โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะลึก “โนราโรงครู” พิธีกรรมหาชมยาก น้อมรำลึกบรรพชนของคนใต้

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 17 มี.ค. 2566 เวลา 03.14 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. 2566 เวลา 06.14 น.
รูปคุณ ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ จากการแสดงงาน โนรา มรดกภูมิปัญญาไทย มรดกวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ณ มูลนิธิคึกฤทธิ์ ๘๐

ความพิเศษของ “โนรา” ไม่ใช่เพียงศิลปะการร่ายรำอันมีท่วงท่างดงาม แต่ยังมีความเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของชาวใต้อย่างใกล้ชิด ก่อเกิดเป็นพิธีกรรมอย่าง “โนราโรงครู”

เชื่อกันว่าโนราตกทอดมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งการสืบทอดโนราจากรุ่นสู่รุ่นทำให้เกิด “ครู” ขึ้น ครูบาอาจารย์เหล่านี้ได้ชื่อว่าเป็น “ครูหมอตายาย”หมายถึงบรรพบุรุษที่ประสิทธิ์ประสาทศิลปะการแสดงแขนงนี้แก่ลูกหลาน ผู้ที่ได้รับสืบทอดมรดกภูมิปัญญาโนราจึงจัดพิธีบูชาและน้อมระลึกถึงบรรพบุรุษ เพื่อความเป็นศิริมงคลต่อครอบครัว เกิดเป็น “โนราโรงครู” ที่นับวันจะหาชมได้ยาก

โนราโรงครู ส่วนใหญ่จะจัดขึ้นระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ตั้งแต่วันพุธ-ศุกร์ ในเดือนมิถุนายน-กันยายน ทุก ๆ ปี 3 ปี หรือ 5 ปี ตามสะดวก

จากบทความ “โนราโรงครู: แหล่งความรู้ของวัฒนธรรมการแสดงภาคใต้” โดย ผศ. ดร. เธียรชัย อิศรเดชอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตในหนังสือ “โนรา ศิลปะการร้องรำ” (พ.ศ. 2563) ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้อธิบายแบบแผนพิธีกรรม โนราโรงครู ไว้อย่างละเอียดว่า

“โนรา” ที่จะมาประกอบพิธีได้นั้น ต้องเป็นชายผู้ผ่านการบวชเรียนก่อนครองเรือน ผ่านการฝึกฝนการร้องรำและประกอบพิธีที่สืบทอดมาจากสายตระกูลของตนอย่างถูกวิธี ผ่านพิธี “ครอบเทริด”หรือการมอบเทริดถ่ายโอนให้อย่างเป็นทางการจากครูโนราคนก่อน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มักจะเป็นต้นตระกูล อย่าง ปู่หรือพ่อ เมื่อได้รับการสืบทอดอย่างเสร็จสมบูรณ์ ผู้นั้นจะได้รับการขนานนามว่า “โนราใหญ่” ซึ่งมีอภิสิทธิ์ครอบครองคณะโนรา

“ก่อนวันประกอบพิธีกรรมจะมีการปลูกโรงแสดงหรือโรงพิธีชั้นเดียวขึ้นเป็นการเฉพาะ ทางทิศตะวันออกในพื้นที่บ้านดั้งเดิมของสายตระกูล หันหน้าโรงไปทางทิศเหนือหรือทิศใต้ โรงพิธีเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 6×8 เมตร ไม่ยกพื้น หลังคาเป็นรูปหน้าจั่ว มุงครอบกระแชงหรือใบเตยไว้ตรงกลางจั่ว โรงพิธีที่สร้างขึ้นนี้ มีขนาดพอจุคนในหมู่เครือญาติและคณะโนราทั้งหมด ตรงกลางปู ‘สาดคล้า’ (เสื่อที่ทำมาจากต้นคล้า) ให้นายโรงโนราทำพิธีกรรม และร่ายรำต่าง ๆ”

ผศ. ดร. เธียรชัยยังให้ข้อมูลบรรยากาศพิธีกรรมโนราโรงครู ตั้งแต่วันแรกจวบจนวันสุดท้าย ไว้ดังนี้

เมื่อทุกอย่างพร้อมก็ถึงเวลาของพิธีกรรมวันแรก คล้อยบ่ายถึงเย็นวันพุธ โนราและคณะจะมาถึงยังสถานที่จัดแสดง เจ้าของบ้านจะต้องนำหมากพลูไปรับ และเชิญโนราใหญ่ให้ก้าวเข้าโรงพร้อมกับ “ตีเครื่อง”หรือใช้เครื่องดนตรีให้สัญญาณ เพื่อบอกกล่าวว่าได้มายังที่นี่โดยสวัสดิภาพ

กิจกรรมของวันแรกอาจไม่เยอะมากนักเมื่อเทียบกับวันที่ 2 หรือ 3 ส่วนใหญ่จะเป็นการรับประทานอาหารเพื่อให้คุ้นชินกับสถานที่ จากนั้นจึงจะเริ่มต้นพิธีกรรมอย่างการตั้งเครื่องและเบิกโรง โดยให้โนราใหญ่ผู้ร่วมพิธียกพานหมากและจุดเทียน 1 เล่ม จับสายสิญจน์จากหิ้งบูชา “ครูหมอโนรา”หรือ “ตายายโนรา”บนบ้านเจ้าภาพมาชุมนุมที่โรงพิธี เมื่อถึงเวลาค่ำจึงค่อยทำพิธีกรรมอย่างการ “ขานเอ”ต่อ

เรื่องการขานเอประสิทธิ์ รัตนมณีและ นราวดี โลหะจินดาให้ข้อมูลที่น่าสนใจไว้ในงานวิจัย “โนราโรงครูคณะ ‘เฉลิมประพา’ จังหวัดปัตตานี (พ.ศ. 2550)” ว่า เป็นการบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ตามตำนานการปฏิสนธิของโนรา โดยบทขานเอจะต้องปรากฏในพิธีกรรมโนราโรงครูทุกครั้ง เพราะคนในชุมชนมีความเชื่อว่า หากไม่เบิกบทนี้ คณะโนราจะทำการอันใดก็จะไม่เกิดผลสำเร็จ

เมื่อขานเอแล้ว ผศ. ดร. เธียรชัยได้ให้รายละเอียดต่อไปว่า โนราจะทำการ “กาศครู”หรือเชิญครู โดยใช้บทกาศครู จนถึง“ชุมนุมครู”ซึ่งเป็นการเชื้อเชิญวิญญาณครูหมอโนราของคณะเจ้าภาพมาชุมนุมยังบริเวณพิธี จึงอันเป็นการเสร็จพิธีของวันแรก

แต่จะมีโนราบางสายทำการ “จับบทตั้งเมือง” เพื่อเป็นการจับจองพื้นที่โรงโนราเป็นกรรมสิทธิ์ของตน ตามเรื่องในตำนานที่พระยาสายฟ้าฟาดได้ประทานเป็นเครื่องต้น หรือบางสายอาจจะรำถวายครูหมอ หรือการแสดงรำทั่วไป เพื่อสร้างความบันเทิงแก่เจ้าภาพ เป็นต้น

ล่วงเข้าวันที่ 2 ซึ่งถือได้ว่าเป็นวันที่มีความเข้มข้นของพิธีกรรมมากที่สุด ตั้งแต่เช้าตรู่ยันดึกดื่นจะเต็มไปด้วยกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย เริ่มจากการแสดงในเชิงพิธีกรรมของนายโรงที่จะแต่งตัวไปอันเชิญวิญญาณบรรพบุรุษของเจ้าบ้านมายังโรงพิธี ก่อนจะตามด้วยกาศครูและชุมนุมเทวดาเหมือนวันแรก

แต่ที่แตกต่างคือมีการขออนุญาตพระแม่ธรณี เพื่อขอที่ตั้งโรงโนราและเป็นการไหว้ครู ก่อนจะถวายข้าวของให้ รวมถึงมีการ “แต่งพอก”หรือการนำผ้าขาวเหน็บที่เอวสองข้าง เนื่องจากวันนี้จะมี “การรำสิบสองบท สิบสองเพลง”โดยโนรา เช่น รำบทโศกัง บทพลายงามตามโขลง เพื่อให้พิธีสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

การร่ายรำดังกล่าวมีข้อบังคับคือโนราใหญ่ต้องเล่นให้ครบทั้งหมด 12 เพลง เพื่อให้มีโอกาสสูงที่ปู่ย่าตายายของเจ้าของบ้านจะมาเข้าทรง

กว่าจะทำการแสดงจนสิ้นสุด 12 บทเพลงก็ล่วงไปถึงช่วงย่ำเย็น ผู้หลักผู้ใหญ่ในพิธีกรรมก็จะเริ่มพาลูกหลานในสายเลือดของตนเองมากราบไหว้ครูหมอตายาย ซึ่งก็คือวิญญาณครูผู้ประสิทธิ์ประสาวิชาโนราและวิญญาณบรรพชนที่มาประทับที่โรงแสดง

แต่ละบ้านจะมีครูหมอตายายตามบรรพบุรุษของตนเอง จากการไล่นับถึงพ่อแม่ผู้ล่วงลับขึ้นไปถึงตายาย ทวดเทียด จนกว่าจะไม่สามารถไล่ขึ้นไปจนสุดได้ เมื่อไม่สามารถไล่ต้นตระกูลได้อีก ก็จะเชื่อมความคิดเรื่องครูหมอตายายที่เป็นเทพ เช่น แม่ศรีมาลา พระเทพสิงหร ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นสายเลือดเดียวกัน

เมื่อลูกหลานอยู่กันพร้อมหน้าก็ดำเนินพิธีกรรมต่อ โดยให้คนทรงของบ้านนั้นนั่งคลุมด้วยผ้าสีขาว ก่อนที่โนราใหญ่จะทำการขับร้องเพลงให้วิญญาณของต้นตระกูลมาสิงอยู่ที่ร่าง

ความพิเศษและถือได้ว่าเป็นความสามารถของโนราใหญ่จะวัดอยู่ตรงนี้ เพราะต้องทำทุกอย่างให้วิญญาณบรรพบุรุษพอใจจนกว่าจะเข้ามาสิงร่าง ซึ่งวิธีการก็มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการก่นด่าว่าบรรพชนไม่ทำหน้าที่ หรือร้องเชิญให้ลงมาประทับ

หลังจากวิญญาณบรรพชนเข้ามาทรงร่างของลูกหลานแล้วนั้น ก็เรียกได้ว่าถึงจุดสำคัญของพิธีโนราโรงครู กล่าวคือการแสดงความเคารพ และสื่อถึงความห่วงใยต่อผู้ล่วงลับ ซึ่งลูกหลานจะทำการเซ่นไหว้ของมากมายให้แก่บรรพบุรุษอย่างครบสมบูรณ์ ซึ่งการ “ครบสมบูรณ์” จะดูจากการตอบรับของร่างทรงที่จะทำการ “พาไล”หรือปีนขึ้นบนชั้นที่วางของเซ่นไหว้

หากยอมรับและถูกใจ ผีก็จะ “เหวยหมรับ”โดยการเอาเทียนจุดไฟวนรอบเครื่องเซ่น แล้วเสวยเปลวเทียนนั้น แต่ถ้าไม่ ร่างทรงจะเขวี้ยงอาหารเหล่านั้นทิ้ง และต้องเจรจาแก้ไขจนกว่าจะพอใจ

จวบจนเข้าวันเสร็จพิธี นายโรงจะร้องบทส่งครู สรรเสริญและขอบคุณวิญญาณครูหมอตายายที่มาร่วมพิธีเมื่อค่ำคืนที่แล้วตั้งแต่เช้า เนื่องจากมีความเชื่อว่าถ้าหากไม่ทำการส่งครูก่อนมืด จะทำให้ผีจร ผีป่าหรือผีไม่ดีแฝงตัวเข้ามา

การร้องบทส่งครูก็มีลำดับคล้ายคลึงกับวันแรกที่เชิญมา โดยจะมีการปีนขึ้นไปตัดจากที่มุมหลังคาโรงออกสามตับ เรียกว่า“ตัดจากสามเหลิง”เพื่อให้ครูหมอตายายกลับทางนั้น

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการ “รำเฆี่ยนพราย”กล่าวคือการใช้ไม้หวายอาคมเฆี่ยนตีไปรอบ ๆ บริเวณสาดคล้า เพื่อไล่ภูตผีอันตรายออกไป พลางร้องบทเพลงอาลัยระหว่างคนกับผีเคล้าคลอไปด้วย

ใกล้เวลาเลิกโรง โนราใหญ่จะนำด้ายขาวและเทียนขาวมาสับทิ้ง เพื่อตัดการมองเห็นและติดต่อกันระหว่างโลกคนเป็นและคนตาย ทั้งยังต้องนำสาดคล้าที่เหยียบย่ำมาเป็นเวลาเกือบสามวันคว่ำลง แล้วโยนเศษอาหารให้ผีจรและสรรพสัตว์กิน เป็นอันจบพิธี

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. โนรา ศิลปะการร้องรำ. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย: กรุงเทพฯ, 2563.

ประสิทธิ์ รัตนมณี และนราวดี โลหะจินดา. โนราโรงครูคณะ “เฉลิมประพา” จังหวัดปัตตานี (รายงานการวิจัย). ปัตตานี: สถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยานิวัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2550.

ปิยธิดา หนูสาย. “โนราโรงครู.” สืบค้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2566. https://www.sac.or.th/databases/rituals/detail.php?id=127.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 มีนาคม 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...