ยอดภรรยานักฆ่าปลูกผัก
ข้อมูลเบื้องต้น
คำโปรย
เมื่อนักฆ่าในศตวรรษที่ 21 อย่าง จางมี่โยว ต้องตายด้วยน้ำมือของเพื่อนสนิทในองค์กรที่ที่นางยอมทำงานอย่างถวายหัว เมื่อตายแล้วควรไปนรกจึงสมเหตุสมผลแต่ทำไมนางจึงจับพลัดจับผลูทะลุมิติไปเป็นสาวชาวบ้านที่มีชื่อแซ่เหมือนตนเองในโลกก่อน อีกทั้งร่างนี้ยังมีเรื่องฉาวโฉ่กับนายใบ้ในหมู่บ้านที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้าตาที่แท้จริงของเขาทำให้นางถูกไล่ออกจากบ้านและแต่งให้กับนายใบ้ที่ผู้คนต่างรังเกียจ
แต่งก็แต่งอย่างไรนางก็ไม่ถือสาเขาที่เป็นใบ้หรือใบหน้าอาจมีแผลทำให้ผู้คนคิดรังเกียจ ขอเพียงแค่เขาไม่หักหลังนางเหมือนในโลกก่อนที่นางเคยเจอก็พอ ในโลกก่อนนางเป็นนักฆ่าทุกบทบาทนางเคยเป็นมาแล้ว คนอย่างไรนางก็เคยเจอมาแล้ว เมื่อพิศมองร่างใหญ่สมส่วนของนายใบ้นางกลับคิดว่าสามีของนางคนนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่ชาวบ้านคนอื่นคิดอย่างแน่นอน
ค่าเงิน
1 ตำลึงทอง = 100 ตำลึงเงิน
1 ตำลึงเงิน = 1000 อีแปะ
หน่วยวัดต่างๆ
1 จิน = 500 กรัม = 16 เหลี่ยง
1 หมู่ = 666 ตารางเมตร
1 ลี้ = 500 เมตร
1 ผิง หรือ 1 จั้ง = 3.33 เมตร = 10 ฉื่อ
1 ฉื่อ = 10 ชุ่น = 10 นิ้ว = 22.7 - 23.1 เซนติเมตร
การนับช่วงยาม
1 วัน = 12 ชั่วยาม
1 ชั่วยาม หรือ 1 ก้านธูป = 8 เค่อ = 2 ชั่วโมง
1 เค่อ = 15 นาที
1 ลมหายใจ = 1 วินาที
ยามจื่อ คือ 23.00 – 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 – 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 – 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 – 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 – 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 – 10.59 น.
ยามอู่ คือ 11.00 – 12.59 น.
ยามเว่ย คือ 13.00 – 14.59 น.
ยามเซิน คือ 15.00 – 16.59 น.
ยามโหย่ว คือ 17.00 – 18.59 น.
ยามซวี คือ 19.00 – 20.59 น.
ยามไฮ่ คือ 21.00 – 22.59 น.
สวัสดีจ้าา เรามาพูดคุยทำความใจบางอย่างก่อนอ่านนิยายกันน
1. นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายจีนโบราณเรื่องแรกและยังเป็นนิยายเรื่องแรกของไรท์ เพราะฉะนั้นภาษาอาจจะไม่สวยงามมาก แต่สามารถน้อมรับคำแนะนำเพื่อปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นต่อๆไปได้
2. นิยายเรื่องนี้เป็นจิตนาการของไรท์ล้วนๆและไม่อิงประวัติศาสตร์ใดๆของจีน
3. การอัพนิยายอัพนิยายตามใจของไรท์เอง อาจจะวันละหนึ่งตอน ย้ำว่าอาจจะเท่านั้น และความยาวของตอนแต่ละตอนสั้นยาวอาจไม่เท่ากันแต่จะปรับให้คงที่นะ
4. แต่ละตอนที่ลงไรท์ยังไม่ตรวจคำผิดหรือตรวจบ้างแต่อาจจะตกหล่น สามารถคอมเมนท์บอกได้ หรือแนะนำ ติ ชม ให้กำลังใจได้น้า แต่ขอคอมเมนท์ไม่หยาบคายคอมเมนท์อย่างสุขภาพเพราะไรท์ใจบอบบางยิ่งนักเจ้าค่ะ
บทนำ
บทนำ
ปัง! ปัง! ปัง! … เมื่อเสียงกระสุนปืนดังก้องภายในบ้านสิ้นสุด มีร่างหนึ่งซวนเซล้มลงกับพื้นและกระอักเลือดออกมาหนึ่งคำ เธอคือ จางมี่โยว นักฆ่าที่ถอนตัวออกจากวงการ มี่โยวกวาดสายตามองมือปืนที่ยิงตนเอง เซียวเฉิง เขาคือคนที่เธอไว้วางใจ เพราะเซียวเฉิงขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทและคู่หูของเธอ แต่ตอนนี้ความเชื่อใจนั้นทำให้เธอกำลังจะตาย!
“อะ … อาเฉิง อึก!” มี่โยวพยายามกัดฟันพูดออกมาแต่แล้วกลับกระอักเลือดออกมาอีกระลอก
ดวงตาเรียวมองเลือดสีแดงสดที่เกิดจากความเผลอไผลเพราะไว้ใจ อย่างทุกข์ทรมาน ความเจ็บจากการถูกหักหลังกำลังกัดกินชีวิตของเธอให้หมอดดับ!
“ฉันขอโทษอาโยว เธอเป็นนักฆ่าฝีมือดีอันดับหนึ่งขององค์กรแต่เธอกลับลาออก ถึงแม้ว่าเธอจะเคยสาบานว่าจะไม่แพร่งพรายข้อมูลขององค์กร แต่ยังไม่พอให้องค์กรวางใจ เพราะเธอรู้ข้อมูลมากเกินไป!” เซียวเฉิงพูดพร้อมลดปืนลง สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างไม่มองมี่โยวที่ล้มจมกองเลือดอยู่ตรงหน้า
ไม่ว่ายังไงอาโยวก็เป็นคู่หูของเขา แต่เขากลับไม่มีทางเลือก! ไม่อย่างนั้นคนที่ตายก็คือเขาและครอบครัวของเขาเอง อาโยวมีฝีมือคนที่จะฆ่าเธอได้นั้นนับนิ้วได้ หากประลองฝีมือเขาก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้อาโยว มีเพียงต้องใช้จุดอ่อนที่แม้ว่าจะเก่งกาจแค่ไหนก็ต้องพ่ายแพ้ นั่นคือความไว้เนื้อเชื่อใจจากคนใกล้ตัว ดังนั้นงานนี้เขาจึงเป็นตัวเลือกที่ดี…
“หึ!” มี่โยวเค้นเสียงอย่างสมเพชในตัวเองออกมาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเปลือกตาจะค่อยๆปิดลงพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายในโลกใบนี้
แม้เธอจะเคยคิดเอาไว้ว่าจะต้องมีวันนี้ เธอทำงานเสี่ยงอันตราย ไม่มีอะไรรับประกันชีวิตของเธอนอกจากตัวเธอเอง แต่ที่คิดไม่ถึงคือจะเป็นคนที่เธอไว้ใจที่สุด ทั้งที่ทำงานให้องค์กรมานานเธอยังคงประมาทให้กับ ความไว้ใจ ดังนั้นเสี้ยวลมหายใจสุดท้ายของเธอมีเพียงแค่ความเสียดายช่วงเวลาที่ผ่านมาและความสมเพชในความโง่ของคนที่ขึ้นชื่อว่าอันดับหนึ่งเท่านั้น
“ขอโทษ… ขอโทษนะอาโยว แต่มีเพียงคนตายเท่านั้นที่ไม่สามารถพูดได้” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นแผ่วเบา เปลือกตาที่ปิดสนิทมีเพียงหยาดน้ำตาเล็กๆ ที่ไม่นานก็เหือดหายไปกับสายลม
ร่างสูงของเซียวเฉิงเดินจากไปทิ้งไว้เพียงร่างของอาโยวที่เป็นอดีตคู่หูตนเอง
มี่โยวเป็นเด็กกำพร้าถูกทิ้งไว้ข้างถนนทั้งที่พึ่งอายุได้ไม่กี่เดือนเท่านั้น คุณยายคนหนึ่งที่ตัวคนเดียวไม่มีลูกหลานบ้านอยู่บนเขาปลูกพืชเลี้ยงชีพลำพังได้พบเข้าจึงรับมี่โยวไปเลี้ยง นอกจากคุณยายแล้ว ที่บ้านก็มีเพียงแมวตัวผู้สีดำที่ตัวโตกว่าแมวทั่วไปถึงสามเท่าชื่อว่า อาซวี ตั้งแต่นั้นมาเธอก็ถูกเลี้ยงโดยคุณยายและมีอาซวีเป็นเพื่อนเล่นมาตลอด
เมื่อมี่โยวอายุ 6 ปี คุณยายกลับถูกโจรภูเขาฆ่าตายระหว่างที่ไปเก็บสมุนไพรป่ากับอาซวี ทำให้ทั้งสองที่เปรียบเสมือนครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของเธอต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับมา มี่โยวเสียใจอย่างมากแต่กลับทำอะไรไม่ได้ ภายหลังเมื่อไม่มีคนส่งเสียเลี้ยงดูทำให้เธอไม่สามารถไปเรียนได้อีก ต้องทำสวนกินผักอย่างที่คุณยายเคยทำ แต่แล้ววันหนึ่งมีคนจากองค์กรมืดยื่นข้อเสนอให้เธอไปฝึกเป็นนักฆ่าและบอกว่าเธอจะสามารถแก้แค้นให้คุณยายได้ มี่โยวจึงไม่ลังเลตอบตกลงทันที
นักฆ่าที่เริ่มฝึกตั้งแต่อายุยังน้อยเมื่อเติบโตจนใช้งานได้จึงแข็งแกร่งอย่างมาก อีกทั้งนักฆ่าที่ไม่มีพันธะย่อมไม่อ่อนไหวโดยง่าย นับว่ามี่โยวเป็นตัวเลือกชั้นยอด!
เด็กสาวที่อายุเพียง 6 ปี ต้องอดทนเรียนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ สิ่งที่นักฆ่าต้องฝึกนั้นมีมากมาย และยังต้องฝึกอย่างหนักหน่วงไม่ว่าจะเป็นการใช้อาวุธต่างๆ มีด ปืน ธนู เชือก อีกหลายอย่างที่สามารถเป็นอาวุธในการฆ่าได้ นอกจากนั้นยังต้องฝึกการแฝงตัว ปลอมตัว ติดตาม การแสดง การเอาตัวรอด ทุกอย่างที่สามารถทำให้นักฆ่าสวมหน้ากากแสดงบทบาทอื่นได้และใช้ชีวิตปกติได้โดยไม่มีใครรู้สถานะที่แท้จริง!
กฎขององค์กรนั้นมีเพียงสามข้อที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ หนึ่งไม่แพร่งพรายข้อมูลขององค์กร สองเมื่อได้รับภารกิจต้องทำให้สำเร็จหากไม่สำเร็จหรือถูกจับได้ต้องตายเท่านั้น สามไม่เปิดเผยตัวและไม่ทิ้งร่องรอยให้สืบได้ถึงตัว!
หลังจากผ่านการฝึกอย่างหนักหน่วงถึง 11 ปี มี่โยวจึงสามารถฆ่าล้างบางโจรภูเขาแถบนั้นจนสิ้น ล้างแค้นแทนคุณยายและอาซวีได้ หลังจากชำระความแค้นเธอก็ทำงานเป็นนักฆ่ามือดีให้องค์กรตลอดมาเพราะทำงานก็ยังได้เงิน มีที่พักและเธอก็ฝึกเพื่อเป็นนักฆ่ามาโดยตลอด อีกทั้งเธอไม่มีครอบครัวให้ห่วงหาอีกต่อไป…
เธอเป็นนักฆ่ามือดีมา 30 ปี รู้จักองค์กรทุกซอกทุกมุม แต่กลับลาจากองค์กรเพราะไม่อยากทำงานฆ่าคนอีกต่อไป แรกเริ่มเธอเพียงแค่อยากแก้แค้นเท่านั้น พอแก้แค้นเสร็จเธอคิดว่าได้ทำงานตอบแทนให้องค์กรมากพอแล้วเพราะบางงานเธอแทบจะไม่รับเงิน
เธออยากกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเก่าของคุณยายที่ภูเขา ก่อนลาออกเธอได้บอกลาอาเฉิงและบอกแผนการหลังจากลาออกแก่เขา ซึ่งในตอนนั้นองค์กรก็ไม่ได้ขัดขวางการลาออกแต่อย่างใด อีกทั้งหัวหน้ายังบอกว่าเชื่อใจเธอเพราะเธอเป็นคนไม่มีพันธะและทำงานให้องค์กรมานาน แต่แล้วสัจจะในหมู่โจรย่อมเชื่อถือไม่ได้ ทุกสิ่งที่พูดเป็นเพียงคำโกหก! หลังจากเธอออกมาได้เพียงสามเดือน เธอก็ถูกองค์กรสั่งฆ่าและคนที่ฆ่าก็เป็นคนสนิทของเธอเอง!
….
โลกหลังความตายเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ มี่โยวไม่เคยหวาดกลัวความตายและเคยจินตนาการถึงโลกแห่งความตายมาแล้ว เธอเคยคิดว่าหากตนเองตายคงไปเยือนนรกอย่างไม่ต้องสงสัย คงเจอคนในองค์ทุกคนแน่ๆ และคงได้ร่วมกันฝ่าทะเลเดือดในนรกพร้อมกัน แต่เธอกลับไม่เคยคาดคิดเลยว่าโลกหลังความตายของเธอจะเป็นเหมือนนิยายแฟนตาซี ย้อนยุค ย้อนอดีตที่มีเกลื่อนในปัจจุบัน!
Talk
ไรท์กลับมาแล้ววว ก่อนอื่นต้องขอโทษนักอ่านที่เคารพทุกคนที่ติดตามมาโดยตลอด ขอโทษจากใจจริง เนื่องจากปัญหาหลายๆ อย่างทำให้ไรท์ไม่สามารถกลับมาอัพนิยายเรื่องนี้เป็นเวลาหลายปี และครั้งนี้ไรท์กลับมาแล้ว และได้แต่งเรื่องราว อาซวีของมี่โยว จบลงอย่างสวยงาม มั้ง?
เรื่องชี้แจงจากไรท์… นางเอกของเราเปลี่ยนชื่อน้าา จากมี่โย่ว เป็น มี่โยว อันเนื่องมาจากชื่อก่อนหน้ามีคอมเมนท์มาว่า ชื่อนางเอกออกเสียงเหมือน โย่วๆๆ วอทซับ 555
จบการชี้แจงจากไรท์
จางมี่โยว
ตอนที่ 1
“ท่านแม่ ท่านจะให้นังแพศยา จางมี่โยว อยู่ที่บ้านของเราต่ออย่างนั้นหรือเจ้าคะ!” ร่างผอมบางกระฟัดกระเฟียดชี้นิ้วไปยังร่างหนึ่งบนเตียงไม้ผุพัง พร้อมแผดเสียงแหลมเล็กขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด
“ไม่อย่างแน่นอน นางทำให้บ้านของเราขายหน้าเช่นนี้! เพียงแต่ต้องให้นางออกไปอย่างถูกต้องและมีเหตุผลมิเช่นนั้นชาวบ้านจะว่าบ้านเราแล้งน้ำใจ ไล่นังเด็กกำพร้านี้ออกไปโดยไม่สนใจ…” อีกเสียงที่ดูมีอายุกว่าเอ่ยขึ้นตอบรับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“แล้วเราจะทำอย่างไรกันดีเจ้าคะท่านแม่” เสียงเล็กยังคงเอ่ยออกมาอย่างมิใคร่พอใจ โดยไม่ได้สังเกตร่างไร้สติบนเตียงที่บัดนี้มีเหงื่อผุดขึ้นทั่วใบหน้า หัวคิ้วเรียวดุจคันศรขมวดเข้าหากันแน่น!
อึก! ความเจ็บกระจายทั่วร่างกายทำให้ เธอ ต้องขมวดคิ้ว พร้อมกับเสียงที่ไม่ต้องลืมตาหนักขึ้นดู ยังรู้ได้ว่าเจ้าของเสียงสองเสียงกำลังไม่สบอารมณ์
'เสียงใคร? เธอตายไปแล้วไม่ใช่หรือไง หรือนรกจะมีวิญญาณมากเกินไปถึงเสียงดังโหวกเหวกเสียงดังเหมือนตลาดแตกหน้าบ้านเธอขนาดนี้… ว่าแต่ทำไมผีในนรกถึงพูดจาแปลกๆ แล้วนั่นเรียกชื่อเธออย่างนั้นหรอ? แล้วเธอไปเป็นนางแพศยาอะไรนั้นตอนไหนกัน'
ความคิดที่ตีกันอยู่ในหัวกับดวงตาหนักอึ้งที่พยายามเปิดขึ้น…
แปร๊บ! อยู่ๆ ก็มีภาพฉายมากมายเข้ามาหัวของเธออย่างต่อเนื่อง ภาพนั้นราวกับว่าเธอประสบมันด้วยตัวเองอย่างไรอย่างนั้น!
พรึ่บ!
ดวงตากลมโตพลันเบิกโพลงและเด้งตัวขึ้นอย่างตื่นตัว ทันทีที่ขยับตัวความรู้สึกแรกคือปวดหัวแทบจะระเบิด ร่างกายปวดระบมไปหมด ปฏิกิริยาแรกของคนที่พึ่งฟื้นคือขยับมือจับบริเวณที่ถูกยิงทันทีแต่ไม่มีความเจ็บทรมานอย่างที่คนถูกยิงควรได้รับ เมื่อก้มมองที่มือกลับพบว่าไม่มีเลือดหรือรูกระสุนบนร่างกาย! มีเพียงความปวดระบมทั่วร่างเท่านั้น
แต่ยังไม่ทันสำรวจอะไรเพิ่มก็มีเสียงเล็กคล้ายกับที่เธอได้ยินก่อนหน้านี้ “ตื่นแล้วหรือไงนังแพศยา ฮึ! ไร้ยางอายนักหายไปกับบุรุษทั้งคืน!”
มี่โยวเหลือบตามองตามต้นเสียงก็พบกับหญิงสาวที่อยู่ในภาพฉายความทรงจำในหัวเมื่อครู่ สองแม่ลูก… จูหลิว ผู้เป็นแม่และ จางลี่อิง หญิงสาวที่มักส่งเสียงโวยวายและทำท่าทีรังเกียจเสมอเมื่อพบกับ จางมี่โยว
ทำไมหล่อนถึงพูดจาแปลกๆ กับเธอกัน แต่ช่างเรื่องนั้นเถอะ ตอนนี้ต้องดูสถานการณ์ไปก่อน… เพราะเธอคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้แปลกไปจริงๆ ทั้งที่เธอควรตายไปแล้วแต่ ณ ตอนนี้ สถานที่นี้ กลับไม่ใช่นรกอย่างที่คิด แต่กลับเป็นภายในห้องคับแคบห้องหนึ่ง ในห้องมีแค่เตียงไม้เก่าๆ ที่เธอนั่งอยู่ ตู้และโต๊ะเล็กๆ อย่างละหนึ่ง มีเพียงเท่านี้จริงๆ
สิ่งแรกที่คิดได้ในตอนนี้คือ นี่มันจนเกินไปไหม?
“ข้าพูดกับเจ้าอยู่นะ! ท่านแม่ดูนางสิเจ้าคะ” เมื่อเห็นว่ามี่โยวไม่สนใจตนเอง ทั้งยังเอาแต่มองไปรอบๆ ราวกับสำรวจห้องนอนของตนเอง ลี่อิงจึงโวยวายขึ้นมา
“มี่โยว เจ้าตื่นแล้วทำไมไม่ลุกขึ้น นั่งมองอันใดของเจ้ากัน”
“…?” ร่างบางได้ยินชื่อตนเองจึงละสายตาจากสิ่งรอบตัว และหันมองสตรีผู้เอ่ยชื่อตนด้วยสายตางุนงงเป็นคำถาม
“เฮอะ มิต้องตีหน้าโง่งม! อย่างไรเสียเจ้าก็หนีไม่พ้นเรื่องไร้ยางอายที่เจ้าทำลงไปได้ ข้าจะบอกเจ้าตรงนี้ว่านับตั้งแต่นี้ เจ้าจะต้องออกไปจากบ้านหลังนี้และแต่งให้กับ หย่าปา ชายผู้ที่เจ้าได้เสียกับเขาไปแล้ว! อย่างไรเสียบ้านข้าก็มิอาจรับเรื่องฉาวโฉ่ของเจ้าได้ รีบเก็บของพรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปหาหย่าปา!” เอ่ยจบร่างของจูหลิวก็เดินนวยนาดออกไปทันที
“ฮึ! หายไปกับบุรุษเช่นหย่าปาน่ารังเกียจจริงๆ ดูซิว่าถ้าพี่ฮุ่ยเจินได้ยินเข้ายังจะมาสู่ขอเจ้าอีกหรือไม่!” เมื่อเอ่ยถากถางจบก็สะบัดร่างเล็กเดินตามมารดาของตนเองออกไป
เมื่อทั้งสองเดินออกไปห้องทั้งห้องจึงตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงแสงวูบไหวจากตะเกียงอันเล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะไม้เล็กนั่น มี่โยวมองไปรอบห้องอีกครั้งพลางครุ่นคิด…
“นี่มันเรื่องบ้าอะไร… เอ๊ะ!” ทำไมเสียงเธอถึงเปลี่ยนไป หรือเธอหูฟาดไปเอง
“แค่กๆ… เอาล่ะ!!!” นี่มันอะไรกันเกิดอะไรขึ้นกับเสียงของเธอกัน?
ใบหน้าเนียนปรากฏร่องรอยของคำถาม หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่นอีกครั้ง! มี่โยวยกมือขึ้นคิดจะนวดขมับเพื่อคลายความตึงเครียด แต่เมื่อเห็นมือของตนในยามนี้ ทำให้เธอต้องชะงักและไล่สายตามองดูมือเรียวขาวซีดอย่างตกใจ!
“นี่!” นี่ไม่ใช่มือของเธอ!
มี่โยวนั้นมีผิวสีน้ำผึ้งเพราะผ่านการฝึกโหดกับองค์กร ท่ามกลางแสงแดด ตากฝน ตากลม ไม่มีทางผิวขาวเช่นนี้แน่!
เมื่อคิดได้เช่นนั้นมี่โยวจึงลุกขึ้นยืนแม้จะซวนเซเล็กน้อยแต่ก็ไม่ทำให้ล้มลงพื้นแต่อย่างใด หลังจากยืนได้อย่างมั่นคงแล้วนั้น นัยน์ตากลมจึงประเมินความสูงของตนเองกับประตู…
“…!” เธอตัวเล็กลง? เพราะเธอจำได้ดีว่าตนเองสูงราวๆ 170 เซนติเมตร เมื่อเทียบกับประตูที่สูงราวๆ 2 เมตรนั่น ร่างกายนี้มองอย่างอย่างไรก็สูงไม่เกิน 165 เซนติเมตร!
เมื่อประเมินความสูงของตนเองแล้ว มี่โยวก็ขมวดคิ้วแน่นขึ้นไปอีก ยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าตนเองลูบไล้กรอบหน้า คิ้ว ตา จมูก ปาก…
นี่ไม่ใช่ร่างของเธออย่างแน่นอน! “หรือว่า…”
มี่โยวคิดว่าตนเองอาจจะทะลุมิติเหมือนกับนิยายแฟนตาซี ย้อนยุค ในปัจจุบันที่มีเกลื่อนตลาดนั่น ถึงแม้เธอจะไม่เคยอ่านนิยายเหล่านั้นแต่เธอก็ได้รับรู้เพียงผ่านๆ มาบ้าง
ร่างบางนั่งลงบนเตียงนึกถึงภาพความทรงจำในหัวที่เข้ามาตอนเธอได้สติ…
เจ้าของร่างเดิมมีชื่อเหมือนเธอ จางมี่โยว พ่อของร่างนี้เป็นคนสกุลจางสายรอง ตอนที่ร่างนี้อายุได้ 6 ปี พ่อแม่ได้ตายจากไปเพราะถูกจับไปเป็นเชลยและถูกฆ่าตายช่วงสงครามระหว่างแคว้น นางจึงถูกเพื่อนสนิทของบิดาช่วยออกมาและพาส่งไปให้สกุลจางสายหลักเลี้ยงดู บ้านสกุลจางนี้ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนักเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาหาของป่า ปลูกพืชค้าขายเลี้ยงชีพ คนในบ้านจึงไม่ต้อนรับและมองนางว่าเป็นภาระเสียมากกว่า แต่หากพวกเขาจะไม่รับเลี้ยงคงถูกนินทาเป็นแน่ ดังนั้นภายในบ้านสกุลจางแห่งนี้นางจึงถูกเลี้ยงดูราวกับคนรับใช้เท่านั้น!
ปีนี้นางจะมีอายุครบสิบเจ็ดปี ใบหน้าเริ่มมีเคล้าความงดงามและเมื่อไม่นานมานี้มีลูกพ่อค้าสกุลหลี่ชื่อว่า หลี่ฮุ่นเจิน เอ่ยว่าจะมาสู่ขอนางไปแต่งเป็นภรรยา แต่ใครจะคาดคิดว่าก่อนที่จะได้ดีออกจากบ้านหลังนี้ นางจะพลัดตกน้ำระหว่างที่เข้าป่าไปเก็บของป่าเพื่อนำไปขาย จากนั้นตอนที่ร่างนี้ฟื้นขึ้นมา ก็พบกับบุรุษผู้หนึ่งที่ใช้ผ้าปิดหน้าเห็นเพียงดวงตาเท่านั้นนั่งห่างออกไปไม่ไกลนัก เขาคงเป็นผู้ที่ช่วยนางเอาไว้เพราะบนร่างบางมีเสื้อสีดำคลุมอยู่ แต่เจ้าของร่างเดิมกลับหวาดกลัวเขาเพราะเขาคือ หย่าปา ชายผู้เป็นใบ้ที่มีบ้านอยู่ในป่าท้ายหมู่บ้าน
หลังจากนั้นก็มีชาวบ้านเข้ามาเก็บของป่าพบเห็นนางกึ่งนั่งกึ่งนอน อีกทั้งบนร่างกายยังมีเสื้อของหย่าปาอยู่จึงเอ่ยนินทาว่าทั้งสองลักลอบมีความสัมพันธ์กันในป่า หรือบางคนก็บอกว่านางถูกหย่าปาฉุดคร่ามาทำมิดีมิร้าย…
เจ้าของร่างบางได้ยินจึงเป็นลมล้มพับไปเพราะรับไม่ได้ เป็นเพราะอีกไม่นานนางจะได้แต่งให้กับลูกชายพ่อค้าแต่กลับมีเรื่องเสื่อมเสียเช่นนี้ ในใจจึงรับไม่ได้และตรอมใจ พร้อมกับโดนน้ำเย็นนานเกินไปร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วจึงสิ้นใจจากไป แล้วเธอมี่โยวคนใหม่ก็เข้าร่างมา!
ไม่มีใครรู้ว่าหย่าปาเป็นใครมาจากไหน ชื่อแซ่อะไร นับตั้งแต่ที่เขาเข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านก็ไม่เคยเอ่ยพูดกับผู้ใดและไม่เคยเผยใบหน้าให้ผู้ใดเห็น คนในหมู่บ้านจึงคิดกับว่าเขาเป็นใบ้และใบหน้าอาจอัปลักษณ์ไม่กล้าเปิดให้ผู้ใดดู ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงเรียกเขาว่าหย่าปา
อีกทั้งตั้งแต่เขามายังหมู่บ้านแห่งนี้เมื่อสามปีก่อนก็อาศัยที่ท้ายหมู่บ้านมาโดยตลอด แรกเริ่มชาวบ้านต่างพากันตักเตือนหย่าปาว่าที่นั่นอันตราย แต่ชายผู้นั้นก็ไม่ได้สนใจนัก ชาวบ้านจึงคิดว่าอีกไม่นานเขาคงถูกสัตว์ป่าทำร้ายตายเป็นแน่ แต่ใครจะคาดคิดว่าเขาไม่ตายทั้งยังอยู่ดีตลอดมา!
ชาวบ้านจึงคิดว่าเขาอาจเป็นพรานป่าคงล่าสัตว์หาเงินได้มาก ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับคนผู้นั้น และบ้านไหนที่มีบุตรีก็ต้องการส่งลูกที่ถึงวัยแต่งงานได้แต่งให้กับหย่าปา จึงยกความกล้าเดินไปท้ายหมู่บ้านเพื่อหาหย่าปาแต่ใครจะคาดคิดว่าบุรุษที่จะตนยกบุตรีให้นั่งอยู่หน้าบ้านดินหลังเล็กหลังหนึ่ง ทำให้หญิงสาวที่เห็นร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญว่ามิอยากอยู่บ้านหลังนี้ เพราะดูอย่างไรก็มิใช่บ้านที่คนจะอยู่ได้ ดูอย่างไรชายผู้นี้ก็จนยิ่งกว่าบ้านของตนเองเสียอีก!
หลังจากนั้นไม่นานจึงเกิดเรื่องเล่าลือถึงหย่าปาต่างๆ นานา เหตุนี้คนในหมู่บ้านรวมถึงเจ้าของร่างนี้จึงคิดรังเกียจและกลัวเขา…
มี่โยวคิดว่าเจ้าของร่างเดิมคงเป็นพวกหัวอ่อนยอมให้ผู้อื่นรังแกจึงมีสภาพแบบนี้ ต่างจากเธอเหลือเกิน… เธอไม่ใช่คนหัวอ่อนทั้งยังไม่ได้อ่อนแอออกจะเยือกเย็นด้วยซ้ำไป อาจจะมีติดดื้อรั้นบ้างแต่ไม่ก็แสดงอารมณ์มากนักเพราะไม่อยากให้ใครจับความรู้สึกของเธอได้ นักฆ่าอย่างเธอหากถูกจับจุดอ่อนหรือเปิดเผยความรู้สึกมากเกินไปไม่ใช่เรื่องดีต่อตัวเอง แต่เจ้าของร่างนี้คงไม่เช่นนั้นแน่
“หืม… ทำยังไงล่ะทีนี้” หลังจากฟื้นความทรงจำของร่างเดิมเสร็จแล้ว มี่โยวก็คิดวางแผนในสถานการณ์นี้ต่อไป ในระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่นั้น คำพูดจากสองแม่ลูกสกุลจางเมื่อครู่ก็ลอยเข้ามาในหัว
“….รีบเก็บของพรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปหาหย่าปา!”
จากในความทรงจำไม่ค่อยมีเรื่องราวของชายผู้นี้มากนักแต่ก็ขอให้เป็นว่าที่สามี? ที่ดีก็พอ เพราะชาติก่อนอย่าว่าแต่สามีเลยแม้แต่คนคบเป็นแฟนเธอก็ไม่มี ด้วยงานของเธอไม่สามารถปลีกตัวคิดเรื่องพวกนั้นได้เลยจริงๆ ทำให้สาววัย 36 อย่างเธอโสดจนตายแบบนี้!
“ฮึ! ดีจริงตายแล้วมีสามีเลย…” เสียงเล็กที่เปล่งออกมาเอ่ยพึมพำอย่างขบขันกับตนเอง
มี่โยวไม่สนว่านายใบ้จะขี้ริ้วขี้เหร่ จะจน จะรักหรือไม่รักเธอ แต่แค่มีที่พักให้เธอก็พอเพราะตอนนี้เธอคงไม่มีแม้แต่เงินสักแดงเดียว คาดว่าก่อนไปก็อาจจะไม่ได้อะไรจากบ้านหลังนี้ด้วย ฉะนั้นในโลกที่ไม่คุ้นเคยและด้วยร่างกายอ่อนแอนี้เธอต้องพึ่งบ้านของหย่าปา เธอไม่คาดหวังว่าจะเป็นบ้านหลังใหญ่ขอแค่อยู่ได้ก็พอ! หากเขาดีต่อเธอ เธอจะเลี้ยงสามีคนนี้ให้ดีเอง!
แต่ก่อนอื่น! นางคิดว่าควรฝึกพูดภาษาที่ติดโบราณนั่นเอาไว้! ระหว่างนั้นก็จะเก็บของไปด้วยเพื่อมิให้เสียเวลา เสื้อผ้าของนางนั้นมีเพียงแค่สามชุดเท่านั้นรวมที่ใส่อยู่ อีกทั้งยังเป็นเพียงผ้าฝ้ายชั้นเลว นอกจากเสื้อผ้าแล้วก็ไม่มีอะไรให้เก็บอีก เครื่องประดับหรือก็ไม่มี!
มี่โยวมองไปรอบๆ ก็เห็นมีดสั้นเล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าก็หยิบมา นางพอใจเล็กน้อย ถึงแม้จะเป็นเพียงมีหั่นผัก อย่างไรเสียการมีอาวุธย่อมดีกว่าไม่มี! อย่างน้อยก็เป็นเครื่องมือที่นางถนัดที่สุดจากอาวุธทั้งหมดที่นางเคยใช้
เมื่อควงมีดดูแล้ว นางก็พบว่าน้ำหนักไม่มากเหมาะสมกับร่างนี้ดีทีเดียว! แต่ต่อไปคงต้องบำรุงร่างนี้ให้ดีกว่านี้เพราะร่างนี้เมื่อเทียบกับร่างก่อนต่างกันลิบลับ หากนางร่างก่อนจะฆ่าร่างนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงสักนิดคาดว่าเพียงสะกิดมีดผ่าน ลำคอเล็กคงหลุดออกจากร่างเป็นแน่!
หลังจากเก็บของเสร็จแล้วก็ล้มตัวลงนอนอีกครั้งและใต้หมอนใบเล็กเก็บซ่อนมีดสั้นเอาไว้ เป็นนิสัยระแวดระวังจากชาติก่อนที่จะต้องมีอาวุธวางไว้รอบตัวอย่างน้อยสองสามชิ้นจึงจะนอนหลับ อีกทั้งยังต้องมีความตื่นตัวตลอดเวลา แต่ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอเหลือเกินเพียงหลับตาลงหญิงสาวก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปในทันที…
Talk
ลี่อิง : นังแพศยา!!
มี่โยว : อยากตายรึ! // มองด้วยสายตาอำมหิต
ลี่อิง : เจ้า…!! // มองมีดในมือมี่โยวอย่างลังเล
หย่าปา
ตอนที่ 2
ปลายยามอิ๋นมี่โยวลืมตาขึ้นมาสิ่งแรกที่ทำคือจับมีดที่อยู่ใต้หมอน เมื่อกวาดตามองรอบตัวแล้วจึงถอนหายใจเล็กน้อย ประมาทไปจริงๆ นางไม่คิดว่าร่างกายนี้จะอ่อนแอทำให้หลับลึกถึงเพียงนี้
“เฮ้อ… ต้องฝึกร่างกายนี้ให้ตื่นตัวมากกว่านี้สินะ” ร่างบางพึมพำกับตนเอง จากนั้นจึงเดินออกจากห้องมองท้องฟ้าเพื่อดูเวลา
เมื่อดูเวลาเสร็จแล้วมี่โยวยืดร่างกายพลางเดินไปล้างหน้าที่โอ่งใส่น้ำตามความทรงจำของร่างเดิมทันที ด้วยเพราะแสงจันทร์ทำให้นางเห็นใบหน้าที่สะท้อนผืนน้ำ ใบหน้าเรียวเล็ก ดวงตากลมโต จมูกเชิดรั้นรับกับริมฝีปากได้รูป เพียงแต่ร่างกายนี้ผอมไปสักหน่อย หากอวบอ้วนหรือมีกล้ามเนื้อ? ขึ้นมาอีกนิดถือว่าเป็นหญิงสาวที่งดงามผู้หนึ่ง ปีนี้ร่างนี้จะอายุสิบเจ็ดปีสมควรมีร่างกายที่แข็งแรงกว่านี้ ดังนั้นจากนี้นางคงจะเริ่มวางแผนการฝึกอีกครั้ง
คิดได้เช่นนั้นมี่โยวจึงล้างหน้าต่ออีกเล็กน้อย ข้างกันมีกิ่งไม้เล็กวางอยู่ เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก็พบว่านี่เป็นกิ่งไม้หอมเอาไว้ใช้ขัดฟันกระมัง นางคิดว่าคงจะต้องทนแค่ล้างปากด้วยน้ำเท่านั้น ไม่คิดว่าจะมีสิ่งที่ใช้ขัดฟันอยู่ ถึงแม้จะเป็นแค่เพียงกิ่งไม้ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย…
หลังจากตรวจดูข้าวของเสร็จแล้ว มี่โยวจึงเริ่มออกกำลังกายอย่างง่ายเป็นการเริ่มต้นเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยถึงปลายยามเหม่า ด้านหน้าบ้านก็ได้มีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ ซึ่งฟังจากฝีเท้าคงเป็นสองแม่ลูกเมื่อวานนี้กับอีกคนที่น่าจะเป็นบุรุษ ไม่นานทั้งสามจึงปรากฏต่อหน้านางทันที
“ตื่นแล้วหรือ ของก็เก็บแล้วรึ ฮึ! คงอยากไปหาบุรุษใจแทบขาดสินะ” จูหลิวเดินเข้ามาเห็นนางนั่งอยู่พร้อมห่อผ้าจึงเอ่ยถากถางทันที แต่นางไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ คนจะพูดคงห้ามไม่ได้ อีกทั้ง…
“เสร็จแล้วก็ดี จะได้รีบไป… ข้ามิได้มีเวลาสำหรับเจ้าทั้งวันหรอกนะ” บุรุษผู้นี้คือ จางปิน สามีของจูหลิว ทั้งยังเป็นพี่ชายของท่านพ่อของร่างที่นางอยู่ตอนนี้
“…” นางคร้านจะทำสงครามน้ำลายจึงมิได้ตอบอันใด จึงยืนขึ้นพร้อมกับห่อผ้าเพื่อยืนยันว่านางพร้อมออกเดินทางแล้ว
ระหว่างที่เดินไปท้ายหมู่บ้าน ก็ได้เจอกับชาวบ้านที่เริ่มออกไปหาของป่าหรือเข้าเมืองมากมาย บ้างมองนางอย่างสงสารบ้างก็มองอย่างดูแคลน ข่าวฉาวของเด็กกำพร้าบ้านสกุลจางคงกระจายไปทั่วแล้วกระมัง
พื้นที่ในหมู่บ้านโดยรอบเป็นเนินเขาไม่สูงมากนักสลับกับพื้นที่ราบ หากนับจากการกวาดสายตามอง หมู่บ้านนี้มีบ้านเรือนราวสิบถึงสิบห้าหลังเท่านั้น ไม่แปลกหากทุกคนจะรับรู้ไปทั่ว ซึ่งบ้านแต่ละหลังมีทั้งอยู่ห่างกันและใกล้กันเพราะบางบ้านจะมีพื้นที่เพาะปลูก บ้านของชาวบ้านนี้ทำจากไม้หรือดินเป็นส่วนมากและพืชที่ชาวบ้านมักปลูกคือมันเทศและข้าวโพด เพราะชาวบ้านไม่ค่อยมีความรู้ด้านการเพาะปลูกพืชเลี้ยงชีพมากนักและพืชผักอื่น ๆ สามารถหาได้ในป่าหรือเข้าไปตลาดภายในเมืองหากเดินทางโดยรถม้าใช้เวลาราวสองเค่อแต่ถ้าเดินต้องใช้เวลาครึ่งชั่วยาม
เมื่อเดินเข้าเขตป่าท้ายหมู่บ้านทั้งสามคนจึงหยุดที่ทางเข้า หลังจากนั้นไม่นานนักมีชาวบ้านนับแล้วราวสิบคนเดินตรงมา
“ขอบคุณทุกท่านที่มาเป็นพยานในการแต่งงานของหลานสาวของข้า” จางปินเอ่ยกับชาวบ้านเหล่านั้น
เฮอะ! คงอยากให้มีผู้คนเป็นสักขีพยานเรื่องที่นางจะออกจากบ้านกระมัง หากนางคาดไม่ผิดหลังจากประกาศเรื่องงานแต่งแล้วคงประกาศแยกนางออกจากบ้านไม่ข้องเกี่ยวกันอีก ในยุคนี้หญิงสาวที่แต่งออกไปก็เหมือนน้ำที่สาดออกไปแล้วนั้นแล
“อย่าได้เกรงใจๆ คนกันเอง”
“ใช่ๆ”
“ไปกันเถิด”
พูดคุยตอบรับกันไปมาไม่นานนักทั้งหมดจึงเดินเข้าไปในป่าตามทางเท้าเล็กๆ โดยที่มี่โยวไม่ได้เอ่ยอันใด
ทางที่นางกำลังเดินอยู่นี้เป็นทางเดินเท้าเล็กที่คล้ายกับว่าไม่มีผู้คนใช้เพื่อผ่านนัก จากความทรงจำของร่างเดิมชาวบ้านมักจะใช้ทางเดินอีกด้านซึ่งเป็นทางข้างหน้าหมู่บ้าน เพราะป่าด้านหลังหมู่บ้านนี้เป็นป่ารกทึบอันตรายอย่างมาก เคยมีชาวบ้านบางคนโดนสัตว์ป่าทำร้ายจนบาดเจ็บอย่างหนัก ดังนั้นป่าทางด้านหลังนี้จึงไม่มีชาวบ้านออกไปหาของป่า ยกเว้นแต่หย่าปาที่อาศัยในป่านี้เท่านั้น อีกทั้งป่าแถบนี้มีเพียงต้นไผ่เป็นส่วนมากชาวบ้านจึงไม่คิดลองเสี่ยงเดินเข้าไปลึกมากนัก เพียงหาหน่อไม้รอบนอกเท่านั้น
ทั้งสองข้างทางเป็นเนินเขาลาดสูงและบนเนินเขาเต็มไปด้วยต้นไผ่ มีต้นไม้อื่นด้วยเล็กน้อยเท่านั้น จะเรียกว่าป่าไผ่ก็ไม่เกินนี้ ซึ่งทางเดินที่นางเดินอยู่นี้กว้างไม่มากนักแต่เพียงพอให้รถม้าผ่านได้ ทว่ากลับไม่มีร่องรอยของรถม้า มีเพียงร่องรอยการเดินผ่านเข้าออกเท่านั้น
หลังจากเดินได้ราวหนึ่งลี้ ผ่านเนินเขาป่าไผ่ไปเล็กน้อย บ้านดินหลังเล็กหนึ่งหลังอยู่ด้านซ้ายก็ปรากฏแก่สายตาของคนทั้งหมด ตัวบ้านมีส่วนที่ยื่นออกมาเปิดโล่งสองด้านคล้ายกับว่าเป็นครัว เพราะมีเตาสำหรับทำอาหารและด้านนอกนั้นมีโต๊ะเล็กที่ทำจากไม้อย่างง่ายอยู่ และมีโอ่งใบหนึ่งวางอยู่ไม่ไกล
นางไม่ติดอันใดหากบ้านจะทำจากดิน แต่กลับคิดว่าคงจะต้องหาเงินสร้างบ้านใหม่ให้ว่าที่สามีเสียแล้ว จนเหลือเกินว่าที่สามีของนาง
“หย่าปา เจ้าอยู่หรือไม่” จางปินตะโกนเรียกคนอยู่หน้าเสียงดัง เพราะไม่อยากเดินเข้าไปนัก
ไม่นานก็มีคนผู้หนึ่งหนึ่งเดินออกมาจากบ้านดินหลังเล็ก มี่โยวมองสำรวจอีกฝ่ายอย่างละเอียด หย่าปารูปร่างสูงโปร่ง ร่างทั้งร่างถูกคลุมด้วยผ้าฝ้ายชั้นเลวสีดำสนิท รวมถึงใบหน้าที่มีผ้าปกปิดเหลือเพียงดวงตาคมที่ดูเฉยชานั่น
“หย่าปา สองวันก่อนเจ้าอยู่กับหลานสาวข้าตามลำพังทำให้นางเสียหาย วันนี้ข้าจึงตั้งใจมามอบนางให้แต่งกับเจ้า” จางปินเอ่ยขึ้นทันทีเมื่อร่างสูงของหย่าปาเดินออกมา
“…” ร่างสูงไม่เอ่ยตอบรับอันใด เพียงใช้สายตาเย็นชามองมาทำให้ผู้คนอึดอัดขึ้นมาเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าไร้การตอบโต้จากหย่าปาจางปินเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ว่าอย่างไร หากเจ้าไม่รับนางเป็นภรรยา ย่อมมิมีผู้ใดยอมรับนางเป็นภรรยาแล้ว หลานสาวข้านางทำงานบ้านงานเรือนดียิ่ง หากเจ้าได้นางเป็นภรรยาคงดีไม่น้อย อีกทั้งนางยังหายไปกับเจ้าทั้งคืนและมีผู้คนพบเห็น เจ้าควรรับผิดชอบต่อนาง”
“ใช่แล้ว วันนี้พวกข้าพาเพื่อนบ้านคนอื่นทั้งที่เห็นเจ้ากับหลานข้าและไม่พบเห็น เพื่อมาเป็นพยานว่าเจ้าจะรับผิดชอบต่อนาง” จูหลิวก็เอ่ยขึ้นมาพร้อมกับหันมองชาวบ้านซ้ายขวาเพื่อหาพรรคพวกให้คล้อยตามกับคำพูดของตนเอง เพราะเห็นว่าหย่าปาไม่มีท่าทีว่าจะตอบรับเพื่อรับผิดชอบ
“ใช่แล้ว หย่าปาเจ้าควรรับผิดชอบต่อนางหนูมี่โยว”
“ใช่/ใช่” เมื่อมีชาวบ้านคนอื่นเอ่ยเสริมขึ้นก็ทำให้ชาวบ้านทั้งหลายเอ่ยออกมาว่าเห็นด้วยเช่นกัน
นางคาดว่าชาวบ้านเหล่านี้คงเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทกับจางปินกับจูหลิว มิเช่นนั้นคงไม่มีใจกล้าตามมา อีกทั้งท่าทีของชาวบ้านที่มาในวันนี้มิใคร่อยากอยู่ที่นี่นานนัก เมื่อมีคนเอ่ยขึ้นเพื่อให้เรื่องจบโดยเร็ว คนอื่น ๆ จึงเอ่ยเออออไปตามๆ กัน
มี่โยวกวาดสายตามองคนอื่นอย่างเบื่อหน่าย จากนั้นจึงละสายตาจากชาวบ้านแล้วหันไปสบตากับร่างสูงเพื่อดูท่าทีของเขา
พยักหน้า!
ไม่นานร่างสูงก็มีท่าทีขึ้น แต่ทำเพียงพยักหน้าเบาเบาเท่านั้น
“ดี เจ้าอยากให้ข้าทำพิธีแต่งงานให้หรือไม่” จางปินเอ่ยเมื่อเห็นว่าหย่าปายอมรับนางแล้ว
“…” เพียงแต่ร่างสูงไม่ตอบทั้งยังเดินกลับเข้าไปในบ้านหลังเล็กนั่นทันที
“นี่…” เมื่อเห็นท่าทีไม่แยแสของหย่าปาจางปินจึงรู้สึกเสียหน้า ขบฟันแน่น ใบหน้าดำคล้ำขึ้น แต่ก็ทำได้เพียงมองตามร่างสูงเท่านั้น
ไม่กี่อึดใจต่อมาจูหลิวจึงเอ่ยขึ้น “ท่านพี่ หย่าปาคงรังเกียจเรามิอยากให้เราทำพิธีให้ ถือว่าหย่าปาก็ตอบรับแล้วทุกคนก็เห็น เช่นนั้นพวกเราก็กลับกันเถิดเจ้าค่ะ”
“ฮึ เช่นนั้นก็ดี… นี่สุรามงคลของเจ้าและต่อจากนี้เจ้าเป็นภรรยาของหย่าปาแล้วไม่เกี่ยวข้องกับบ้านสกุลจางเราอีก ทุกคนเป็นพยานให้ข้าด้วย” จางปินยัดขวดสุราเล็กให้ร่างบางจากนั้นก็สะบัดเสื้อเดินจากไป ชาวบ้านคนอื่นเห็นเช่นนั้นจึงไม่คิดอยู่ต่อเดินตาม พ่อ แม่ ลูก สกุลจางออกไปทันที
“เฮอะ…” มี่โยวทำได้เพียงเค้นเสียงออกมาเท่านั้น
บ้านสกุลจางคงถือโอกาสตัดขาดกับนางจากท่าทีของหย่าปาสินะ สามีภรรยาคู่นี้คนหนึ่งร้อง คนหนึ่งรับ[1] ช่างเล่นงิ้วได้ดีเสียจริง
ดวงตากลมโตกวาดสายตามองบ้านหลังเล็กอีกครั้ง จากนั้นจึงก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปยังบ้านดินที่หย่าปาเดินหายเข้าไปทันที เพียงแต่ยังไม่ทันที่เท้าเล็กจะย่างกรายเข้าตัวบ้านก็เห็นร่างสูงของหย่าปาเปิดประตูเดินออกมา
มี่โยวมองร่างสูงเล็กน้อย และเขาก็มองนางเช่นเดียวกัน เมื่อไม่มีผู้ใดเอ่ยอันใดจึงเกิดความเงียบที่อบอวลไปด้วยความอึดอัดขึ้น
“เอ่อ… ข้าชื่อจางมี่โยว เจ้าจะเรียกว่ามี่โยวหรืออาโยวก็ได้”
อาโยว ชื่อนี้แม้จะทำให้นึกถึงผู้คนจากอีกโลก แต่มันก็เป็นชื่อที่นางชอบเพราะมันถูกเรียกอย่างเอ็นดูโดยคนที่รัก ยาย…
มี่โยวสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปและจ้องมองบุรุษตรงหน้าและคิดวิธีตีสนิทกับเขาให้ได้ เพื่อจะพึ่งพาเขาหลังจากนี้
“…” เพียงแต่หย่าปายังไร้ท่าทีเช่นเดิม มองหญิงสาวด้วยแววตาเย็นชาที่ไม่แสดงคลื่นอารมณ์ใด
ในขณะนั้นก็มีบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว เขาเป็นใบเช่นนั้นคงเรียกชื่อนางไม่ได้ “ข้าขออภัยหากข้ารบกวนเจ้า เพียงแต่ข้าไม่มีที่ไปแล้ว ข้าจะไม่เป็นตัวถ่วงในชีวิตเจ้า หากเจ้าไม่อยากรับข้าเป็นภรรยาก็ไม่เป็นไร ตามแต่ความต้องการของเจ้า ส่วนสุรานี่เจ้าถือว่าเป็นของขวัญพบหน้าก็แล้วกัน” เอ่ยจบนางก็ยัดขวดสุรานั้นให้ร่างสูงทันที
“…” หย่าปาเพียงมองเล็กน้อย จากนั้นก็เดินไปนั่งโต๊ะไม้เล็กนั้นและวางสุราลงบนโต๊ะ
มี่โยวถือว่าเขาตอบรับแล้วจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ข้าจะเก็บของไว้ที่ใดได้บ้างหรือ?”
“…” ร่างสูงปรายตามองไปยังทิศทางภายในบ้านและกลับไปนั่งเงียบเช่นเดิม
“ขอบคุณ” เมื่อเอ่ยจบ ร่างบางเดินเข้าไปในบ้านทันที
เมื่อมี่โยวเดินเข้ามาภายในบ้านพบว่าภายในนั้นตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีหน้าต่างหนึ่งบานเปิดอยู่และเครื่องเรือนมีเพียงเตียง โต๊ะเล็กที่วางตะเกียงหนึ่งอัน กับตู้เล็กเท่านั้น ซึ่งทุกอย่างทำจากต้นไผ่หรือไม้อื่นทั้งสิ้น อีกทั้งภายในบ้านยังสะอาดมากอีกด้วย ตอนที่มาถึงนางอยู่ด้านนอกมองไม่เห็นด้านในบ้านคิดไม่ถึงว่าบุรุษผู้หนึ่งจะสะอาดเพียงนี้
เมื่อเปิดตู้ออกก็เห็นเสื้อผ้าของเจ้าของบ้านหนึ่งชุดวางอยู่ หญิงสาวจึงวางห่อผ้าไว้พื้นที่ว่างข้างกัน เมื่อวางของเสร็จแล้วนัยน์ตากลมก็มองผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่ เมื่อเห็นว่าหลังบ้านเป็นเพียงป่าเท่านั้นจึงละสายตากลับมา
นางคิดว่าวันนี้ยังมีเวลาว่างควรเริ่มจากการสำรวจป่า หาอาหารสำหรับวันนี้และฝึกร่างกายไปพร้อมกัน แล้วพรุ่งนี้ค่อยคิดหาหนทางการทำเงิน
ขณะที่มี่โยวกำลังวางแผนการใช้ชีวิตและก่อนที่จะคิดอะไรได้มากกว่านี้ ร่างสูงของหย่าปาก็เดินเข้ามาแล้วยืนมองร่างบางที่กำลังยืนนิ่งหน้าตู้พลางทำใบหน้าครุ่นคิดบางอย่าง
มี่โยวที่รับรู้ถึงสายตาของใครบางคนจึงหลุดจากความคิด มองหน้าผู้ที่เดินเข้ามาทันที
“หย่า… เจ้าชื่ออะไรหรือ ชื่อจริงที่ไม่ใช่หย่าปา เจ้าเขียนออกมาก็ได้เพราะข้ารู้ตัวหนังสือ” ที่นางรู้ตัวหนังสือเพราะว่าตอนเป็นนักฆ่าอยู่โลกก่อนนางเคยเรียนภาษาโบราณ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้ได้กับที่นี่หรือไม่ อีกทั้งการเริ่มต้นที่ดีนางคิดว่าไม่ควรเรียกเขาเช่นนั้นแต่ควรเรียกด้วยชื่อที่แท้จริง
ร่างสูงเดินออกไป มี่โยวเห็นเช่นนั้นจึงเดินตามออกไปจึงเห็นร่างสูงใช้ไม้เขียนบนพื้นว่า “(ตามใจเจ้า)” โชคดีเหลือเกินที่ภาษาของที่นี่เป็นภาษาอย่างที่นางเคยร่ำเรียนมา
“… เช่นนั้นข้าเรียกเจ้าว่า อาซวี ได้หรือไม่?” หากเขาไม่อยากบอกชื่อหรือเขาไม่มีชื่อเช่นนั้นนางก็ไม่ถามให้มากความ และในเมื่อแล้วแต่นางจะเรียก นางก็ไม่คิดมากที่จะเรียกเขาว่าอาซวี ชื่อเดียวกันกับเจ้าแมวยักษ์สีดำที่เป็นสมาชิกในชาติก่อน เพราะเมื่อพิศมองดูแล้วเขาใส่สีดำทั้งร่างอีกทั้งยังตัวโตเหมือน อาซวีของนาง? อยู่บ้าง
“…” ร่างสูงไม่ตอบ แต่เดินขึ้นเนินเขาป่าไผ่ที่นางพึ่งเดินผ่านมา เพียงแต่เขาเดินเข้าไปด้านในไม่ใช่ด้านนอกเรียบทางเดิน
“อาซวี…” นางไม่แน่ใจว่าเขายินยอมให้นางเรียกชื่อนี้หรือไม่ จึงลองเรียกเขาหากเขาไม่ยินยอมนางจะตั้งชื่อให้ใหม่ เพียงแต่ทันทีที่เรียกเช่นนั้น ร่างสูงหยุดและหันมาทางนางทันที
เขายินยอม
มี่โยวจึงยิ้มออกมาเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยว่า “เจ้าจะเข้าป่าหรือ ข้าไปด้วยได้หรือไม่?”
“…” ครั้งก่อนที่เห็นเขานางยังกลัวจนตัวสั่นแต่วันนี้กลับเรียกเขาว่า อาซวี งั้นหรือ? ฮึ!
ร่างสูงไม่ตอบอันใดแต่กลับหมุนตัวเดินเข้าป่าโดยมีร่างเล็กตามไปด้วย ดวงตาคมมีประกายบางอย่างวาบผ่านเล็กน้อยจากนั้นก็หายไปราวกับไม่มีอันใดเกิดขึ้น
เมื่อเห็นอีกผู้ไม่ตอบแต่เดินหันหลังเดินต่อไป มี่โยวจึงรีบสาวเท้าตามไปทันที
เขาไม่ว่าอะไรที่นางตาม ดังนั้นนางจึงคิดเองว่าเขาอนุญาตแล้ว นางจำต้องไปสำรวจป่า แต่ด้วยร่างกายตอนนี้มีอาซวีไปด้วยนับว่าปลอดภัยมากกว่า
เย็นชาไม่ออดอ้อน? ช่างคล้ายเจ้าแมวยักษ์เสียจริง !
[1] คนหนึ่งร้อง คนหนึ่งรับ = เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย
Talk
อาซวี : เมี้ยว !
ไรท์ : นะ น่ารัก อุ้ย หล่อเท่ที่สูดดค้าบบ
อาซวี : //ปรายตามองอย่างเย็นชา