โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ย้อนไทม์ไลน์ดอกเบี้ยขาขึ้น จาก 0.50% ช่วงวิกฤติโควิด พุ่งสู่ 2.50% ในปัจจุบัน

The Bangkok Insight

อัพเดต 28 ธ.ค. 2566 เวลา 16.05 น. • เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2566 เวลา 02.30 น. • The Bangkok Insight

ย้อนไทม์ไลน์ดอกเบี้ยขาขึ้น จากระดับ 0.50% ช่วงวิกฤติโควิด ก่อนปรับขึ้นครั้งแรกวันที่ 10 สิงหาคม 2565 และปรับขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 2.50% ในปัจจุบัน

จากวันที่ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤติการแพร่ระบาดของ "โควิด" ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยมีเหตุผลสำคัญเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศให้ประชาชนลืมตาอ้าปาก โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติเห็นชอบให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในการประชุมวันที่ 7 สิงหาคม 2562 จากดอกเบี้ยที่ระดับ 1.75% ลดลงสู่ระดับ 1.5% และปรับลงต่อเนื่องจนเหลือ 0.50%

ดอกเบี้ยขาขึ้น

และนับตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2562 ที่ประชุม กนง. ยังคงมีมติเห็นชอบให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.50% อย่างต่อเนื่อง ก่อนจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกที่ 0.25% ในการประชุมวันที่ 10 สิงหาคม 2565 สู่ระดับ 0.75% และปรับขึ้นต่อเนื่องครั้งละ 0.25% ติดต่อกันสู่ระดับ 2.50% เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

ย้อนไทม์ไลน์ดอกเบี้ยขาขึ้น

10 สิงหาคม 2565 : ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก 0.25%

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 0.50% เป็น 0.75% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 1 เสียงเห็นควรให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% ต่อปี

28 กันยายน 2565 : ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 0.75% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที

30 พฤศจิกายน 2565 : ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.00% เป็น 1.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที

ดอกเบี้ยขาขึ้น

25 มกราคม 2566 : ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.50% ต่อปี โดยให้มีผลทันที

29 มีนาคม 2566 : ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.50% เป็น 1.75% ต่อปี โดยให้มีผลทันที

31 พฤษภาคม 2566 : ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.75% เป็น 2.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที

2 สิงหาคม 2566 : ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25%

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 2.00% เป็น 2.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที

27 กันยายน 2566 : ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25%

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 2.25% เป็น 2.50% ต่อปี โดยให้มีผลทันที

ดอกเบี้ยขาขึ้น

29 พฤศจิกายน 2566 : คงดอกเบี้ยที่ระดับ 2.50%

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ต่อปี โดยในการประชุมครั้งนี้ กรรมการ 1 ท่านลาประชุม

ทั้งนี้ การประชุมในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 ถือเป็นครั้งแรกที่มีมติคงดอกเบี้ยที่ระดับ 2.50% หลังจากปรับขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 โดยที่ประชุม กนง. ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมอยู่ในทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้ภาคการส่งออกและการผลิตที่เกี่ยวข้องชะลอลง โดยในปี 2567 และ 2568 เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวอย่างสมดุลขึ้น จากอุปสงค์ในประเทศ การท่องเที่ยว และการฟื้นตัวของภาคการส่งออก ด้านอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นในปี 2567 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านอุปทานจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

คณะกรรมการฯ ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับปัจจุบันเหมาะสมกับบริบทที่เศรษฐกิจกำลังทยอยฟื้นตัวกลับสู่ระดับศักยภาพ เอื้อให้เงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมายอย่างยั่งยืน เสริมสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว และป้องกันการสะสมความไม่สมดุลทางการเงิน อีกทั้งช่วยรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงินในการรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...