โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

PwC แนะธุรกิจตรียมพร้อม มาตรฐานบัญชี ทำรายงานความยั่งยืน การเข้ามาของ AI

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 พ.ย. 2566 เวลา 14.26 น. • เผยแพร่ 26 พ.ย. 2566 เวลา 07.25 น.

นาย ชาญชัย ชัยประสิทธิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยว่า สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีการแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบันและมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคตทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องการข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงแบบเรียลไทม์ และสามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำเพื่อรักษาการเติบโตและลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปัจจุบัน ผู้ใช้งบการเงินไม่เพียงต้องการข้อมูลทางการเงินเท่านั้น แต่ยังคาดหวังที่จะได้รับข้อมูลที่มิใช่ข้อมูลทางการเงินมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหารธุรกิจจึงจำเป็นต้องติดตามข้อมูลข่าวสาร และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบต่าง ๆ เช่น มาตรฐานทางการเงินใหม่ การตื่นตัวด้านความยั่งยืนของประเทศต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ และการทำจัดรายงานความยั่งยืน (Sustainability reporting)

รวมไปถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่าง เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence: AI) เพื่อให้สามารถบริหารงาน และเตรียมรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่น

สำหรับประเด็นทางบัญชีที่ผู้ประกอบการของไทยควรต้องติดตามนั้น ประกอบไปด้วย การรับรู้รายการบัญชีเมื่อบริษัทผลิต หรือซื้อคาร์บอนเครดิตซึ่งยังไม่มีมาตรฐานการบัญชีหรือแนวปฏิบัติทางบัญชีที่เฉพาะเจาะจงรองรับ

การแก้ไขมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การเปิดเผยนโยบายบัญชีที่มีสาระสำคัญนั้น ซึ่งคาดว่าจะทำให้งบการเงินมีข้อมูลนโยบายบัญชีเฉพาะที่มีสาระสำคัญ และเฉพาะเจาะจงกับกิจการ รวมถึงเรื่องข้อกำหนดเงื่อนไขในการจัดประเภทเงินกู้ยืมระยะยาวที่ผิดเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ภายหลังรอบระยะเวลารายงานเป็นหนี้สินหมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียนในแต่ละสถานการณ์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ในประเทศไทยในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ

นอกจากนี้ยังได้หารือเกี่ยวกับทิศทางของมาตรฐานการบัญชีใหม่ในอนาคตอันใกล้ซึ่งจะส่งผลกระทบหลักต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการนำเสนองบกำไรขาดทุน และการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อกำหนดในการเปิดเผยความเชื่อมโยงของข้อมูลที่นำเสนอนอกงบการเงินที่เกี่ยวกับตัววัดผลการดำเนินงานฝ่ายบริหาร กับข้อมูลผลการดำเนินงานในงบกำไรขาดทุน

  • ธุรกิจต้องตื่นตัวในเรื่องการรายงานด้านความยั่งยืน นอกจากนี้ การรายงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ยังถือเป็นอีกประเด็นที่ธุรกิจไทยควรให้ความสำคัญอย่างจริงจัง

แม้ว่าในปัจจุบัน ประเทศไทยจะยังไม่มีการกำหนดกรอบการรายงานด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน แต่ก็มีกรอบการรายงานและมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนที่ออกโดย 3 หน่วยงานที่ธุรกิจควรศึกษาและนำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดทำรายงาน ได้แก่

  • คณะกรรมการมาตรฐานความยั่งยืนระหว่างประเทศ (ISSB)
  • คณะที่ปรึกษาการรายงานข้อมูลทางการเงินแห่งยุโรป (EFRAG)
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา (US SEC)

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถทำความเข้าใจมาตรฐาน และตระหนักถึงความสำคัญของการกำหนดมาตรฐานระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น IFRS S1 ข้อกำหนดทั่วไปสำหรับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน และ IFRS S2 การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ที่ออกโดย ISSB รวมไปถึงมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนของยุโรป (ESRS) ที่ออกโดย EFRAG

ซึ่งกรอบการรายงานทั้งหมดที่ได้กล่าวมา ได้รวบรวมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการเงิน โดยนำเสนอภาพรวมที่ครอบคลุมเกี่ยวกับความพยายามด้านความยั่งยืนของธุรกิจ และข้อบังคับด้านการเปิดเผยข้อมูลสภาพภูมิอากาศที่กำหนดโดยสำนักงานก.ล.ต. ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่แสดงถึงอนาคตของแนวทางปฏิบัติในการรายงานความยั่งยืนที่โปร่งใส

“เพื่อเพิ่มความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุก ๆ มิติ ธุรกิจควรเรียนรู้วิธีการใช้กรอบการรายงานเหล่านี้ และทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่มีต่อธุรกิจ ซึ่งการจัดทำรายงานด้านความยั่งยืนนั้น ไม่มีรูปแบบที่ตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ”

ดังนั้น ผู้บริหารจะต้องทำความเข้าใจผลกระทบด้าน ESG และโอกาสที่มาพร้อมกับกรอบการจัดทำรายงานเหล่านี้ เพื่อช่วยให้สามารถพัฒนากลยุทธ์การจัดทำรายงานที่ชัดเจน เพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ และปรับใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด -ศึกษาเครื่องมือช่วยธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นาย ชาญชัย กล่าวต่อว่า ในภาวะที่การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัว และมีปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบการดำเนินธุรกิจแทบทุกวันนั้น การแสวงหาโอกาสในการเติบโตของธุรกิจในแนวทางอื่น ๆ นอกเหนือจากการพึ่งพาการเติบโตจากภายใน (Organic growth) เพียงอย่างเดียว ยังถือเป็นแนวทางหนึ่งที่ธุรกิจทั่วโลกให้ความสนใจในการนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value creation)

ทั้งนี้ AI ถือเป็นหนึ่งเทคโนโลยีที่ธุรกิจให้ความสนใจอย่างมาก โดยองค์กรต่าง ๆ นำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานในหลากหลายมิติ เช่น นำ AI มาใช้กับงานด้านบัญชีและการเงินขององค์กรที่ในปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น

นอกจากนี้ AI ไม่ใช่เพียงช่วยจัดการ และประมวลผลข้อมูลเอกสารทางการเงินต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินเชิงคาดการณ์และวิเคราะห์เชิงแนะนำ ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายการเงิน (Chief Financial Officer: CFO) สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประกอบการตัดสินใจ และวางแผนทางการเงินเชิงกลยุทธ์ให้กับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี ผู้บริหารธุรกิจควรต้องกำหนดเป้าหมายขององค์กรก่อนนำ AI มาใช้ รวมทั้งบูรณาการระบบอัตโนมัติ และเอไอให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ทางการเงิน และเหนือสิ่งอื่นใด ควรต้องยกระดับทักษะของบุคลากร และปรับปรุงกระบวนการทางการเงินขององค์กรให้ทันสมัย เพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานเอไอได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น

  • มุ่งเน้นการเติบโตจากภายนอก นอกจากนี้ การเติบโตจากภายนอก (Inorganic growth) ผ่านกระบวนการควบรวมกิจการ (Merger and acquistion: M&A) ยังถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจที่ผู้นำองค์กรควรนำมาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

แม้ว่าในปี 2566 นี้กิจกรรมการควบรวมกิจการในประเทศไทย จะปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่ปริมาณของกิจกรรมการควบรวมกิจการแตะระดับสูงสุด โดยสาเหตุหลักของการชะลอแผนการควบรวม เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค เช่น เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ผู้ซื้อหรือผู้ขายต้องชะลอแผนการออกไป

“PwC เห็นสัญญาณของการควบรวมกิจการของไทยเริ่มฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยพบว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยี สื่อและโทรคมนาคม มีแนวโน้มของการทำดีลมากที่สุด” นาย ชาญชัย กล่าว

ในช่วงที่กิจกรรมดีลมีการชะลอตัวนั้น ยังถือเป็นจังหวะที่ดีสำหรับผู้ขายกิจการในการเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างมูลค่าให้กับดีลในหลาย ๆ แง่มุม เพราะปัจจุบันผู้ซื้อมักจะขอเข้าทำการตรวจสอบสถานะกิจการ หรือ due diligence ในขอบเขตที่กว้างขึ้นและมากกว่าแค่ด้านการเงินเหมือนในอดีต

ในส่วนของผู้ซื้อเอง จำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงการสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนในระยะยาวตั้งแต่การกำหนดกลยุทธ์ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ โดยการสร้างมูลค่าจะต้องเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ตั้งแต่วันแรกของการควบรวมกิจการ หรือ day one เพื่อให้สามารถรับรู้และใช้ประโยชน์จากคุณค่าหลังจากที่ได้ปิดดีลได้ตามเป้าหมายการเติบโตที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...