอเคยคิดว่าหากตนเองตายคงไปเยือนนรกอย่างไม่ต้องสงสัย คงเจอคนในองค์ทุกคนแน่ๆ และคงได้ร่วมกันฝ่าทะเลเดือดในนรกพร้อมกัน แต่เธอกลับไม่เคยคาดคิดเลยว่าโลกหลังความตายของเธอจะเป็นเหมือนนิยายแฟนตาซี ย้อนยุค ย้อนอดีตที่มีเกลื่อนในปัจจุบัน!

Talk

ไรท์กลับมาแล้ววว ก่อนอื่นต้องขอโทษนักอ่านที่เคารพทุกคนที่ติดตามมาโดยตลอด ขอโทษจากใจจริง เนื่องจากปัญหาหลายๆ อย่างทำให้ไรท์ไม่สามารถกลับมาอัพนิยายเรื่องนี้เป็นเวลาหลายปี และครั้งนี้ไรท์กลับมาแล้ว และได้แต่งเรื่องราว อาซวีของมี่โยว จบลงอย่างสวยงาม มั้ง?

เรื่องชี้แจงจากไรท์… นางเอกของเราเปลี่ยนชื่อน้าา จากมี่โย่ว เป็น มี่โยว อันเนื่องมาจากชื่อก่อนหน้ามีคอมเมนท์มาว่า ชื่อนางเอกออกเสียงเหมือน โย่วๆๆ วอทซับ 555

จบการชี้แจงจากไรท์

จางมี่โยว

ตอนที่ 1

“ท่านแม่ ท่านจะให้นังแพศยา จางมี่โยว อยู่ที่บ้านของเราต่ออย่างนั้นหรือเจ้าคะ!” ร่างผอมบางกระฟัดกระเฟียดชี้นิ้วไปยังร่างหนึ่งบนเตียงไม้ผุพัง พร้อมแผดเสียงแหลมเล็กขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด

“ไม่อย่างแน่นอน นางทำให้บ้านของเราขายหน้าเช่นนี้! เพียงแต่ต้องให้นางออกไปอย่างถูกต้องและมีเหตุผลมิเช่นนั้นชาวบ้านจะว่าบ้านเราแล้งน้ำใจ ไล่นังเด็กกำพร้านี้ออกไปโดยไม่สนใจ…” อีกเสียงที่ดูมีอายุกว่าเอ่ยขึ้นตอบรับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“แล้วเราจะทำอย่างไรกันดีเจ้าคะท่านแม่” เสียงเล็กยังคงเอ่ยออกมาอย่างมิใคร่พอใจ โดยไม่ได้สังเกตร่างไร้สติบนเตียงที่บัดนี้มีเหงื่อผุดขึ้นทั่วใบหน้า หัวคิ้วเรียวดุจคันศรขมวดเข้าหากันแน่น!

อึก! ความเจ็บกระจายทั่วร่างกายทำให้ เธอ ต้องขมวดคิ้ว พร้อมกับเสียงที่ไม่ต้องลืมตาหนักขึ้นดู ยังรู้ได้ว่าเจ้าของเสียงสองเสียงกำลังไม่สบอารมณ์

'เสียงใคร? เธอตายไปแล้วไม่ใช่หรือไง หรือนรกจะมีวิญญาณมากเกินไปถึงเสียงดังโหวกเหวกเสียงดังเหมือนตลาดแตกหน้าบ้านเธอขนาดนี้… ว่าแต่ทำไมผีในนรกถึงพูดจาแปลกๆ แล้วนั่นเรียกชื่อเธออย่างนั้นหรอ? แล้วเธอไปเป็นนางแพศยาอะไรนั้นตอนไหนกัน'

ความคิดที่ตีกันอยู่ในหัวกับดวงตาหนักอึ้งที่พยายามเปิดขึ้น…

แปร๊บ! อยู่ๆ ก็มีภาพฉายมากมายเข้ามาหัวของเธออย่างต่อเนื่อง ภาพนั้นราวกับว่าเธอประสบมันด้วยตัวเองอย่างไรอย่างนั้น!

พรึ่บ!

ดวงตากลมโตพลันเบิกโพลงและเด้งตัวขึ้นอย่างตื่นตัว ทันทีที่ขยับตัวความรู้สึกแรกคือปวดหัวแทบจะระเบิด ร่างกายปวดระบมไปหมด ปฏิกิริยาแรกของคนที่พึ่งฟื้นคือขยับมือจับบริเวณที่ถูกยิงทันทีแต่ไม่มีความเจ็บทรมานอย่างที่คนถูกยิงควรได้รับ เมื่อก้มมองที่มือกลับพบว่าไม่มีเลือดหรือรูกระสุนบนร่างกาย! มีเพียงความปวดระบมทั่วร่างเท่านั้น

แต่ยังไม่ทันสำรวจอะไรเพิ่มก็มีเสียงเล็กคล้ายกับที่เธอได้ยินก่อนหน้านี้ “ตื่นแล้วหรือไงนังแพศยา ฮึ! ไร้ยางอายนักหายไปกับบุรุษทั้งคืน!”

มี่โยวเหลือบตามองตามต้นเสียงก็พบกับหญิงสาวที่อยู่ในภาพฉายความทรงจำในหัวเมื่อครู่ สองแม่ลูก… จูหลิว ผู้เป็นแม่และ จางลี่อิง หญิงสาวที่มักส่งเสียงโวยวายและทำท่าทีรังเกียจเสมอเมื่อพบกับ จางมี่โยว

ทำไมหล่อนถึงพูดจาแปลกๆ กับเธอกัน แต่ช่างเรื่องนั้นเถอะ ตอนนี้ต้องดูสถานการณ์ไปก่อน… เพราะเธอคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้แปลกไปจริงๆ ทั้งที่เธอควรตายไปแล้วแต่ ณ ตอนนี้ สถานที่นี้ กลับไม่ใช่นรกอย่างที่คิด แต่กลับเป็นภายในห้องคับแคบห้องหนึ่ง ในห้องมีแค่เตียงไม้เก่าๆ ที่เธอนั่งอยู่ ตู้และโต๊ะเล็กๆ อย่างละหนึ่ง มีเพียงเท่านี้จริงๆ

สิ่งแรกที่คิดได้ในตอนนี้คือ นี่มันจนเกินไปไหม?

“ข้าพูดกับเจ้าอยู่นะ! ท่านแม่ดูนางสิเจ้าคะ” เมื่อเห็นว่ามี่โยวไม่สนใจตนเอง ทั้งยังเอาแต่มองไปรอบๆ ราวกับสำรวจห้องนอนของตนเอง ลี่อิงจึงโวยวายขึ้นมา

“มี่โยว เจ้าตื่นแล้วทำไมไม่ลุกขึ้น นั่งมองอันใดของเจ้ากัน”

“…?” ร่างบางได้ยินชื่อตนเองจึงละสายตาจากสิ่งรอบตัว และหันมองสตรีผู้เอ่ยชื่อตนด้วยสายตางุนงงเป็นคำถาม

“เฮอะ มิต้องตีหน้าโง่งม! อย่างไรเสียเจ้าก็หนีไม่พ้นเรื่องไร้ยางอายที่เจ้าทำลงไปได้ ข้าจะบอกเจ้าตรงนี้ว่านับตั้งแต่นี้ เจ้าจะต้องออกไปจากบ้านหลังนี้และแต่งให้กับ หย่าปา ชายผู้ที่เจ้าได้เสียกับเขาไปแล้ว! อย่างไรเสียบ้านข้าก็มิอาจรับเรื่องฉาวโฉ่ของเจ้าได้ รีบเก็บของพรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปหาหย่าปา!” เอ่ยจบร่างของจูหลิวก็เดินนวยนาดออกไปทันที

“ฮึ! หายไปกับบุรุษเช่นหย่าปาน่ารังเกียจจริงๆ ดูซิว่าถ้าพี่ฮุ่ยเจินได้ยินเข้ายังจะมาสู่ขอเจ้าอีกหรือไม่!” เมื่อเอ่ยถากถางจบก็สะบัดร่างเล็กเดินตามมารดาของตนเองออกไป

เมื่อทั้งสองเดินออกไปห้องทั้งห้องจึงตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงแสงวูบไหวจากตะเกียงอันเล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะไม้เล็กนั่น มี่โยวมองไปรอบห้องอีกครั้งพลางครุ่นคิด…

“นี่มันเรื่องบ้าอะไร… เอ๊ะ!” ทำไมเสียงเธอถึงเปลี่ยนไป หรือเธอหูฟาดไปเอง

“แค่กๆ… เอาล่ะ!!!” นี่มันอะไรกันเกิดอะไรขึ้นกับเสียงของเธอกัน?

ใบหน้าเนียนปรากฏร่องรอยของคำถาม หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่นอีกครั้ง! มี่โยวยกมือขึ้นคิดจะนวดขมับเพื่อคลายความตึงเครียด แต่เมื่อเห็นมือของตนในยามนี้ ทำให้เธอต้องชะงักและไล่สายตามองดูมือเรียวขาวซีดอย่างตกใจ!

“นี่!” นี่ไม่ใช่มือของเธอ!

มี่โยวนั้นมีผิวสีน้ำผึ้งเพราะผ่านการฝึกโหดกับองค์กร ท่ามกลางแสงแดด ตากฝน ตากลม ไม่มีทางผิวขาวเช่นนี้แน่!

เมื่อคิดได้เช่นนั้นมี่โยวจึงลุกขึ้นยืนแม้จะซวนเซเล็กน้อยแต่ก็ไม่ทำให้ล้มลงพื้นแต่อย่างใด หลังจากยืนได้อย่างมั่นคงแล้วนั้น นัยน์ตากลมจึงประเมินความสูงของตนเองกับประตู…

“…!” เธอตัวเล็กลง? เพราะเธอจำได้ดีว่าตนเองสูงราวๆ 170 เซนติเมตร เมื่อเทียบกับประตูที่สูงราวๆ 2 เมตรนั่น ร่างกายนี้มองอย่างอย่างไรก็สูงไม่เกิน 165 เซนติเมตร!

เมื่อประเมินความสูงของตนเองแล้ว มี่โยวก็ขมวดคิ้วแน่นขึ้นไปอีก ยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าตนเองลูบไล้กรอบหน้า คิ้ว ตา จมูก ปาก…

นี่ไม่ใช่ร่างของเธออย่างแน่นอน! “หรือว่า…”

มี่โยวคิดว่าตนเองอาจจะทะลุมิติเหมือนกับนิยายแฟนตาซี ย้อนยุค ในปัจจุบันที่มีเกลื่อนตลาดนั่น ถึงแม้เธอจะไม่เคยอ่านนิยายเหล่านั้นแต่เธอก็ได้รับรู้เพียงผ่านๆ มาบ้าง

ร่างบางนั่งลงบนเตียงนึกถึงภาพความทรงจำในหัวที่เข้ามาตอนเธอได้สติ…

เจ้าของร่างเดิมมีชื่อเหมือนเธอ จางมี่โยว พ่อของร่างนี้เป็นคนสกุลจางสายรอง ตอนที่ร่างนี้อายุได้ 6 ปี พ่อแม่ได้ตายจากไปเพราะถูกจับไปเป็นเชลยและถูกฆ่าตายช่วงสงครามระหว่างแคว้น นางจึงถูกเพื่อนสนิทของบิดาช่วยออกมาและพาส่งไปให้สกุลจางสายหลักเลี้ยงดู บ้านสกุลจางนี้ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนักเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาหาของป่า ปลูกพืชค้าขายเลี้ยงชีพ คนในบ้านจึงไม่ต้อนรับและมองนางว่าเป็นภาระเสียมากกว่า แต่หากพวกเขาจะไม่รับเลี้ยงคงถูกนินทาเป็นแน่ ดังนั้นภายในบ้านสกุลจางแห่งนี้นางจึงถูกเลี้ยงดูราวกับคนรับใช้เท่านั้น!

ปีนี้นางจะมีอายุครบสิบเจ็ดปี ใบหน้าเริ่มมีเคล้าความงดงามและเมื่อไม่นานมานี้มีลูกพ่อค้าสกุลหลี่ชื่อว่า หลี่ฮุ่นเจิน เอ่ยว่าจะมาสู่ขอนางไปแต่งเป็นภรรยา แต่ใครจะคาดคิดว่าก่อนที่จะได้ดีออกจากบ้านหลังนี้ นางจะพลัดตกน้ำระหว่างที่เข้าป่าไปเก็บของป่าเพื่อนำไปขาย จากนั้นตอนที่ร่างนี้ฟื้นขึ้นมา ก็พบกับบุรุษผู้หนึ่งที่ใช้ผ้าปิดหน้าเห็นเพียงดวงตาเท่านั้นนั่งห่างออกไปไม่ไกลนัก เขาคงเป็นผู้ที่ช่วยนางเอาไว้เพราะบนร่างบางมีเสื้อสีดำคลุมอยู่ แต่เจ้าของร่างเดิมกลับหวาดกลัวเขาเพราะเขาคือ หย่าปา ชายผู้เป็นใบ้ที่มีบ้านอยู่ในป่าท้ายหมู่บ้าน

หลังจากนั้นก็มีชาวบ้านเข้ามาเก็บของป่าพบเห็นนางกึ่งนั่งกึ่งนอน อีกทั้งบนร่างกายยังมีเสื้อของหย่าปาอยู่จึงเอ่ยนินทาว่าทั้งสองลักลอบมีความสัมพันธ์กันในป่า หรือบางคนก็บอกว่านางถูกหย่าปาฉุดคร่ามาทำมิดีมิร้าย…

เจ้าของร่างบางได้ยินจึงเป็นลมล้มพับไปเพราะรับไม่ได้ เป็นเพราะอีกไม่นานนางจะได้แต่งให้กับลูกชายพ่อค้าแต่กลับมีเรื่องเสื่อมเสียเช่นนี้ ในใจจึงรับไม่ได้และตรอมใจ พร้อมกับโดนน้ำเย็นนานเกินไปร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วจึงสิ้นใจจากไป แล้วเธอมี่โยวคนใหม่ก็เข้าร่างมา!

ไม่มีใครรู้ว่าหย่าปาเป็นใครมาจากไหน ชื่อแซ่อะไร นับตั้งแต่ที่เขาเข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านก็ไม่เคยเอ่ยพูดกับผู้ใดและไม่เคยเผยใบหน้าให้ผู้ใดเห็น คนในหมู่บ้านจึงคิดกับว่าเขาเป็นใบ้และใบหน้าอาจอัปลักษณ์ไม่กล้าเปิดให้ผู้ใดดู ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงเรียกเขาว่าหย่าปา

อีกทั้งตั้งแต่เขามายังหมู่บ้านแห่งนี้เมื่อสามปีก่อนก็อาศัยที่ท้ายหมู่บ้านมาโดยตลอด แรกเริ่มชาวบ้านต่างพากันตักเตือนหย่าปาว่าที่นั่นอันตราย แต่ชายผู้นั้นก็ไม่ได้สนใจนัก ชาวบ้านจึงคิดว่าอีกไม่นานเขาคงถูกสัตว์ป่าทำร้ายตายเป็นแน่ แต่ใครจะคาดคิดว่าเขาไม่ตายทั้งยังอยู่ดีตลอดมา!

ชาวบ้านจึงคิดว่าเขาอาจเป็นพรานป่าคงล่าสัตว์หาเงินได้มาก ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับคนผู้นั้น และบ้านไหนที่มีบุตรีก็ต้องการส่งลูกที่ถึงวัยแต่งงานได้แต่งให้กับหย่าปา จึงยกความกล้าเดินไปท้ายหมู่บ้านเพื่อหาหย่าปาแต่ใครจะคาดคิดว่าบุรุษที่จะตนยกบุตรีให้นั่งอยู่หน้าบ้านดินหลังเล็กหลังหนึ่ง ทำให้หญิงสาวที่เห็นร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญว่ามิอยากอยู่บ้านหลังนี้ เพราะดูอย่างไรก็มิใช่บ้านที่คนจะอยู่ได้ ดูอย่างไรชายผู้นี้ก็จนยิ่งกว่าบ้านของตนเองเสียอีก!

หลังจากนั้นไม่นานจึงเกิดเรื่องเล่าลือถึงหย่าปาต่างๆ นานา เหตุนี้คนในหมู่บ้านรวมถึงเจ้าของร่างนี้จึงคิดรังเกียจและกลัวเขา…

มี่โยวคิดว่าเจ้าของร่างเดิมคงเป็นพวกหัวอ่อนยอมให้ผู้อื่นรังแกจึงมีสภาพแบบนี้ ต่างจากเธอเหลือเกิน… เธอไม่ใช่คนหัวอ่อนทั้งยังไม่ได้อ่อนแอออกจะเยือกเย็นด้วยซ้ำไป อาจจะมีติดดื้อรั้นบ้างแต่ไม่ก็แสดงอารมณ์มากนักเพราะไม่อยากให้ใครจับความรู้สึกของเธอได้ นักฆ่าอย่างเธอหากถูกจับจุดอ่อนหรือเปิดเผยความรู้สึกมากเกินไปไม่ใช่เรื่องดีต่อตัวเอง แต่เจ้าของร่างนี้คงไม่เช่นนั้นแน่

“หืม… ทำยังไงล่ะทีนี้” หลังจากฟื้นความทรงจำของร่างเดิมเสร็จแล้ว มี่โยวก็คิดวางแผนในสถานการณ์นี้ต่อไป ในระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่นั้น คำพูดจากสองแม่ลูกสกุลจางเมื่อครู่ก็ลอยเข้ามาในหัว

“….รีบเก็บของพรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปหาหย่าปา!”

จากในความทรงจำไม่ค่อยมีเรื่องราวของชายผู้นี้มากนักแต่ก็ขอให้เป็นว่าที่สามี? ที่ดีก็พอ เพราะชาติก่อนอย่าว่าแต่สามีเลยแม้แต่คนคบเป็นแฟนเธอก็ไม่มี ด้วยงานของเธอไม่สามารถปลีกตัวคิดเรื่องพวกนั้นได้เลยจริงๆ ทำให้สาววัย 36 อย่างเธอโสดจนตายแบบนี้!

“ฮึ! ดีจริงตายแล้วมีสามีเลย…” เสียงเล็กที่เปล่งออกมาเอ่ยพึมพำอย่างขบขันกับตนเอง

มี่โยวไม่สนว่านายใบ้จะขี้ริ้วขี้เหร่ จะจน จะรักหรือไม่รักเธอ แต่แค่มีที่พักให้เธอก็พอเพราะตอนนี้เธอคงไม่มีแม้แต่เงินสักแดงเดียว คาดว่าก่อนไปก็อาจจะไม่ได้อะไรจากบ้านหลังนี้ด้วย ฉะนั้นในโลกที่ไม่คุ้นเคยและด้วยร่างกายอ่อนแอนี้เธอต้องพึ่งบ้านของหย่าปา เธอไม่คาดหวังว่าจะเป็นบ้านหลังใหญ่ขอแค่อยู่ได้ก็พอ! หากเขาดีต่อเธอ เธอจะเลี้ยงสามีคนนี้ให้ดีเอง!

แต่ก่อนอื่น! นางคิดว่าควรฝึกพูดภาษาที่ติดโบราณนั่นเอาไว้! ระหว่างนั้นก็จะเก็บของไปด้วยเพื่อมิให้เสียเวลา เสื้อผ้าของนางนั้นมีเพียงแค่สามชุดเท่านั้นรวมที่ใส่อยู่ อีกทั้งยังเป็นเพียงผ้าฝ้ายชั้นเลว นอกจากเสื้อผ้าแล้วก็ไม่มีอะไรให้เก็บอีก เครื่องประดับหรือก็ไม่มี!

มี่โยวมองไปรอบๆ ก็เห็นมีดสั้นเล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าก็หยิบมา นางพอใจเล็กน้อย ถึงแม้จะเป็นเพียงมีหั่นผัก อย่างไรเสียการมีอาวุธย่อมดีกว่าไม่มี! อย่างน้อยก็เป็นเครื่องมือที่นางถนัดที่สุดจากอาวุธทั้งหมดที่นางเคยใช้

เมื่อควงมีดดูแล้ว นางก็พบว่าน้ำหนักไม่มากเหมาะสมกับร่างนี้ดีทีเดียว! แต่ต่อไปคงต้องบำรุงร่างนี้ให้ดีกว่านี้เพราะร่างนี้เมื่อเทียบกับร่างก่อนต่างกันลิบลับ หากนางร่างก่อนจะฆ่าร่างนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงสักนิดคาดว่าเพียงสะกิดมีดผ่าน ลำคอเล็กคงหลุดออกจากร่างเป็นแน่!

หลังจากเก็บของเสร็จแล้วก็ล้มตัวลงนอนอีกครั้งและใต้หมอนใบเล็กเก็บซ่อนมีดสั้นเอาไว้ เป็นนิสัยระแวดระวังจากชาติก่อนที่จะต้องมีอาวุธวางไว้รอบตัวอย่างน้อยสองสามชิ้นจึงจะนอนหลับ อีกทั้งยังต้องมีความตื่นตัวตลอดเวลา แต่ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอเหลือเกินเพียงหลับตาลงหญิงสาวก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปในทันที…

Talk

ลี่อิง : นังแพศยา!!

มี่โยว : อยากตายรึ! // มองด้วยสายตาอำมหิต

ลี่อิง : เจ้า…!! // มองมีดในมือมี่โยวอย่างลังเล

หย่าปา

ตอนที่ 2

ปลายยามอิ๋นมี่โยวลืมตาขึ้นมาสิ่งแรกที่ทำคือจับมีดที่อยู่ใต้หมอน เมื่อกวาดตามองรอบตัวแล้วจึงถอนหายใจเล็กน้อย ประมาทไปจริงๆ นางไม่คิดว่าร่างกายนี้จะอ่อนแอทำให้หลับลึกถึงเพียงนี้

“เฮ้อ… ต้องฝึกร่างกายนี้ให้ตื่นตัวมากกว่านี้สินะ” ร่างบางพึมพำกับตนเอง จากนั้นจึงเดินออกจากห้องมองท้องฟ้าเพื่อดูเวลา

เมื่อดูเวลาเสร็จแล้วมี่โยวยืดร่างกายพลางเดินไปล้างหน้าที่โอ่งใส่น้ำตามความทรงจำของร่างเดิมทันที ด้วยเพราะแสงจันทร์ทำให้นางเห็นใบหน้าที่สะท้อนผืนน้ำ ใบหน้าเรียวเล็ก ดวงตากลมโต จมูกเชิดรั้นรับกับริมฝีปากได้รูป เพียงแต่ร่างกายนี้ผอมไปสักหน่อย หากอวบอ้วนหรือมีกล้ามเนื้อ? ขึ้นมาอีกนิดถือว่าเป็นหญิงสาวที่งดงามผู้หนึ่ง ปีนี้ร่างนี้จะอายุสิบเจ็ดปีสมควรมีร่างกายที่แข็งแรงกว่านี้ ดังนั้นจากนี้นางคงจะเริ่มวางแผนการฝึกอีกครั้ง

คิดได้เช่นนั้นมี่โยวจึงล้างหน้าต่ออีกเล็กน้อย ข้างกันมีกิ่งไม้เล็กวางอยู่ เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก็พบว่านี่เป็นกิ่งไม้หอมเอาไว้ใช้ขัดฟันกระมัง นางคิดว่าคงจะต้องทนแค่ล้างปากด้วยน้ำเท่านั้น ไม่คิดว่าจะมีสิ่งที่ใช้ขัดฟันอยู่ ถึงแม้จะเป็นแค่เพียงกิ่งไม้ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย…

หลังจากตรวจดูข้าวของเสร็จแล้ว มี่โยวจึงเริ่มออกกำลังกายอย่างง่ายเป็นการเริ่มต้นเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยถึงปลายยามเหม่า ด้านหน้าบ้านก็ได้มีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ ซึ่งฟังจากฝีเท้าคงเป็นสองแม่ลูกเมื่อวานนี้กับอีกคนที่น่าจะเป็นบุรุษ ไม่นานทั้งสามจึงปรากฏต่อหน้านางทันที

“ตื่นแล้วหรือ ของก็เก็บแล้วรึ ฮึ! คงอยากไปหาบุรุษใจแทบขาดสินะ” จูหลิวเดินเข้ามาเห็นนางนั่งอยู่พร้อมห่อผ้าจึงเอ่ยถากถางทันที แต่นางไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ คนจะพูดคงห้ามไม่ได้ อีกทั้ง…

“เสร็จแล้วก็ดี จะได้รีบไป… ข้ามิได้มีเวลาสำหรับเจ้าทั้งวันหรอกนะ” บุรุษผู้นี้คือ จางปิน สามีของจูหลิว ทั้งยังเป็นพี่ชายของท่านพ่อของร่างที่นางอยู่ตอนนี้

“…” นางคร้านจะทำสงครามน้ำลายจึงมิได้ตอบอันใด จึงยืนขึ้นพร้อมกับห่อผ้าเพื่อยืนยันว่านางพร้อมออกเดินทางแล้ว

ระหว่างที่เดินไปท้ายหมู่บ้าน ก็ได้เจอกับชาวบ้านที่เริ่มออกไปหาของป่าหรือเข้าเมืองมากมาย บ้างมองนางอย่างสงสารบ้างก็มองอย่างดูแคลน ข่าวฉาวของเด็กกำพร้าบ้านสกุลจางคงกระจายไปทั่วแล้วกระมัง

พื้นที่ในหมู่บ้านโดยรอบเป็นเนินเขาไม่สูงมากนักสลับกับพื้นที่ราบ หากนับจากการกวาดสายตามอง หมู่บ้านนี้มีบ้านเรือนราวสิบถึงสิบห้าหลังเท่านั้น ไม่แปลกหากทุกคนจะรับรู้ไปทั่ว ซึ่งบ้านแต่ละหลังมีทั้งอยู่ห่างกันและใกล้กันเพราะบางบ้านจะมีพื้นที่เพาะปลูก บ้านของชาวบ้านนี้ทำจากไม้หรือดินเป็นส่วนมากและพืชที่ชาวบ้านมักปลูกคือมันเทศและข้าวโพด เพราะชาวบ้านไม่ค่อยมีความรู้ด้านการเพาะปลูกพืชเลี้ยงชีพมากนักและพืชผักอื่น ๆ สามารถหาได้ในป่าหรือเข้าไปตลาดภายในเมืองหากเดินทางโดยรถม้าใช้เวลาราวสองเค่อแต่ถ้าเดินต้องใช้เวลาครึ่งชั่วยาม

เมื่อเดินเข้าเขตป่าท้ายหมู่บ้านทั้งสามคนจึงหยุดที่ทางเข้า หลังจากนั้นไม่นานนักมีชาวบ้านนับแล้วราวสิบคนเดินตรงมา

“ขอบคุณทุกท่านที่มาเป็นพยานในการแต่งงานของหลานสาวของข้า” จางปินเอ่ยกับชาวบ้านเหล่านั้น

เฮอะ! คงอยากให้มีผู้คนเป็นสักขีพยานเรื่องที่นางจะออกจากบ้านกระมัง หากนางคาดไม่ผิดหลังจากประกาศเรื่องงานแต่งแล้วคงประกาศแยกนางออกจากบ้านไม่ข้องเกี่ยวกันอีก ในยุคนี้หญิงสาวที่แต่งออกไปก็เหมือนน้ำที่สาดออกไปแล้วนั้นแล

“อย่าได้เกรงใจๆ คนกันเอง”

“ใช่ๆ”

“ไปกันเถิด”

พูดคุยตอบรับกันไปมาไม่นานนักทั้งหมดจึงเดินเข้าไปในป่าตามทางเท้าเล็กๆ โดยที่มี่โยวไม่ได้เอ่ยอันใด

ทางที่นางกำลังเดินอยู่นี้เป็นทางเดินเท้าเล็กที่คล้ายกับว่าไม่มีผู้คนใช้เพื่อผ่านนัก จากความทรงจำของร่างเดิมชาวบ้านมักจะใช้ทางเดินอีกด้านซึ่งเป็นทางข้างหน้าหมู่บ้าน เพราะป่าด้านหลังหมู่บ้านนี้เป็นป่ารกทึบอันตรายอย่างมาก เคยมีชาวบ้านบางคนโดนสัตว์ป่าทำร้ายจนบาดเจ็บอย่างหนัก ดังนั้นป่าทางด้านหลังนี้จึงไม่มีชาวบ้านออกไปหาของป่า ยกเว้นแต่หย่าปาที่อาศัยในป่านี้เท่านั้น อีกทั้งป่าแถบนี้มีเพียงต้นไผ่เป็นส่วนมากชาวบ้านจึงไม่คิดลองเสี่ยงเดินเข้าไปลึกมากนัก เพียงหาหน่อไม้รอบนอกเท่านั้น

ทั้งสองข้างทางเป็นเนินเขาลาดสูงและบนเนินเขาเต็มไปด้วยต้นไผ่ มีต้นไม้อื่นด้วยเล็กน้อยเท่านั้น จะเรียกว่าป่าไผ่ก็ไม่เกินนี้ ซึ่งทางเดินที่นางเดินอยู่นี้กว้างไม่มากนักแต่เพียงพอให้รถม้าผ่านได้ ทว่ากลับไม่มีร่องรอยของรถม้า มีเพียงร่องรอยการเดินผ่านเข้าออกเท่านั้น

หลังจากเดินได้ราวหนึ่งลี้ ผ่านเนินเขาป่าไผ่ไปเล็กน้อย บ้านดินหลังเล็กหนึ่งหลังอยู่ด้านซ้ายก็ปรากฏแก่สายตาของคนทั้งหมด ตัวบ้านมีส่วนที่ยื่นออกมาเปิดโล่งสองด้านคล้ายกับว่าเป็นครัว เพราะมีเตาสำหรับทำอาหารและด้านนอกนั้นมีโต๊ะเล็กที่ทำจากไม้อย่างง่ายอยู่ และมีโอ่งใบหนึ่งวางอยู่ไม่ไกล

นางไม่ติดอันใดหากบ้านจะทำจากดิน แต่กลับคิดว่าคงจะต้องหาเงินสร้างบ้านใหม่ให้ว่าที่สามีเสียแล้ว จนเหลือเกินว่าที่สามีของนาง

“หย่าปา เจ้าอยู่หรือไม่” จางปินตะโกนเรียกคนอยู่หน้าเสียงดัง เพราะไม่อยากเดินเข้าไปนัก

ไม่นานก็มีคนผู้หนึ่งหนึ่งเดินออกมาจากบ้านดินหลังเล็ก มี่โยวมองสำรวจอีกฝ่ายอย่างละเอียด หย่าปารูปร่างสูงโปร่ง ร่างทั้งร่างถูกคลุมด้วยผ้าฝ้ายชั้นเลวสีดำสนิท รวมถึงใบหน้าที่มีผ้าปกปิดเหลือเพียงดวงตาคมที่ดูเฉยชานั่น

“หย่าปา สองวันก่อนเจ้าอยู่กับหลานสาวข้าตามลำพังทำให้นางเสียหาย วันนี้ข้าจึงตั้งใจมามอบนางให้แต่งกับเจ้า” จางปินเอ่ยขึ้นทันทีเมื่อร่างสูงของหย่าปาเดินออกมา

“…” ร่างสูงไม่เอ่ยตอบรับอันใด เพียงใช้สายตาเย็นชามองมาทำให้ผู้คนอึดอัดขึ้นมาเท่านั้น

เมื่อเห็นว่าไร้การตอบโต้จากหย่าปาจางปินเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ว่าอย่างไร หากเจ้าไม่รับนางเป็นภรรยา ย่อมมิมีผู้ใดยอมรับนางเป็นภรรยาแล้ว หลานสาวข้านางทำงานบ้านงานเรือนดียิ่ง หากเจ้าได้นางเป็นภรรยาคงดีไม่น้อย อีกทั้งนางยังหายไปกับเจ้าทั้งคืนและมีผู้คนพบเห็น เจ้าควรรับผิดชอบต่อนาง”

“ใช่แล้ว วันนี้พวกข้าพาเพื่อนบ้านคนอื่นทั้งที่เห็นเจ้ากับหลานข้าและไม่พบเห็น เพื่อมาเป็นพยานว่าเจ้าจะรับผิดชอบต่อนาง” จูหลิวก็เอ่ยขึ้นมาพร้อมกับหันมองชาวบ้านซ้ายขวาเพื่อหาพรรคพวกให้คล้อยตามกับคำพูดของตนเอง เพราะเห็นว่าหย่าปาไม่มีท่าทีว่าจะตอบรับเพื่อรับผิดชอบ

“ใช่แล้ว หย่าปาเจ้าควรรับผิดชอบต่อนางหนูมี่โยว”

“ใช่/ใช่” เมื่อมีชาวบ้านคนอื่นเอ่ยเสริมขึ้นก็ทำให้ชาวบ้านทั้งหลายเอ่ยออกมาว่าเห็นด้วยเช่นกัน

นางคาดว่าชาวบ้านเหล่านี้คงเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทกับจางปินกับจูหลิว มิเช่นนั้นคงไม่มีใจกล้าตามมา อีกทั้งท่าทีของชาวบ้านที่มาในวันนี้มิใคร่อยากอยู่ที่นี่นานนัก เมื่อมีคนเอ่ยขึ้นเพื่อให้เรื่องจบโดยเร็ว คนอื่น ๆ จึงเอ่ยเออออไปตามๆ กัน

มี่โยวกวาดสายตามองคนอื่นอย่างเบื่อหน่าย จากนั้นจึงละสายตาจากชาวบ้านแล้วหันไปสบตากับร่างสูงเพื่อดูท่าทีของเขา

พยักหน้า!

ไม่นานร่างสูงก็มีท่าทีขึ้น แต่ทำเพียงพยักหน้าเบาเบาเท่านั้น

“ดี เจ้าอยากให้ข้าทำพิธีแต่งงานให้หรือไม่” จางปินเอ่ยเมื่อเห็นว่าหย่าปายอมรับนางแล้ว

“…” เพียงแต่ร่างสูงไม่ตอบทั้งยังเดินกลับเข้าไปในบ้านหลังเล็กนั่นทันที

“นี่…” เมื่อเห็นท่าทีไม่แยแสของหย่าปาจางปินจึงรู้สึกเสียหน้า ขบฟันแน่น ใบหน้าดำคล้ำขึ้น แต่ก็ทำได้เพียงมองตามร่างสูงเท่านั้น

ไม่กี่อึดใจต่อมาจูหลิวจึงเอ่ยขึ้น “ท่านพี่ หย่าปาคงรังเกียจเรามิอยากให้เราทำพิธีให้ ถือว่าหย่าปาก็ตอบรับแล้วทุกคนก็เห็น เช่นนั้นพวกเราก็กลับกันเถิดเจ้าค่ะ”

“ฮึ เช่นนั้นก็ดี… นี่สุรามงคลของเจ้าและต่อจากนี้เจ้าเป็นภรรยาของหย่าปาแล้วไม่เกี่ยวข้องกับบ้านสกุลจางเราอีก ทุกคนเป็นพยานให้ข้าด้วย” จางปินยัดขวดสุราเล็กให้ร่างบางจากนั้นก็สะบัดเสื้อเดินจากไป ชาวบ้านคนอื่นเห็นเช่นนั้นจึงไม่คิดอยู่ต่อเดินตาม พ่อ แม่ ลูก สกุลจางออกไปทันที

“เฮอะ…” มี่โยวทำได้เพียงเค้นเสียงออกมาเท่านั้น

บ้านสกุลจางคงถือโอกาสตัดขาดกับนางจากท่าทีของหย่าปาสินะ สามีภรรยาคู่นี้คนหนึ่งร้อง คนหนึ่งรับ[1] ช่างเล่นงิ้วได้ดีเสียจริง

ดวงตากลมโตกวาดสายตามองบ้านหลังเล็กอีกครั้ง จากนั้นจึงก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปยังบ้านดินที่หย่าปาเดินหายเข้าไปทันที เพียงแต่ยังไม่ทันที่เท้าเล็กจะย่างกรายเข้าตัวบ้านก็เห็นร่างสูงของหย่าปาเปิดประตูเดินออกมา

มี่โยวมองร่างสูงเล็กน้อย และเขาก็มองนางเช่นเดียวกัน เมื่อไม่มีผู้ใดเอ่ยอันใดจึงเกิดความเงียบที่อบอวลไปด้วยความอึดอัดขึ้น

“เอ่อ… ข้าชื่อจางมี่โยว เจ้าจะเรียกว่ามี่โยวหรืออาโยวก็ได้”

อาโยว ชื่อนี้แม้จะทำให้นึกถึงผู้คนจากอีกโลก แต่มันก็เป็นชื่อที่นางชอบเพราะมันถูกเรียกอย่างเอ็นดูโดยคนที่รัก ยาย…

มี่โยวสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปและจ้องมองบุรุษตรงหน้าและคิดวิธีตีสนิทกับเขาให้ได้ เพื่อจะพึ่งพาเขาหลังจากนี้

“…” เพียงแต่หย่าปายังไร้ท่าทีเช่นเดิม มองหญิงสาวด้วยแววตาเย็นชาที่ไม่แสดงคลื่นอารมณ์ใด

ในขณะนั้นก็มีบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว เขาเป็นใบเช่นนั้นคงเรียกชื่อนางไม่ได้ “ข้าขออภัยหากข้ารบกวนเจ้า เพียงแต่ข้าไม่มีที่ไปแล้ว ข้าจะไม่เป็นตัวถ่วงในชีวิตเจ้า หากเจ้าไม่อยากรับข้าเป็นภรรยาก็ไม่เป็นไร ตามแต่ความต้องการของเจ้า ส่วนสุรานี่เจ้าถือว่าเป็นของขวัญพบหน้าก็แล้วกัน” เอ่ยจบนางก็ยัดขวดสุรานั้นให้ร่างสูงทันที

“…” หย่าปาเพียงมองเล็กน้อย จากนั้นก็เดินไปนั่งโต๊ะไม้เล็กนั้นและวางสุราลงบนโต๊ะ

มี่โยวถือว่าเขาตอบรับแล้วจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ข้าจะเก็บของไว้ที่ใดได้บ้างหรือ?”

“…” ร่างสูงปรายตามองไปยังทิศทางภายในบ้านและกลับไปนั่งเงียบเช่นเดิม

“ขอบคุณ” เมื่อเอ่ยจบ ร่างบางเดินเข้าไปในบ้านทันที

เมื่อมี่โยวเดินเข้ามาภายในบ้านพบว่าภายในนั้นตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีหน้าต่างหนึ่งบานเปิดอยู่และเครื่องเรือนมีเพียงเตียง โต๊ะเล็กที่วางตะเกียงหนึ่งอัน กับตู้เล็กเท่านั้น ซึ่งทุกอย่างทำจากต้นไผ่หรือไม้อื่นทั้งสิ้น อีกทั้งภายในบ้านยังสะอาดมากอีกด้วย ตอนที่มาถึงนางอยู่ด้านนอกมองไม่เห็นด้านในบ้านคิดไม่ถึงว่าบุรุษผู้หนึ่งจะสะอาดเพียงนี้

เมื่อเปิดตู้ออกก็เห็นเสื้อผ้าของเจ้าของบ้านหนึ่งชุดวางอยู่ หญิงสาวจึงวางห่อผ้าไว้พื้นที่ว่างข้างกัน เมื่อวางของเสร็จแล้วนัยน์ตากลมก็มองผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่ เมื่อเห็นว่าหลังบ้านเป็นเพียงป่าเท่านั้นจึงละสายตากลับมา

นางคิดว่าวันนี้ยังมีเวลาว่างควรเริ่มจากการสำรวจป่า หาอาหารสำหรับวันนี้และฝึกร่างกายไปพร้อมกัน แล้วพรุ่งนี้ค่อยคิดหาหนทางการทำเงิน

ขณะที่มี่โยวกำลังวางแผนการใช้ชีวิตและก่อนที่จะคิดอะไรได้มากกว่านี้ ร่างสูงของหย่าปาก็เดินเข้ามาแล้วยืนมองร่างบางที่กำลังยืนนิ่งหน้าตู้พลางทำใบหน้าครุ่นคิดบางอย่าง

มี่โยวที่รับรู้ถึงสายตาของใครบางคนจึงหลุดจากความคิด มองหน้าผู้ที่เดินเข้ามาทันที

“หย่า… เจ้าชื่ออะไรหรือ ชื่อจริงที่ไม่ใช่หย่าปา เจ้าเขียนออกมาก็ได้เพราะข้ารู้ตัวหนังสือ” ที่นางรู้ตัวหนังสือเพราะว่าตอนเป็นนักฆ่าอยู่โลกก่อนนางเคยเรียนภาษาโบราณ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้ได้กับที่นี่หรือไม่ อีกทั้งการเริ่มต้นที่ดีนางคิดว่าไม่ควรเรียกเขาเช่นนั้นแต่ควรเรียกด้วยชื่อที่แท้จริง

ร่างสูงเดินออกไป มี่โยวเห็นเช่นนั้นจึงเดินตามออกไปจึงเห็นร่างสูงใช้ไม้เขียนบนพื้นว่า “(ตามใจเจ้า)” โชคดีเหลือเกินที่ภาษาของที่นี่เป็นภาษาอย่างที่นางเคยร่ำเรียนมา

“… เช่นนั้นข้าเรียกเจ้าว่า อาซวี ได้หรือไม่?” หากเขาไม่อยากบอกชื่อหรือเขาไม่มีชื่อเช่นนั้นนางก็ไม่ถามให้มากความ และในเมื่อแล้วแต่นางจะเรียก นางก็ไม่คิดมากที่จะเรียกเขาว่าอาซวี ชื่อเดียวกันกับเจ้าแมวยักษ์สีดำที่เป็นสมาชิกในชาติก่อน เพราะเมื่อพิศมองดูแล้วเขาใส่สีดำทั้งร่างอีกทั้งยังตัวโตเหมือน อาซวีของนาง? อยู่บ้าง

“…” ร่างสูงไม่ตอบ แต่เดินขึ้นเนินเขาป่าไผ่ที่นางพึ่งเดินผ่านมา เพียงแต่เขาเดินเข้าไปด้านในไม่ใช่ด้านนอกเรียบทางเดิน

“อาซวี…” นางไม่แน่ใจว่าเขายินยอมให้นางเรียกชื่อนี้หรือไม่ จึงลองเรียกเขาหากเขาไม่ยินยอมนางจะตั้งชื่อให้ใหม่ เพียงแต่ทันทีที่เรียกเช่นนั้น ร่างสูงหยุดและหันมาทางนางทันที

เขายินยอม

มี่โยวจึงยิ้มออกมาเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยว่า “เจ้าจะเข้าป่าหรือ ข้าไปด้วยได้หรือไม่?”

“…” ครั้งก่อนที่เห็นเขานางยังกลัวจนตัวสั่นแต่วันนี้กลับเรียกเขาว่า อาซวี งั้นหรือ? ฮึ!

ร่างสูงไม่ตอบอันใดแต่กลับหมุนตัวเดินเข้าป่าโดยมีร่างเล็กตามไปด้วย ดวงตาคมมีประกายบางอย่างวาบผ่านเล็กน้อยจากนั้นก็หายไปราวกับไม่มีอันใดเกิดขึ้น

เมื่อเห็นอีกผู้ไม่ตอบแต่เดินหันหลังเดินต่อไป มี่โยวจึงรีบสาวเท้าตามไปทันที

เขาไม่ว่าอะไรที่นางตาม ดังนั้นนางจึงคิดเองว่าเขาอนุญาตแล้ว นางจำต้องไปสำรวจป่า แต่ด้วยร่างกายตอนนี้มีอาซวีไปด้วยนับว่าปลอดภัยมากกว่า

เย็นชาไม่ออดอ้อน? ช่างคล้ายเจ้าแมวยักษ์เสียจริง !

[1] คนหนึ่งร้อง คนหนึ่งรับ = เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

Talk

อาซวี : เมี้ยว !

ไรท์ : นะ น่ารัก อุ้ย หล่อเท่ที่สูดดค้าบบ

อาซวี : //ปรายตามองอย่างเย็นชา

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...