พาไปรู้จัก World Englishes! เมื่อภาษาอังกฤษไม่ได้มีแค่ ‘British’ กับ ‘American’
English is truly international language! สวัสดีครับชาว Dek-D ทุกคน หากพูดถึงภาษาอังกฤษ หลายคนอาจคิดว่ามีแค่แบบ“บริติช”(British English) กับ“อเมริกัน”(American English) เท่านั้น แต่เมื่อภาษาอังกฤษถูกใช้เป็นภาษากลางที่สื่อสารกันทั่วโลก จึงมีการหยิบไปใช้ ถูกผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรม และพัฒนาหรือดิ้นไปตามบริบทของแต่ละแห่ง จึงอาจทำให้มีคำศัพท์เกิดใหม่ การออกเสียงที่แตกต่างไป หรือสำเนียงที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศนั้น เป็นต้น
วันนี้พี่มิวนิคและ English Issues เลยอยากพาน้องๆ ไปขยายขอบเขตความรู้ พร้อมทำความรู้จักกับ ‘World Englishes’ ซึ่งเป็นประเด็นทางภาษาศาสตร์ที่ทั้งโลกกำลังให้ความสนใจ แถมหลายๆ มหาวิทยาลัยก็จัดการเรียนการสอนวิชานี้ด้วย จะน่าสนใจยังไง และเกี่ยวข้องกับเราอย่างไรบ้าง ตามมาหาคำตอบกันเลยครับ Let's find out now!
………………………………
มาทำความรู้จักกับ World Englishes กัน!
หลังจากเกิดการล่าอาณานิคมของอังกฤษ(British Colonialism) และจักรวรรดินิยมอเมริกา(American Imperialism) ทำให้อิทธิพลของภาษาอังกฤษแพร่กระจายไปทั่วโลก แม้แต่ในประเทศที่ไม่ได้ถูกเข้ายึดครองก็ยังได้รับอิทธิพลนั้นเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ปัจจุบันภาษาอังกฤษได้กลายเป็น “ภาษาสากล”(International Language) ที่สำคัญกับทุกคนและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งการเรียน การทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน เรียกว่าเป็นทักษะจำเป็นที่ใครๆ ก็ควรมีติดตัวไว้เลย (ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ใช้สื่อสารราวๆ 20%หรือประมาณ 1.35 พันล้านคนเลยครับ)
ที่น่าสนใจคือเมื่อภาษาอังกฤษแบบมาตรฐานเดินทางไปเยือนถิ่นไหน ก็อาจจะถูกปรับให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมคละเคล้าด้วยกลิ่นอายของภาษาถิ่นประเทศนั้นๆ ทุกวันนี้จึงเกิดสำเนียงอังกฤษอีกหลายแบบนับไม่ถ้วนทั่วโลก ตัวอย่างเช่น‘Singlish’ (ภาษาอังกฤษแบบสิงคโปร์), ‘Indian English’ (ภาษาอังกฤษแบบอินเดีย), Konglish(ภาษาอังกฤษแบบเกาหลี) หรือแม้แต่ภาษาอังกฤษแบบคนไทยที่เรียกว่า ‘Tinglish’ก็มีเหมือนกัน ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีข้อแตกต่างในแง่คำศัพท์, การออกเสียง, ไวยากรณ์ หรือสำเนียงตามบริบทประเทศนั้นๆ // เดี๋ยวเราจะพาไปเจาะลึกแต่ละแบบ เลื่อนไปอ่านด้านล่างได้เลย!
และน้องๆ หลายคนอาจสังเกตเห็นและสงสัยว่าทำไม “World Englishes”ต้องเติม“es” ด้วยนะ สามารถอยู่ในรูปพหูพจน์ได้ด้วยเหรอ? ซึ่งเหตุผลที่คำว่า English เติม “es” นั้นก็เพื่ออธิบายความหลากหลายของสำเนียงภาษาอังกฤษนั่นเองครับ
………………………………
แล้วทำไมเราถึงควรเรียนรู้ World Englishes ล่ะ?
ถ้าเป็นยุคก่อนๆ การเรียนภาษาผ่านภาษาอังกฤษแบบมาตรฐาน(Standard English) ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ทุกวันนี้เมื่อโลกเปิดกว้างและมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากขึ้น การทำความเข้าใจสำเนียงของคนพื้นที่ต่างๆ ย่อมช่วยให้สื่อสารได้ราบรื่นขึ้น และประโยชน์ทางอ้อมคือช่วยให้เข้าใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผ่านการใช้ภาษาของผู้คนด้วย
“ฉันเห็นความสำคัญของการส่งเสริมนักเรียนให้รู้จักกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมของการใช้ภาษาอังกฤษ เพราะคนเหล่านี้จะพร้อมรับมือกับสภาพแวดล้อมที่มีความต่างทางภาษาทั้งในสถานศึกษาและสถานที่ทำงาน”
Ana Maria Wetzl
นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์
………………………………
‘Kachru’s Three Circles of English’
ทีนี้ก็เกิดคำถามในหมู่ของนักภาษาศาสตร์ว่า“ถ้าภาษาอังกฤษมีความหลากหลายมาก เราจะจำแนกยังไงดี?”หนึ่งในผู้ที่พยายามตอบคำถามนี้ก็คือ “บราจ คาชรุ”(Braj Kachru) นักภาษาศาสตร์ชาวอินเดีย ผู้นิยามคำศัพท์ ‘World Englishes’ ขึ้นมาเป็นครั้งแรกของโลก
คาชรุได้เสนอทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด อย่าง “Three Concentric Circles”ที่อธิบายว่าท่ามกลางความหลากหลายของภาษาอังกฤษนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 3 วงกลมที่มีส่วนทับซ้อนกัน ได้แก่ กลุ่มประเทศวงใน (The Inner Circle), กลุ่มประเทศวงนอก(The Outer Circle) และกลุ่มประเทศวงขยาย(The Expanding Circle)
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เรามาขยายและดูตัวอย่างสำเนียงในวงนั้นๆ กันต่อเลยครับ
………………………………
กลุ่มประเทศวงใน (The Inner Circle)
ในวงนี้จะครอบคลุมประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก(English as First Language) หรือ ใช้เป็นภาษาแม่ (Native Language) เช่น อังกฤษ(England), สหรัฐอเมริกา(USA), แคนาดา(Canada), ออสเตรเลีย(Australia) และ นิวซีแลนด์ (New Zealand) เป็นต้น // หลายคนจะคุ้นเคยดีกับสองสำเนียงในกลุ่มนี้อย่างสำเนียงบริติช (British English) และอเมริกัน American English
ภาษาอังกฤษแบบบริติช (British English)
หลายคนอาจรู้สึกหลงใหลวิธีการออกเสียงแบบฉบับ British Englishที่ใช้ในสหราชอาณาจักร (United Kingdom) แต่ในนั้นยังมีแตกแขนงเป็นอีกหลายสำเนียงเลย ซึ่งแบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายรวมถึงในราชวงศ์และสื่อทุกสำนักในอังกฤษคือ “สำเนียงอังกฤษแบบมาตรฐาน” (Received Pronunciation: RP) นอกจากนี้ยังมีสำเนียงท้องถิ่น(Dialect) อีกมากมาย เช่นสำเนียงเวลส์(Welsh), สำเนียงแบบไอริช(Hiberno-English) และอื่นๆ // เราลองดูความแตกต่างได้ในคลิปด้านล่างนี้กันเลยครับ
ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน (American English)
ครั้งหนึ่งสหรัฐอเมริกาเคยตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ ทำให้ได้รับอิทธิพลการใช้ภาษาอังกฤษตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และได้ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทประเทศตนเองจนกลายมาเป็นสำเนียงอเมริกัน(American English) ที่เราคุ้นชินอย่างในปัจจุบัน
ยิ่งไปกว่านั้นคำศัพท์และสำเนียงอเมริกันมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับสำเนียงอังกฤษอยู่บ่อยๆ ซึ่งแม้ว่าทั้งคู่จะเป็นเจ้าของภาษาเหมือนกัน แต่มีจุดต่างไม่น้อย ยกตัวอย่างเช่น
American English British English Cookie Biscuit Subway Underground Fries หรือ French fries Chips Pants Trousers Eraser Rubber Garbage Rubbish
Tips วิธีสังเกต
- American จะลงท้ายคำด้วย -er เช่น Center // British ลงท้ายด้วย -re เช่นคำว่า Centre
- American มี -ze อยู่ท้ายคำ เช่น Analyze // British จะมี -se อยู่ท้ายคำ เช่น Analyse
- American ออกเสียง /r/ (=อาร์) ท้ายคำอย่างชัดเจน // British มีการละเสียง /r/ (=อาร์) ท้ายคำ
- American ออกเสียง -ed เป็นเสียง /d/ (=เดอะ) // British จะออกเสียง -ed เป็นเสียง /t/ (=เถอะ)
มาลองดูวิธีการพูดภาษาอังกฤษแบบ American English กัน
………………………………
กลุ่มประเทศวงนอก (The Outer Circle)
ออกมาลุยที่วงนอกกันต่อครับ ส่วนใหญ่ประเทศในวงนี้มักเคยตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน(British colonies), ได้รับอิทธิพลจากอังกฤษและประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองในการบริหารประเทศ (Administrative Duties), ภาษาราชการ (Official Language), การศึกษา (Education), กฎหมาย (Law) และด้านธุรกิจ (Business) ด้วยครับ
ตัวอย่างประเทศที่อยู่ในวงนอก เช่น อินเดีย(India), สิงคโปร์(Singapore), มาเลเซีย(Malaysia), แซมเบีย(Zambia), กานา (Ghana), ไนจีเรีย(Nigeria),เคนยา(Kenya) เป็นต้น
ภาษาอังกฤษแบบอินเดีย (Indian English)
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมคนอินเดียถึงพูดภาษาอังกฤษเก่งมาก เหตุผลก็เพราะว่าแดนภารตะนี้เคยตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษนานเกือบ 100 ปี และมีการใช้สื่อสารมานานกว่า 4 ศตวรรษเลยทีเดียว โดยแรกเริ่มจะใช้พูดกันในหมู่พ่อค้า (Merchants) และผู้สอนศาสนา (Missionaries) แล้วปรับเปลี่ยนมาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นภาษาราชการ (Official Language) ที่เป็น ภาษาอังกฤษแบบอินเดีย(Indian English) อย่างในปัจจุบันนี้ จึงไม่แปลกที่คนอินเดียส่วนใหญ่สามารถพูดสลับภาษาแม่อย่างฮินดี (Hindi) และภาษาอังกฤษได้ทันที (Code Switch)
ซึ่งการพูดแบบIndian English มักไม่ออกเสียง /th/ แต่จะออกเป็นเสียง /t/ หรือ /d/ แทน และมักมีการออกเสียง /v/ และ /w/ สลับกันไปมา จนทำให้การพูดของเค้านั้นเร็วและรัวมากก นอกจากนี้ยังมีการใช้คำศัพท์ที่ต่างจากกลุ่มประเทศวงในด้วย เช่น ใช้คำว่า Tiffin (=อาหารกลางวัน) ซึ่งเป็นคำภาษาอังกฤษแบบอินเดีย แทนคำว่า Lunch (UK) เป็นต้น // มาส่องวิธีการพูดภาษาอังกฤษแบบ Indian English กัน
ภาษาอังกฤษแบบสิงคโปร์ (Singlish)
เราเรียกการพูดภาษาอังกฤษในประเทศสิงคโปร์ว่าเป็น "Singlish (Singapore + English)" โดยได้รับอิทธิพลมาจากการที่เคยตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แม้ว่าปัจจุบันจะเป็นอิสระ ประเทศสิงคโปร์ก็ยังคงใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการและยังรวมถึงภาคธุรกิจที่ใช้สื่อสารเป็นหลัก รวมถึงระบบการศึกษาในประเทศก็มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษเช่นกัน จนปัจจุบันถูกใช้อย่างแพร่หลายกว่า 48.3% ของประชากรทั้งหมดเลยทีเดียว (สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความพหุวัฒนธรรมมาก มีทั้งจีน อินเดีย และประเทศอื่นๆ อีกมากมายที่ย้ายมาตั้งหลักถิ่นฐาน)
อีกทั้งการใช้ภาษาอังกฤษแบบ Singlishจะมีสำเนียงและวิธีการพูดที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น
- ไม่มีการผัน Past Tense และ Present Tense
- มักละการใช้ A และ An หรื (Indefinite Article)
- มักมีการลงท้ายเสียงด้วย ‘Lah’ และ ‘Ah’
แวะมาดูการพูดภาษาอังกฤษแบบ Singlish กันสักหน่อย~
………………………………
กลุ่มประเทศวงขยาย (The Expanding Circle)
และแล้วเราก็มาถึงกลุ่มประเทศวงนอกสุดอย่างวงขยาย(Expanding Circle) ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าวงนี้ประกอบไปด้วยประเทศส่วนใหญ่ในโลกเลยก็คงจะไม่ผิด เพราะมีหลายประเทศที่แม้ไม่ได้ถูกอังกฤษเข้ามาล่าอาณานิคม แต่ภาษาอังกฤษกลับมีอิทธิพลต่อประเทศในวงขยายอย่างมากทั้งด้านเศรษฐกิจ, การศึกษา และด้านอื่นๆ อีกมากมาย
นอกจากนี้ยังรวมถึงประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษานานาชาติ(International Language), ภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างชาติ (EFL) และใช้เป็นภาษากลางในการสื่อสาร(Lingua Franca)เช่น จีน (China), เกาหลี (Korea), ไทย (Thailand), ญี่ปุ่น (Japan), อินโดนีเซีย (Indonesia), อิสราเอล (Israel), และ ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) เป็นต้น
ภาษาอังกฤษแบบเกาหลี (Konglish)
การใช้ภาษาอังกฤษในประเทศเกาหลีมีมาตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเกาหลีเมื่อปี 1953 จากการที่กองกำลังทหารอเมริกาใช้ภาษาอังกฤษสื่อสาร และค่อยๆ เผยแพร่ใช้เป็นวงกว้างและเกิดเป็น “Konglish (Korean+English)”หรือการผสมผสานวัฒนธรรมระหว่างภาษาเกาหลีกับภาษาอังกฤษเข้าด้วยกัน
จุดเด่นของ Konglish คือมักสร้างคำศัพท์เกาหลีโดยการยืมคำศัพท์ในภาษาอังกฤษ (English Loanword) จนทำให้ในปัจจุบันมีคำศัพท์ภาษาเกาหลีที่มีต้นแบบมาจากภาษาอังกฤษนับไม่ถ้วนเลย
ตัวอย่างคำศัพท์แบบ Konglish เช่น
- Fighting (N. อ่านว่า ไฟทฺิ่ง) คำนี้ถ้าแปลแบบภาษาอังกฤษจะได้ว่า ‘การต่อสู้’ แต่สำหรับบริบทเกาหลี (Konglish) จะมีความหมายว่า สู้ๆ! // ในเกาหลีจะเขียนว่า 화이팅 (ฮวาอีทิ่ง) หรือ 파이팅 (พาอีทิ่ง)
- Skinship (N. อ่านว่า สกินชิพ) หรือ 스킨십 เป็นคำที่มาจากการผสมกันระหว่าง skin (ผิว) + kinship (ความเกี่ยวดองกัน) โดย Oxford ได้ให้ความหมายว่าเป็น การสัมผัสหรือการสัมผัสทางกายอย่างใกล้ชิดระหว่างพ่อแม่กับลูก ระหว่างคู่รัก หรือระหว่างเพื่อน ซึ่งถือเป็นวิธีแสดงความรักหรือเสริมสร้างความผูกพันทางอารมณ์
- Visual (N. อ่านว่า วิชวล) หรือ (비주얼) คำนี้ถูกยืมมาจากภาษาอังกฤษที่มีความหมายว่า ‘การมองเห็น, ภาพหรือวิวทิวทัศน์’ แต่ในเกาหลีใช้คำนี้เพื่อสื่อว่าดูดี, หล่อ หรือสวย เชื่อว่าน้องๆ คนไหนที่ชื่นชอบ Kpop ต้องเคยได้ยินคำนี้แน่ เพราะแต่ละวงก็จะมีตำแหน่งวิชวลที่เป็นดั่งภาพลักษณ์ให้กับวงนั่นเอง // ยังมีคำอื่นๆ อีกเพียบ ตามไปส่องได้เลย
ลองดูการพูดแบบ Konglish ได้ที่คลิปด้านล่างนี้เลยครับ
ภาษาอังกฤษแบบไทย (Tinglish)
ปิดท้ายกันที่การใช้ภาษาอังกฤษแบบภาษาไทย หรือ “Tinglish (Thai+English)”ที่เชื่อว่าน้องๆ หลายคนอาจจะคุ้นเคยไปแล้ว เพราะเป็นการใช้ภาษาอังกฤษผสมผสานให้เข้ากับภาษาไทย และยังแฝงวัฒนธรรมแบบไทยๆ เอาไว้ด้วย
ตัวอย่างลักษณะการใช้ภาษาอังกฤษแบบ Tinglish เช่น
- ไม่มีการผันกริยา(No Verb Conjugations) เพราะว่าภาษาไทยไม่มีการผัน Tense ทำให้ใช้กริยาอยู่รูปแบบเดียว (ไม่เปลี่ยนตามเวลาในอดีต, ปัจจุบัน หรืออนาคตแบบภาษาอังกฤษ)
- ไม่มี Articles อย่าง ‘A’ , ‘An’ และ ‘The’ เพราะว่าในภาษาไทยไม่ได้แยกว่าคำนามให้เป็นแบบเจาะจงหรือไม่เจาะจง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นใช้ Article
- มีการซ้ำคำเกิดขึ้นเช่น ‘Same Same’ และ ‘Near Near’ เป็นต้น เนื่องจากในภาษาไทยมีการใช้ไม้ยมก (ๆ) เพื่อเน้นคำ เช่น ไกลๆ และใกล้ๆ
นอกจากนี้การออกสำเนียงแบบ Tinglish ก็มีความต่างจากเจ้าของภาษาในหลายๆ อย่างเช่น
- ไม่ออกเสียง /t/ (=เถอะ) ปิดท้ายคำเช่น Night = ออกเสียงว่าไนทฺ (ปกติต้องมีการลงเสียง /t/ ปิดท้ายคำด้วย แต่คนไทยมักออกเสียงเป็น ‘ไน๊’ โดยไม่มีการออกเสียง /t/ ต่อท้าย)
- ใช้เสียง /n/ แทนเสียง /l/ ในคำสุดท้าย เช่น School = สคูล (มักออกเสียงเป็นสคูน)
- มักพูดปิดประโยคด้วยเช่น ครับ (Krub), ค่ะ (Kha), นะ (Na), นะคะ (Na Ka) เป็นต้น // คนไทยชอบลงท้ายกลัวว่ามันจะห้วน หรือดูไม่สุภาพ ซึ่งเห็นได้บ่อยเวลาเขียนอีเมลติดต่อกัน เช่น Thanks ka.
ตามไปดูวิธีการพูดแบบ Tinglish ได้เลยที่คลิปด้านล่างนี้
Note : แม้ทฤษฎีสามวงกลมที่ทับซ้อนกันจะได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ก็มีนักภาษาศาสตร์หลายคนได้ออกมาแย้งว่าทฤษฎีของคาชรุนั้นอ้างอิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมากเกินไป นักภาษาศาสตร์รุ่นหลังๆ จึงได้นิยามความหลากหลายของภาษาอังกฤษเพิ่มเติมว่าเป็น ‘English as a Lingua Franca’หรือการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อเป็นภาษากลางระหว่างประเทศที่มีภาษาแม่แตกต่างกัน
“English is English, no matter what accent you speak it in.”
- Shehnaaz Gill
……………………………
ก็จบไปแล้วสำหรับความรู้เรื่อง World Englishes ที่พี่ได้นำมาฝากทุกคนกัน จะเห็นได้ว่าภาษาอังกฤษมีความหลากหลายอันเกิดจากการผสมผสานวัฒนธรรมของแต่ละประเทศเข้าไป ซึ่งความรู้เหล่านี้จะช่วยให้เราสื่อสารกับคนทุกชาติทั่วโลกได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
และไม่ว่าเราจะพูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงใด ก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรือเรื่องน่าอายเพราะเราทุกคนล้วนเป็นประชากรโลกที่เป็นเจ้าของภาษาอังกฤษ ไม่สามารถเอาสำเนียงใดมาวัดความเก่งได้ และสุดท้ายนี้พี่มิวนิคก็หวังว่าทุกคนจะกล้าพูดด้วยสำเนียงที่ตนเองถนัดและมั่นใจ แล้วเจอกันใหม่ในบทความหน้าครับ See ya krub !