โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สาเหตุที่นักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจจีนน่ากลัวที่สุดในรอบ 25 ปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 พ.ย. 2566 เวลา 17.04 น. • เผยแพร่ 11 พ.ย. 2566 เวลา 05.56 น.
People visit the China stand during the 6th China International Import Expo (CIIE) in Shanghai on November 5, 2023. (Photo by Hector RETAMAL / AFP)

คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

ยังลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 สำหรับการส่งออกของจีนในเดือนตุลาคม โดยศุลกากรจีนเปิดเผยข้อมูลว่า สำหรับเดือนตุลาคมส่งออกของจีนลดลง 6.4% หรือมากกว่าเดือนกันยายน ซึ่งลดลง 6.2% ทำให้การเกินดุลการค้าลดลงมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน หรือเกินดุลต่ำที่สุดในรอบ 17 เดือน

ส่งออกจีนอ่อนแอลง นับจากธนาคารกลางสหรัฐและยุโรป รวมทั้งเอเชียขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อเมื่อปีที่แล้ว ผลของมันทำให้การค้าของจีนกับญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และประเทศอาเซียน ถดถอยลง

อย่างไรก็ตาม ในเดือนตุลาคมการนำเข้าของจีนขยายตัวอย่างคาดไม่ถึง ที่ระดับ 3% นับเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรก หลังจากปรับลงติดต่อกัน 11 เดือน และดีกว่าเดือนกันยายน ซึ่งร่วงลง 6.2% อย่างมาก สาเหตุหลักมาจากการนำเข้าถั่วเหลือง น้ำมันดิบ รวมถึงผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง อย่างเช่น ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การที่ข้อมูลออกมาในลักษณะขัดแย้งกันเอง โดยส่งออกลดลงแต่นำเข้าเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนยังเผชิญความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าความต้องการในประเทศจะเพิ่มขึ้นก็ตาม เพราะการนำเข้าเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่าการดิ่งลงของส่งออก ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นใจของตลาด เพราะที่ผ่านมาตลาดคาดหวังว่าส่งออกจะฟื้นตัว อีกทั้งบ่งชี้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ทั่วถึง ไม่สม่ำเสมอ

จูเลียน อีแวนส์-พริตชาร์ด แห่งแคปิตอล อีโคโนมิกส์ ชี้ว่าส่งออกจีนอาจลดลงอีกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ก่อนจะถึงจุดต่ำสุดในกลางปี 2024 เพราะเมื่อดูจากคำสั่งซื้อของต่างประเทศบ่งบอกว่า ความต้องการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วจะถดถอยอ่อน ๆ หรือไม่ก็จีดีพีเติบโตต่ำในระยะสั้น ทำให้ความต้องการซื้อสินค้าต่างประเทศลดลง

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า สำหรับนักลงทุนแล้ว จีนไม่เคยน่ากลัวเท่านี้มาก่อนในรอบ 25 ปี เพราะแม้จีนจะพยายามหลายอย่างเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่มีอยู่มากมาย แต่ยังต้องดิ้นรนเพื่อดึงดูดบริษัทต่างชาติและเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ตามรายงานของทางการจีนระบุว่า ไตรมาส 3 ปีนี้ เอฟดีไอลดลงเกือบ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์

เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ถือเป็นการลดลงครั้งแรกนับจากมีการเริ่มเก็บข้อมูลในปี 1998 ย้ำให้เห็นว่า จีนไม่สามารถหยุดยั้งการไหลออกของเงินทุน อันน่าจะหมายถึงว่าบริษัทต่างชาติกำลังนำเงินออก แทนที่จะนำเงินกลับไปลงทุนซ้ำในจีน

นอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจโดยตัวมันเองแล้ว ตัวเร่งที่ทำให้เงินลงทุนไหลออก ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งนักลงทุนและบริษัทต่างชาติระแวงรัฐบาลจีนมากขึ้น ทั้งในเรื่องที่อาจจะถูกบุกตรวจค้นหรือควบคุมตัว

โดยบริษัทล่าสุดที่ถอนตัวออกจากจีน คือ “แวนการ์ด กรุ๊ป” บริษัทบริหารจัดการการลงทุนของสหรัฐ ส่วน “แบล็กร็อก” ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ใหญ่อันดับ 2 ของโลก ก็มีแผนจะปิดสำนักงานที่เซี่ยงไฮ้ หลังเดือนธันวาคม 2023 นี้ โดยขายหุ้นให้กับแอนต์กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้ร่วมทุนในจีน

คาร์โล ดีแอนเดรีย รองประธานหอการค้าสหภาพยุโรปในจีน ได้วิพากษ์วิจารณ์การจัดงานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน (CIIE) ซึ่งจัดขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 5-10 พฤศจิกายน ว่าเป็นแค่การ “โชว์” เฉย ๆ เพราะตอนนี้ธุรกิจยุโรปเริ่มมองเห็นความจริง ดังนั้นหากต้องการฟื้นความมั่นใจของนักลงทุน จีนก็จำเป็นต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรม

“จุดประสงค์เริ่มแรกของ CIIE ตั้งใจว่าจะเป็นงานที่แสดงให้เห็นถึงการเปิดกว้างและปฏิรูปของจีน แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าส่วนใหญ่ จนถึงตอนนี้เป็นแค่ภาพลวงตา ความพยายามของรัฐบาลในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจยังไม่เห็นผลลัพธ์เลย”

ในเดือนกันยายน รัฐบาลจีนยอมผ่อนคลายการควบคุมเงินทุนในสองเมือง คือปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ อนุญาตให้ต่างชาตินำเงินเข้าหรือออกจากจีนได้อย่างเสรี พร้อมกันนั้นบรรดาบริษัทตะวันตกชั้นนำ เช่น เจพีมอร์แกน เทสลา เอชเอสบีซี ได้เข้าพบผู้ว่าการธนาคารกลางจีน เพื่อขอให้เปิดอุตสาหกรรมการเงินมากขึ้นให้กับต่างชาติ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า บรรดานักลงทุนระดับโลกยังคงระแวงจีน เนื่องจากมีการตรวจสอบบริษัทตะวันตกมากขึ้น

ผลการสำรวจของหอการค้าอเมริกันในเซี่ยงไฮ้ เมื่อเดือนกันยายน พบว่ามีบริษัทเพียง 52% มีมุมมองบวกต่อแนวโน้มธุรกิจของตนในระยะ 5 ปีข้างหน้า ต่ำที่สุดนับจากปี 1999 ขณะที่ปี 2022 อยู่ที่ 55% และปี 2021 อยู่ที่ 78%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...