โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แสบทั้งปาก แสบทั้งก้น แต่ก็หยุดกินไม่ได้! ทำไม ‘ความเผ็ด’ ถึงเป็นรสที่หลายคนยอมทนกินเพราะใจรัก

The MATTER

อัพเดต 30 พ.ย. 2566 เวลา 09.46 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2566 เวลา 11.00 น. • Lifestyle

เปิดตี้หมาล่าพรุ่งนี้ มีใครสนใจมั้ย?

นับเป็นยุคทองของชาบูหมาล่าที่ตอนนี้ได้เริ่มแผ่กิ่งก้านสาขาไปยังอาหารประเภทอื่น เพราะนาทีนี้ ไม่ว่าจะเป็นสเต็ก ขนมขบเคี้ยว หรือกระทั่งซอสปรุงรส ต่างก็สอดแทรกรสชาติสุดเฉพาะตัวนี้ลงไปในเมนู ตอกย้ำว่าลัทธิคนรักอาหารเผ็ดได้เข้าปกคลุมทุกพื้นที่ แผ่ขยายกว้างขวางทุกหย่อมหญ้า ร้อนปาก ลิ้นชา แสบท้องก็ไม่สน ก็คนมันติดใจจะให้ทำยังไงได้!

จะว่าไป นอกเหนือจากเมนูหมาล่าที่เพิ่งฮิตในไทยได้ไม่นาน จริงๆ แล้ว ความเผ็ดก็ดูจะเป็นองค์ประกอบหลักที่หลายคนโปรดปรานมาตั้งแต่ในอดีต เราคนไทยต่างคุ้นเคยทั้งเมนูส้มตำ ยำใหญ่ ผัดพริกไทย น้ำพริก ผัดฉ่า พริกเกลือ พริกแกง และพะแนงอีกสารพัดชนิด เรียกว่าขณะที่บางคนเลือกติดหวาน ก็มีคนอีกกลุ่มที่ทั้งชีวิตขออุทิศให้ความเผ็ดอย่างไม่เสื่อมคลาย จนเราได้แต่สงสัยว่า ทั้งที่เผ็ดจนแสบลิ้น กินไปเหงื่อก็ไหลไป แล้วทำไมหลายคน รวมถึงตัวเราเอง ถึงชื่นชอบความเผ็ดจนไม่สามารถหยุดกินได้

ความเผ็ดไม่ใช่รสชาติ!

แม้จะเรียกกันติดปากว่า ‘รสเผ็ด’ แต่จริงๆ ความเผ็ดไม่ถือเป็นหนึ่งในรสชาติ เพราะโดยทั่วไป รสที่ลิ้นของมนุษย์รับได้มีเพียง 5 รสเท่านั้น ได้แก่ เปรี้ยว หวาน เค็ม ขม และอูมามิ (กลมกล่อม) ซึ่งปุ่มรับของแต่ละรสชาติก็จะกระจายตัวอยู่ทั่วลิ้น เช่น ปลายลิ้นรับรสหวาน 2 ข้างของลิ้นรับรสเปรี้ยว โคนลิ้นรับความขม

แล้วถามว่ารสเผ็ดที่เราเรียกๆ กันมันคืออะไรกันแน่ ก็ต้องบอกว่าความเผ็ด แท้จริงแล้วคือความเจ็บปวดประเภทหนึ่งซึ่งมนุษย์รับรู้ผ่านต่อมรับอุณหภูมิที่อยู่บนลิ้น ซึ่งต่อมรับอุณหภูมินี้จะส่งสัญญาณไปยังสมองเมื่อถูกกระตุ้นโดยสารที่พบมากในอาหารจำพวกพริก โดยนักวิทยาศาสตร์เรียกสารชนิดนี้ว่า ‘แคปไซซิน (Capsaisin)’

อธิบายให้เห็นภาพ เมื่อเราตักซุปหมาล่าเข้าปาก ทันทีที่น้ำซุปร้อนๆ ฉ่ำๆ สัมผัสกับผิวลิ้น แคปไซซินซึ่งเป็นองค์ประกอบของพริกจะเข้าจับกับต่อมรับอุณหภูมิบนลิ้นที่เรียกว่า TRPV1 จากนั้น ต่อมที่ว่าก็จะส่งสัญญาณต่อไปยังสมอง ทำให้ลิ้นของเราแสบพองและรู้สึกระคายเคือง

สรุปง่ายๆ คือการรับรู้ความเผ็ดเป็นคนละกลไกกับการรับรสชาติทั่วไป เพราะกับรสชาติ มนุษย์รับรู้ผ่านกลไกปุ่มรับรสของลิ้น ขณะที่ความเผ็ดร้อน เรารู้สึกผ่านต่อมรับอุณหภูมิ เพราะฉะนั้น หากเรียก ‘รสเผ็ด’ ว่า ‘ความรู้สึกร้อน’ อาจจะถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์มากกว่า ในภาษาอังกฤษจึงมึการใช้คำว่า ‘Hot Spicy’ นั่นเอง

ชื่นชอบความเจ็บปวด

ถึงตรงนี้ เราพอจะเข้าใจแล้วว่าความเผ็ดก็ไม่ต่างอะไรจากความแสบร้อน เป็นความรู้สึกเจ็บปวดที่จริงๆ ก็ไม่ได้เกิดเพียงแค่กับลิ้นของเราเท่านั้น เพราะหากลองนำพริกที่เผ็ดมากๆ มาถูตามผิวหนัง เราก็อาจรับรู้ได้ถึงความปวดแสบปวดร้อนได้เหมือนกัน หรือในกรณีที่แม่ค้าทำเมนูผัดฉ่า ขนาดยังไม่ได้นำเข้าปาก แต่กลิ่นของมันก็เพียงพอทำให้เราน้ำหูน้ำตาไหลได้เลยทีเดียว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนเกิดจากสารอย่างแคปไซซินทั้งสิ้น

จากหลักฐานตรงหน้า ดูยังไงก็ไม่น่าจะมีทางที่มนุษย์จะชื่นชอบการบริโภคอาหารที่มีสารแห่งความเผ็ดได้เลย นักวิทยาศาสตร์มากมายจึงพยายามไขคำตอบของปริศนาอันลึกลับนี้ โดยหนึ่งในนั้นคือพอล โรซิน (Paul Rozin) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ที่ได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า มนุษย์ชอบความเผ็ดเพราะมองมันเป็นเครื่องมือในการสร้างความตื่นเต้นเร้าใจ

**“หลายครั้งมนุษย์เราก็ชอบความกลัวและสิ่งเร้าอารมณ์ต่างๆ เราชอบนั่งรถไฟเหาะตีลังกา ลองกระโดดร่ม หรือกระทั่งดูหนังสยองขวัญทั้งที่กลัว”

ดร.พอลอธิบายโดยพยายามเปรียบเทียบทั้งหมดกับรสชาติของพริก**

นอกเหนือจากเหตุผลในด้านรสนิยม ในทางวิทยาศาสตร์เอง การรับประทานอาหารเผ็ดก็ช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ส่งเสริมให้ระบบหายใจดีขึ้น อะดรีนาลีนของเราจะสูบฉีดเพราะความเผ็ดร้อน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือปฏิกิริยาเดียวกันกับที่เกิดขึ้นเมื่อเราเล่นกีฬาผาดโผนหรือทำกิจกรรมที่ให้ความรู้สึกตื่นเต้น เสี่ยงนิดๆ กลัวหน่อยๆ แต่ลึกๆ เรารู้ดีว่ามันปลอดภัย

จากความทรมานสู่อาหารจานโปรด**

นอกจากข้อสังเกตของพอลแล้ว อีกหนึ่งทฤษฎีน่าสนใจซึ่งพยายามอธิบายว่า ทำไมความเผ็ดจึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินคือเหตุผลด้านการถนอมอาหาร

ในอดีต มนุษย์ยังไม่มีนวัตกรรมในการเก็บรักษาวัตถุดิบต่างๆ มากนัก และเป็นที่เชื่อว่าเครื่องเทศที่มีความเผ็ด อาทิ พริกไทย มีสรรพคุณในการยืดอายุของอาหาร สามารถต้านเชื้อราและแบคทีเรียได้อย่างยอดเยี่ยม นี่จึงน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มนุษย์ในอดีตคุ้นชิ้นกับอาหารที่มีความเผ็ดร้อน ทำนองว่าแม้จะทรมานเล็กน้อย แต่ก็คุ้มค่าถ้าเทียบกับการยืดอายุของอาหารให้นานออกไป

หนึ่งในงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Quarterly Review of Biology ระบุว่า จากสูตรอาหารมากกว่า 4,750 รายการทั่วโลก อาหารที่มีแน้วโน้มเน่าเสียง่ายจะมีการใช้เครื่องเทศเป็นองค์ประกอบมากกว่า โดยทุกรายการอาหารในประเทศเขตร้อนที่ใช้เนื้อสัตว์เป็นวัตถุดิบ จะต้องใช้เครื่องเทศอย่างน้อยหนึ่งชนิดเป็นส่วนผสม ไม่ว่าจะเป็นพริก พริกไทย กระเทียม ขิง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพืชที่มีสรรพคุณยับยั้งแบคทีเรียได้สูงถึง 75 เปอร์เซ็นต์

ข้อมูลตรงนี้อาจตอบข้อสงสัยได้อีกอย่างด้วยว่า เพราะเหตุใด คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีอากาศร้อนจึงชื่นชอบและผูกพันกับอาหารรสเผ็ด ทั้งที่ถ้าคิดตามหลักความเป็นจริง อากาศก็ร้อนอยู่แล้ว ไม่น่าจะกินหมาล่าหรือส้มตำเพื่อย้ำความร้อนเข้าสู่ร่างกายอีก แต่ก็เพราะอุณภูมิที่สูงนี้เอง กรรมวิธีในการเก็บรักษาอาหารไม่ให้เน่าเสียจึงจำเป็นมากกว่าในประเทศแถบหนาว บรรพบุรุษของเราจึงคุ้นเคยกับเครื่องเทศรสเผ็ดมาตั้งแต่ตอนนั้น แล้วจึงทำการส่งต่อมาสู่คนยุคปัจจุบัน เกิดเป็นวัฒนธรรมการกินเผ็ดที่ฝังรากลึกยาวนานจนชาติตะวันตกยากจะเลียนแบบ**

บางคนชอบ บางคนไม่**

‘แล้วทำไมแต่ละคนถึงชอบระดับความเผ็ดไม่เท่ากัน หรือบางคนก็ไม่ชอบและกินไม่ได้เลย’

เชื่อว่านี่น่าจะเป็นคำถามที่คาใจใครหลายคน ซึ่งคำตอบของคำถามที่ว่าก็เรียกได้ว่าขวานผ่าซากสุดๆ เพราะเว็บไซต์อย่าง Big Think ใช้คำว่า ‘รสชาติเป็นเรื่องที่ซับซ้อน’ และการรับรสของแต่ละคนก็เป็นผลมาจากหลายปัจจัย ทั้งยีนส์ ประสบการณ์วัยเด็ก สภาพแวดล้อม รวมถึงวัฒนธรรมของแต่ละชาติ

จอห์น เฮยส์ (John Hayes) รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ให้สัมภาษณ์กับ U.S. News ไว้ใจความว่า มีความเป็นไปได้มากมายในการรับมือกับระดับความเผ็ดของแต่ละคน แต่สิ่งหนึ่งที่พอจะสรุปได้คือ ท้ายที่สุด เราต่างเรียนรู้ที่จะอยู่กับส่วนผสมของอาหารเหล่านั้น

อย่างไรก็ดี ปัจจัยหนึ่งที่มีผลแน่ๆ คือจำนวนต่อมรับอุณหภูมิบนลิ้น โดยผู้ที่มีจำนวนต่อมมากก็จะสามารถดื่มด่ำกับความแสบร้อนได้ดีกว่าผู้ที่มีจำนวนต่อมรับอุณหภูมิน้อย เพราะสำหรับคนกลุ่มนี้ สัญญาณความเผ็ดจะถูกส่งไปยังสมองได้เร็วกว่า จึงอ่อนไหวต่อความระคายเคืองในช่องปากมากกว่านั่นเอง แต่จนแล้วจนรอด ถึงจะมีคนที่ทนทานต่ออาการลิ้นชาได้มากก็ไม่ได้การันตีว่าเขาและเธอจะชื่นชอบความรู้สึกนี้อยู่ดี พูดง่ายๆ คือ ‘ทนได้ไม่เท่ากับอยากกินเสมอไป’**

อยากกินต่อแบบไม่ทรมาน**

สำหรับผู้ที่อยากกินเผ็ด แต่อวัยวะในช่องมีอัตราความทนทานต่ำ เราก็อยากย้ำให้สบายใจว่า ทุกคนสามารถฝึกฝนการกินเผ็ดได้ และหากลิ้มลองต่อไปเรื่อยๆ ร่างกายก็จะค่อยๆ ปรับตัวให้กินเผ็ดได้ดีขึ้น

แต่หากใครที่มีความสุขกับการกินเผ็ดอยู่แล้วในตอนนี้ ยินดีรับประทานยำหมูยอเผ็ดมากทุกครั้งแม้จะต้องลิ้นผอง หน้าแดง และมีของเหลวใสไหลออกจากตา เราก็อยากบอกว่าเป็นกำลังใจให้ แต่หากทนไม่ไหว โปรดอย่าเข้าใจผิดคิดว่าน้ำจะช่วยให้ความแสบร้อนบรรเทาลง เพราะจริงๆ แล้ว สารความเผ็ดอย่างแคปไซซินไม่ละลายน้ำ ยิ่งดื่มน้ำ สารตัวนี้ก็จะยิ่งกระจายไปทั่วลิ้นจนรู้สึกระคายมากกว่าเดิม วิธีหยุดเผ็ดที่ดีที่สุดคือการดื่มนม เพราะแคปไซซินละลายได้ดีในไขมัน การดื่มนมจึงช่วยแก้เผ็ดได้มีประสิทภาพมากกว่า

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้หลายคนกินเผ็ดได้อย่างเอร็ดอร่อยมากขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุด มันน่าจะช่วยให้ทั้งคนที่กินและไม่กินเผ็ดได้เข้าใจซึ่งกันและกันว่าทำไมเขาคนนั้นเต็มใจที่จะทรมาน ในขณะที่เธออีกคนไม่ต้องการแม้กระทั่งลิ้มลอง

สุดท้าย ทุกคนต่างมีรสชาติที่ตัวเองชื่นชอบ และทุกคนล้วนมีคำตอบในใจเมื่อเพื่อนถามว่าเราชอบรสชาติแบบไหนมากที่สุด

อย่างไรก็ดี หากเพื่อนถามว่า ‘เปิดตี้หมาล่าพรุ่งนี้ มีใครสนใจมั้ย?’ ไม่ว่าจะอยากไปหรือไม่ สิ่งสำคัญคืออย่าลืมไปตอบเพื่อนก่อนที่เขาจะน้อยใจจนไม่กล้าชวนใครอีก

อ้างอิงจาก

penntoday.upenn.edu

bigthink.com

ngthai.com

livescience.com

Graphic Designer: Manita Boonyong
Proofreader: Runchana Siripraphasuk**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...