โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันเทิง

รีวิว ‘Fast and Feel Love เร็วโหดเหมือนโกรธเธอ’ หนังแอ็กชั่นที่บอกว่าเป็นผู้ใหญ่ชีวิตต้องสู้

TODAY

อัพเดต 07 เม.ย. 2565 เวลา 15.26 น. • เผยแพร่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 15.08 น. • workpointTODAY

ทันทีที่เห็นชื่อและโลโก้ Fast and Feel Love เร็วโหดเหมือนโกรธเธอ เราก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือภาพยนตร์ที่มีกลิ่นควาเป็นพาโรดี้ หรือ แนวล้อเลียนอย่างแน่นอน แม้จะไม่ใช่เรื่องราวของการขับรถแข่งดริฟท์ ๆ แบบ Fast and Furious แต่ก็เป็นเรื่องราวของความเร็วที่ชวนลุ้นไม่แพ้กัน 

ด้วยเรื่องราวของเกา (นัท ณัฏฐ์ กิจจริต) นักกีฬา sport stacking ผู้ครองสถิติอันดับหนึ่งถูกโค่นแชมป์จนเขาต้องสร้างสถิติใหม่ให้เร็วว่า 4.699 วิให้ได้ แต่เขาต้องพบสถิติของเขาแย่ลงทุกทีเมื่อ เจ (ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์) แฟนสาวผู้เป็นแรงซัพพอร์ตทำให้เขาเร็วขึ้นได้ตลอดมาบอกเลิก ทำให้ศัตรูเบอร์หนึ่งของเขากลายเป็นงานบ้าน ปั๊มน้ำ ภาษี และ ภาระความรับผิดชอบต่าง ๆ ที่ดูจะธรรมดาแต่ยากระดับโหดหินสำหรับเขา 

[เนื้อหาในบทความต่อจากนี้อาจเปิดเผยเนื้อเรื่องบางส่วน]

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีกลิ่นความเป็นพาโรดี้ ทำให้เวลาเราดูเราจะได้เห็นฉากที่อ้างอิงจากภาพยนตร์และการ์ตูนดังเรื่องต่าง ๆ ซึ่งเพิ่มเสน่ห์ให้หนังกับเรื่องยกตัวอย่างเช่น ประโยค “เราเลือกนาย” ที่ชวนให้นึกถึง ซาโตชิ จากโปเกม่อน คนขับรถและติวเตอร์ภาษาอังกฤษที่มาเป็นแพคเกจกับแม่บ้านเหมือนใน Parasite ฉากชวนซึ้งใจที่แทบจะแกะออกมาจากในตำนานของFast and Furious ทั้งเพลงประกอบทั้งมุมกล้องและรถ เพลง underscore ที่บางเพลงชวนให้นึกถึง underscore ของ Squid Game ปรมาจารย์ร่างเล็กเหมือนโยดาในStar Wars บทพูดจาก Taken ฯลฯ และยิ่งเมื่อเอามาจัดวางกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เล่าเรื่องอย่างรวดเร็วเร้าใจ สไตล์หนังแอ็คชั่นที่มีดนตรี การตัดต่อ และมุมกล้องเป็นกุญแจสำคัญ พร้อมจังหวะคอมเมดี้แบบทวิสต์สลับด้วยจังหวะตลกแบบหลากหลาย ดูง่ายแต่ยังคงมีสไตล์ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ อย่างเต็มเปี่ยม 

เสริมด้วยการแสดงจังหวะเฉียบ ๆ จาก นัท-ณัฏฐ์ กิจจริต ที่บาลานซ์ฉากตลกและดราม่าได้กำลังดี ญาญ่า-อุรัศยา เสปอร์บันด์ ที่มอบการแสดงดีที่สุดของเธอเท่าที่เราเคยเห็นมา โปเต้-อนุสรา กอสัมพันธ์ ที่การแสดงดึงดูดสายตาจนเราอยากดูเธออีกเรื่อย ๆ รวมถึงนักแสดงท่านอื่นอย่าง ปริมมี่-วิพาวีร์ พัทธ์ณศิริ ก็เสริมความสนุกได้ดี โดยเฉพาะ เพลง- คีตภัทร ป้องเรือ ที่เล่นได้เก๋าได้ใจ ทำให้ Fast and Feel Loveเป็นภาพยนตร์ที่ดูแล้วรู้สึกสดชื่น แสบ ๆ ซ่า ๆ เหมือนได้ดื่มน้ำอัดลมเย็น ๆ สักขวดในหน้าร้อน 

และแม้จะบอกเล่าด้วยกีฬาสุดนิช แต่เนื้อเรื่องและบทสนทนากลับดูแล้วรู้สึกว่าเชื่อมโยงได้กับชีวิตคนเมืองทั้งหลายได้อยากรวดเร็วสมชื่อเรื่อง เพราะการต่อสู้กับสิ่งต่าง ๆ ของเกาในเรื่องชวนให้นึกถึงชีวิตของเราเองเมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่และการต่อสู้ในชีวิตจริง ไม่ใช่การต่อสู้กับตัวร้าย ความอยุติธรรม หรืออะไร ๆ ที่หนังแอคชั่นทั้งหลายเคยบอกเรา หรือแม้แต่การเอาชนะแค่ตัวเองเหมือนในหนังกีฬาอีกเช่นกัน แต่เป็นการต่อสู้กับ 5 สิ่งที่เอาชนะยากเหลือเกิน

  • ภารกิจในชีวิตประจำวัน ภาระที่มาพร้อมการโตเป็นผู้ใหญ่คือการต้องทำเรื่องที่กินเวลาอย่างน่าปวดหัวเอง เช่น การกินอยู่ งานบ้าน เอกสาร จ่ายบิล จ่ายภาษี ลดหย่อนมัน หรือการที่ต้องแบ่งเวลาให้กับครอบครัว สิ่งเหล่านี้ และการที่เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องละมือจากการทำงาน หรือทำให้เกิดดราม่าชวนปวดหัวในชีวิตได้อย่างไม่น่าเชื่อ

    • เวลาที่เดินไปข้างหน้า (แต่สังขารมันถดถอย)สิ่งที่ต้องทำให้ทันไม่ได้มีแค่เรียงแก้ว แต่เป็นทุก ๆ อย่างในชีวิตเพราะความชรามันมาเยือนอย่างเร็วโหดเหมือนโกรธเรา สะท้อนผ่านตัวละครเจที่ถ้าอยากมีลูกก็ต้องหาเงินเก็บไข่ให้ทันก่อนมันจะฝ่อไปหมด หรือเกาที่ต้องต่อสู้กับความปวดหลังที่เด็ก ๆ ยังไม่ต้องเผชิญ
    • คนรุ่นใหม่การที่เกาแทบจะเป็นผู้ใหญ่คนเดียวในการแข่งขันที่เต็มไปด้วยเด็กในวัยต่าง ๆ ที่มีฝีมือพัฒนาและรอบรู้ขึ้นทุกวัน บวกกับความเป็นเด็กที่มุ่งมั่นอยู่กับส่ิงเดียวได้เต็มที่โดยที่พวกเขาอาจจะไม่มีปัญหาอื่น ๆ ที่ผู้ใหญ่ต้องเผชิญมาขวางทาง สะท้อนให้เห็นชีวิตของคนทำงานทุกวันนี้ที่ต้องประคองตัวเองและพัฒนาให้ทันคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาในสายงาน และการที่เรื่องทำให้ไผ่หลิว เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เป็นมาสเตอร์ของเรื่อง ยิ่งตอกย้ำว่าหากยังยึดถึอในระบบอาวุสโส ถือเด็กถือผู้ใหญ่ ยิ่งจะทำให้พ่ายแพ้อย่างไม่มีทางพัฒนาตัวเองต่อได้เลย และยังให้พึงสังวรไว้ด้วยว่าบางทีครั้งที่ชนะเด็กได้อาจจะเพราะเด็กออมมือให้หรอกนะ
  • คนทั่วโลก

สิ่งที่มาพร้อมกับโลกาภิวัฒน์คือการแข่งขันที่มากขึ้นยิ่งในเวลานี้ชาติเราและตัวเราไม่ได้แข่งแค่กับตัวเองแต่ยังต้องทำให้มันทั้งคนทั้งโลกด้วย เหมือนกับที่เกาต้องแข่งกับเด็กน้อยที่อยู่คนละสัญชาติคนละซีกโลก เพราะการแข่งขันในชีวิตจริงมันไม่ได้มีข้อกำหนดอายุ วัย เชื้อชาติ เหมือนกับ sport stacking นี่ล่ะ

  • Work Life Balanceความสัมพันธ์ระหว่างเกากับเจ อาจจะกำลังท้อนสิ่งที่พูดง่ายทำยากที่สุดของคนทำงานคือการหาจุดกึ่งกลางที่พอดีระหว่างงานกับชีวิตผ่านฉากเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเรื่องที่เกาไม่มีเวลาแม้แต่จะรับฟังเจ รดน้ำต้นไม้ หรือเลื่อนรถให้แม่ 

อีกประเด็นที่สำคัญของเรื่องคือเวลา ปัจจัยสำคัญในสังคมทุนนิยมซึ่งกดดันเราให้ใช้เวลาให้เร็ว ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นที่สะท้อนผ่านตัวเกาโดยตรงเพราะยิ่งเขาทำเวลาได้เร็วเท่าไหร่เขายิ่งได้เงินรางวัลมากขึ้นเท่านั้น ถ้าเทียบกับชีวิตจริงแล้วก็เหมือนกับการที่พนักงานคนหนึ่งต้องเค้นผลงานมาได้ให้ทันเวลา หรือเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพมากขึ้นในเวลาที่จำกัด เหมือนที่เกาต้องทำความเร็วให้ได้มากที่สุดแม้มันจะเพิ่มแค่ไม่กี่มิลลิวินาที และยิ่งทำได้ในเวลาอันสั้นเท่าไหร่ก็ยิ่งได้รับรางวัลจากความเร็วนั้น หรือประเด็นการใช้เวลาของคนอื่นเพื่อให้เราใช้เวลาของเราได้มีประสิทธิภาพสูงสุด ที่เรื่องชี้ให้เราเห็นว่ากว่าที่จะได้เวลา 0.0001 วินาทีเพิ่มมาเกาต้องยืม ใช้ หรือแม้แต่ซื้อเวลาจากคนอื่นทั้ง เจ แม่ หรือเมทัลและคนขับรถ สิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ไม่ใช่การทุ่มเทของเขาคนเดียว แต่เป็นการสละเวลาและแรงกายของคนอื่นด้วย

อย่างไรก็ตาม Fast and Feel Loveก็สะกิดให้เราตั้งคำถามกับแนวความคิดแบบนี้ว่ามันถูกต้องจริงหรือ ที่จะโฟกัสอยู่แต่กับความก้าวหน้าในอาชีพจนต้องทุกอย่างต้องหยุดเพื่อหมุนตามมัน พร้อมกับชี้ให้เราเห็นว่าในบางครั้งในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ อาจจะไม่ใช่อาชีพการงานที่ก้าวหน้าหรือการตามความฝันอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นการที่สามารถรับผิดชอบชีวิตของตัวเองได้ดี มีเวลาให้กับคนรอบตัวต่างหาก 

นอกจากนี้ภาพยนตร์ยังเสียดสีสังคมในอีกหลายจุด เช่น 

  • การไม่มีพื้นที่สำหรับความฝันของเด็ก ๆในฉากแนะแนวที่ครูเบรกความฝันที่ดูไกลเกินจริงของนักเรียนต่าง ๆ เสริมความแสบด้วยด้วยฉากที่มีป้าย Self Learning Center กับท่องไปในโลกกว้างในเฟรมเดียวกับ และการเลือกความฝันที่ดูเหนือจริงในสายตาคนบางคนแต่เป็นจริงแล้วก็ตอกย้ำว่าหากได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ที่เข้าใจเหมือนกับแม่ของเกา มันอาจจะมีความฝันที่เป็นจริงขึ้นมามากว่านี้ได้อีก
  • นักกีฬาที่มีความสามารถขาดการสนับสนุนการที่เกาต้องซ้อม ต้องเล่นอยู่กับบ้าน และฉากที่ปอพูดถึงการไปขอการสนับสนุนแต่ไม่มีใครให้ ทั้งที่เกาเป็นนักกีฬาระดับโลกเพราะคนไม่ได้เห็นมันเป็นกีฬาจริงจัง หรือ ไม่สนใจเพราะเป็นกีฬาที่มีคนเล่นอยู่น้อย  บวกกับคำพูดของเจเรื่องที่ว่าถ้าอยู่ถูกที่เกาก็จะเติบโตได้ดีหากอยู่ในที่ ๆ ถูกต้อง ยิ่งทำให้เราเห็นการที่นักกีฬาเก่ง ๆ อีกมากมายที่ขาดแคลนการสนับสนุนจากองค์กรต่าง ๆ และภาครัฐ สำหรับกีฬาที่ไม่แพร่หลายในหมู่คนทั่วไป และทางออกของเขาอาจจะมีแค่การย้ายไปอยู่ต่างประเทศและไม่กลับมา
  • ความฝันที่ต่างกันของคนบ่อยครั้งที่ภาพยนตร์เน้นแต่นำเสนอความฝันที่ดูยิ่งใหญ่กว่า อย่างการเอาชนะอะไรสักอย่าง หรือปกป้องโลก การที่ความฝันของเจคือการแต่งงาน มีลูก เป็นแม่ และดูแลปกป้องใครสักคนให้มีความสุข ชี้ให้เราเห็นว่าความฝันที่น่าชื่นชมนั้นไม่ต้องเป็นเรื่องแปลกใหม่หรือพิเศษกว่าใครก็ได้ และยิ่งเสริมด้วยการแสดงของญาญ่า ยิ่งทำให้ประเด็นนี้ฉายแสงได้อย่างงดงาม 

Fast and Feel Love เร็วโหดเหมือนโกรธเธอผสมเอาประเด็นเหล่านี้ไว้กับหนังแอคชั่นในชีวิตประจำวันอย่างลงตัว ถึงจะน่าเสียดายเล็ก ๆ ที่เราไม่ได้เห็นฉากแอคชั่นของการเข้าไปยื่นภาษี ทำใบขับขี่ ทำบัตรประชาชนใหม่ให้ทันเวลาก่อนปิดคิว ไปแข่งให้ทันระหว่างรถติด และอีกมายมายที่น่าจะชวนให้เราลุ้น หรือร้องว่า “What the hell” มากกว่านี้ แต่ก็ยังเป็นภาพยนตร์ที่มีประเด็นชวนขบคิด สนุก และสะท้อนชีวิตผู้ใหญ่วัย 30 ที่ต้องสู้กับชีวิตที่สู้กลับอย่างไม่หยุดหย่อนได้เป็นอย่างดี

https://youtu.be/hUqDKKIIm5g

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...