โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์”…อีกทางเลือกสำหรับนักลงทุน “สายตราสารหนี้” !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 21 เม.ย. 2566 เวลา 18.03 น. • สรวิศ อิ่มบำรุง

Wealthy Way: หนึ่งในทางเลือกที่ “นักลงทุนทั่วไป” ที่อยู่ “สายตราสารหนี้” มีโอกาสได้สัมผัสกันมาตั้งแต่ปลายปี2019 นั่นก็คือ “หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” หรือ Perpetual Bond” นั่นเอง
เพราะไม่ใช่บริษัทไหนก็จะออกกันได้ บริษัทที่ออกกันล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำระดับ Big Name” ที่นักลงทุนรู้จักกันเป็นอย่างดี เช่น CPALL, IVL, BCP, BGRIM หรือ TU เป็นต้น
และความน่าสนใจนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น
เพราะกรณีของตราสาร AT1” ที่มีปัญหาใน่ชวงที่ผ่านมาของ ธนาคารเครดิตสวิส” (Credit Suisse) มูลค่า 16,000 ล้านฟรังก์สวิส (ประมาณ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ที่ถูกหน่วยงานกำกับดูแลตลาดเงินประเทศสวิตเซอร์แลนด์สั่งตัดมูลค่าเป็นศูนย์จนดังไปทั่วโลกนั้น ก็จัดเป็น “หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” เช่นเดียวกัน
แต่สบายใจได้ในไทย ไม่มีแบงก์ไหนขายตราสาร AT1” ในประเทศไทยแต่ประการใด แต่ก้มีการนำไปขายในตลาดต่างประเทศเช่นกัน
ส่วน “หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” นั้น ก็ยังมีบริษัท Big Name” ที่มีแพลนจะออกขายเป็นระยะๆ อยู่ ใครที่สนใจก็ยังมีโอกาสให้ได้ลงทุนกันแน่นอน
แล้ว “หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” เป็นยังไง ทำไมจึงน่าสนใจในสายตานักลงทุน ตามทีมงาน ‘Wealthyhai’ ไปค้นหาคำตอบพร้อมๆ กันได้เลย

“หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” (Perpetual Bond) คือ อะไร?

“หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” (Perpetual Bond) เป็นตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่มีลักษณะก่ำกึ่งระหว่าง ‘ตราสารหนี้’ และ ‘ตราสารทุน’ ซึ่งโดยปกติตราสารหนี้ประเภทนี้จะไถ่ถอนเงินต้นเมื่อบริษัทเลิกกิจการ
“จะเห็นว่าบริษัทที่จะออก ‘Perpetual Bond’ นั้น ไม่ใช่บริษัทไหนก็จะออกกันได้ แต่ต้องเป็นบริษัทชั้นนำที่คนโดยทั่วไปต่างก็รู้จัก เพราะตราสารหนี้ประเภทนี้จะไถ่ถอนคืนเมื่อ ‘เลิกกิจการ’หรือ ‘เจ๊ง’ นั่นเอง ดังนั้นถ้าบริษัทชื่อชั้นไม่ดังจริง ก็ออกยาก เพราะถ้านักลงทุนคิดว่าจะ ‘เจ๊ง’ก็คงไม่ซื้อเช่นกัน”

โดยบริษัทชั้นนำเหล่านี้จะเลือกออก “Perpetual Bond” เมื่อมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่จำเป็นต้องใช้เงินมากๆ แล้วไม่ต้องการที่จะกู้เงินเพราะอาจจะทำให้สัดส่วน “หนี้สิน” ของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนส่งผลให้ “สัดส่วนหนี้สินต่อทุน” (D/E) พุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ความเสี่ยงด้านเครดิตสูงตามไปด้วย หรือหากจะระดมทุนด้วยการ “เพิ่มทุน” ขายผู้ถือหุ้นเดิมก็อาจทำได้ยากและจำกัดวงขายไว้แค่เฉพาะกลุ่ม ‘ผู้ถือหุ้นเดิม’ เท่านั้น ในขณะที่การออก Perpetual Bond นั้นสามารถขายให้นักลงทุนทั่วไปได้ด้วย
“บริษัท Big Name เหล่านี้จึงเลือกที่จะออก ‘Perpetual Bond’ แทน เนื่องจากตาม ‘มาตรฐานบัญชีปัจจุบัน’ สามารถนับเป็น ‘ทุน (equity)’ ได้ จึงเป็นประโยชน์ในการระดมทุนสำหรับบริษัทโดยไม่เพิ่ม D/E แต่ประการใด และยังช่วยทำให้ D/E ลดลงอีกด้วย ไม่เพียงเท่านี้ยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการบริหารจัดการโครงสร้างหนี้อีกด้วย”

5 ลักษณะที่สำคัญของ “หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” (Perpetual Bond)

“หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” (Perpetual Bond) มีลักษณะที่สำคัญ ดังนี้
1.“การไม่มีอายุ” หรือ “ไม่กำหนดวันไถ่ถอน” ผู้ลงทุนมีสิทธิได้ดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ คล้ายๆ กับผู้ลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสได้เงินปันผลตราบใดที่บริษัทนั้นๆ ยังไม่เลิกกิจการไป ถ้าต้องการได้เงินก่อนครบกำหนดไถ่ถอนก็ต้องไปขายใน “ตลาดรอง” เท่านั้น ซึ่งราคาขายที่ได้อาจจะ ‘สูงกว่า’ หรือ ‘ต่ำกว่า’ ต้นทุนที่ซื้อมาก็ได้
2.“เป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิ” หากบริษัทที่ออก “ล้มละลาย” นักลงทุนที่ถือหุ้นกู้ประเภทนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้คืนหลังเจ้าหนี้สามัญอื่นๆ ซึ่งอาจได้รับชำระหนี้คืน“เต็มจำนวน” หรือ“บางส่วน” ตามจำนวนเงินที่เหลือจากการชำระเจ้าหนี้ลำดับก่อนหน้า
3.“เลื่อนจ่ายดอกเบี้ยได้” ผู้ออกสามารถ “เลื่อนการจ่ายดอกเบี้ย” ออกไปได้โดยไม่มีเงื่อนไขแม้ว่าบริษัทจะมีกำไรก็ตาม แต่เมื่อเลื่อนก็จะทบดอกเบี้ยเอาไว้ให้ด้วย ที่สำคัญถ้าบริษัทเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยออกไป ในระหว่างนั้นก็ไม่สามารถจ่ายปันผลกับผู้ถือหุ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ‘เงิน’ หรือ ‘หุ้นปันผล’ ก็ตาม ดังนั้นนักลงทุนต้องเตรียมการรองรับไว้ด้วยว่าอาจจะไม่ได้รับกระแสเงินสดจากดอกเบี้ยทุกงวดเหมือนการลงทุนในหุ้นกู้ปกติ แต่ในไทยยังไม่มีผู้ออกรายใดเลื่อนการจ่ายดอกเบี้ยมาก่อน

“แต่ ‘AT1’ นั้น จะต่างจาก Perpetual Bond ทั่วไป ตรงที่ธนาคารสามารถ ‘ยกเลิก’ หรือ ‘เลื่อนจ่ายดอกเบี้ยได้’ โดยที่ไม่ต้องสะสมดอกเบี้ยที่ถูกเลื่อนจ่ายออกไปไปสมทบจ่ายในครั้งถัดไปแต่ประการใด”
4.มีสิทธิไถ่ถอน (Call Option)” บริษัทผู้ออกมีสิทธิเรียก “ไถ่ถอนได้ก่อนกำหนด” โดยมักจะกำหนดให้เริ่มใช้สิทธิไถ่ถอนได้ตั้งแต่ปีที่ 5 ซึ่งในช่วง 5ปีแรกยังนับเป็น“ทุน” ได้ หลังจาก 5ปีก็จะกลายเป็น “หนี้” บริษัทที่ออกส่วนใหญ่ก็จะเลือกไถ่ถอนเมื่อครบ 5ปี หากไม่สามารถนับเป็นทุนได้แล้ว หรือหากดอกเบี้ยในตลาดขณะนั้นลดลงจากวันออก บริษัทก็อาจไถ่ถอนแล้วออกรุ่นใหม่ที่จ่ายดอกเบี้ยต่ำลงได้
5.“อันดับเครดิตของ Perpetual Bond” โดยทั่วไปจะต่ำกว่าอันดับเครดิตบริษัทที่ออกอยู่ “2 ระดับ” ตัวอย่าง บริษัทมีเครดิตเรทติ้ง A ก็จะออก “Perpetual Bond” มีเรทติ้ง BBB+ จากการมีสถานะเป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิ เป็นผลให้ Perpetual Bond จ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าหุ้นกู้ปกตินั่นเอง เรียกว่าถ้าบริษัทออกหุ้นกู้โดยใช้เรทติ้งบริษัทก็จะออกได้ในต้นทุนการเงินที่ต่ำกว่า แต่ก็จะ “นับเป็นทุนไม่ได้” นั่นเอง
“หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” (Perpetual Bond) จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีเงินลงทุนสูงที่ต้องการกระจายทางเลือกในการลงทุน หรือนักลงทุนเงินเย็นที่ไม่ได้มีเป้าหมายในการรับเงินต้นคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่สำหรับนักลงทุนรายย่อยควรทำความเข้าใจถึงเงื่อนไขพิเศษของ “Perpetual bond” เพื่อประเมินความเสี่ยงของหุ้นกู้และระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ก่อนตัดสินใจลงทุนน่าจะดีกว่า เพื่อจะได้ลงทุนด้วยความเข้าใจและลงทุนอย่างสบายใจนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...