โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วันนี้คุณใจดีกับตัวเองหรือยัง? เปิดมุมจิตวิทยาผ่าน 4 บทเรียนดีๆ จาก Inside Out 2

Dek-D.com

เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2567 เวลา 09.43 น. • DEK-D.com
4 ข้อคิดดีๆ จาก Inside Out ที่พาทุกคนออกไปสำรวจความรู้สึกและเข้าใจตัวเอง และ ‘ทำไมเราถึงควรใจดีกับตัวเองมากที่สุด’

สวัสดีครับชาว Dek-D ทุกคนเชื่อว่าน้องๆ หลายคนอาจได้ดู ‘Inside Out 2’ภาพยนตร์แอนิเมชันน้ำดีจากค่าย Pixar Animation Studios (Pixar) กันแล้วใช่มั้ยครับ? นอกจากจะได้ความสนุก ภาคนี้ก็ยังสอดแทรกข้อคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่น่าสนใจมากมายเลย วันนี้ พี่ธันเลยขอหยิบ 4 ข้อคิดดีๆ จากภาพยนตร์เรื่องนี้มาให้น้องๆ ได้ออกไปสำรวจความรู้สึกและเข้าใจตัวเองพร้อมกัน และจะได้รู้ว่า ‘ทำไมเราถึงควรใจดีกับตัวเองมากที่สุด’

ก่อนที่จะไปเริ่มกัน ขอเล่าเรื่องคร่าวๆ ของ ‘Inside Out’ ทั้งสองภาคสักหน่อย เพื่อที่ทุกคนจะได้เข้าใจบริบทและเนื้อเรื่องมากขึ้น …

เรื่องราวของภาคแรกจะเล่าชีวิตของ‘ไรลีย์’(Riley) เด็กหญิงอายุ 11 ปีและมีตัวตนที่ชัดเจน แต่ทุกอย่างได้พังทลายลงเมื่อรู้ว่าเธอต้องย้ายบ้านจากมินนิโซตา (Minnesota) มาที่ ซานฟรานซิสโก (San Francisco) ห่างไกลจากบ้านเก่าและเพื่อนอันเป็นที่รักของเธอ การปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่เป็นอะไรที่ยากมาก แต่ก็ต้องฝืนยิ้มเพื่อพ่อแม่ของเธอ // เนื้อเรื่องจะดำเนินผ่านตัวการ์ตูนที่แทนอารมณ์ต่างๆ ภายในหัวของไรลีย์ เช่น ‘ลั้ลลา’ (Joy), ‘เศร้าซึม’ (Sadness), ‘ฉุนเฉียว’ (Anger), ‘กลั๊วกลัว’ (Fear) และ ‘หยะแหยง’ (Disgust)ตัวละครทั้ง 5 ต่างแย่งกันมีบทบาทในการควบคุมการกระทำของไรลีย์

ส่วน ‘Inside Out 2’ เกิดขึ้น 2-3 ปีให้หลังเมื่อไรลีย์แตกเนื้อสาวย่างเข้าวัยรุ่น นอกจากการเปลี่ยนแปลงภายนอกที่สังเกตได้ชัดอย่างเช่น มีสิว ดัดฟัน แต่ความคิดในจิตใจก็ซับซ้อนมากขึ้น ก็เลยมีตัวละครอารมณ์ใหม่ๆ อย่าง ‘ว้าวุ่น’ (Anxiety), ‘อิจฉา’ (Envy), ‘เขินอาย’ (Embarrassment) และ ‘เฉยชิล’ (Ennui)เข้ามามีบทบาทและสร้างปัญหากวนใจบ้าง แต่ก็ทำให้ชีวิตของไรลีย์มีสีสันและสมบูรณ์แบบมากขึ้นเช่นกัน!

ดังนั้นจะมีข้อคิดอะไรบ้างไปอ่านต่อกันเลยยย~~

>>> Note: อาจมีการสปอยล์เนื้อหาบางส่วน <<<

1. ทุกอารมณ์ล้วนทำให้เราเติบโต

ถ้าไม่มีอารมณ์แย่ๆ เลย ชีวิตจะดีแค่ไหนนะ? หลายคนอาจเคยลองจินตนาการแบบนี้ใช่ไหมครับ แต่ในแอนิเมชัน Inside Out ทั้ง 2 ภาคต้องการสื่อว่า แท้จริงแล้วมนุษย์ไม่อาจละทิ้งอารมณ์ไหนไปได้เลยซึ่งนั่นรวมถึงด้านลบด้วย หากปราศจากความเศร้า ก็จะไม่รู้ว่าความสุขเป็นแบบไหน และหากไม่มีความกลัว ก็จะไม่ทันเห็นความอันตรายที่เข้าใกล้เรามากๆ เช่นกัน

พูดถึงความเศร้า จุดประสงค์คือการบอกให้คนอื่นรับรู้ว่าต้องการความช่วยเหลือ และแสดงออกทางกายภาพ เช่น การหลั่งน้ำตา รูม่านตาขยาย ฯลฯ ความเศร้านี้ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนด้วย เหมือนกับเวลาที่เราเห็นใครสักคนรู้สึกเสียใจ ก็มักจะมีความรู้สึกร่วม (Empathy)+ ความเห็นอกเห็นใจ (Compassion)และปูทางไปสู่การฟื้นฟูสภาพจิตใจให้ดีขึ้น เช่น การกอดเพื่อปลอบประโลม สมองจะหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin)หรือฮอร์โมนความรัก (Love Hormone)มาช่วยลดความเครียด เพิ่มความเห็นใจ และสร้างความผูกพันนั่นเองครับ

เพื่อให้เห็นภาพขึ้น พี่ธันขอยกตัวอย่างภาคแรกที่ตัวละคร ‘เศร้าซึม’ (Sadness)ปลอบใจเพื่อนในจินตนาการของไรลีย์ที่ชื่อ‘Bing Bong’หรือตอนที่ไรลีย์แพ้ฮอกกี้ เพื่อนร่วมก็มาช่วยกันปลอบโยนจนเธอรู้สึกดีขึ้น เป็นต้น

ส่วนในภาค 2 ใครหลายคนน่าจะเข้าอกเข้าใจตัวละคร ‘ว้าวุ่น’ (Anxiety)หรือความวิตกกังวลเป็นอย่างดี ว้าวุ่นพยายามช่วยไรลีย์กำจัดความกลัวที่มองไม่เห็น พร้อมกับทำให้คิดไปไกลและตีกรอบว่า เราจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อทำบางอย่างสำเร็จ เช่น การเลื่อนตำแหน่งงาน การเรียนจบ หรือการมีแฟน เป็นต้น และเมื่อทำสำเร็จแล้ว อารมณ์นี้ก็ยังคงไม่ไปไหน เพราะจะมีเรื่องใหม่ให้รู้สึกวิตกกังวลต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

จะเห็นได้ว่าทุกอารมณ์ล้วนสำคัญ แม้กระทั่งด้านลบก็มีบทบาทช่วยนำทางและปกป้องเราได้ในบางครั้ง แต่หากละเลยและปล่อยให้ควบคุมเราโดยสิ้นเชิงก็จะเกิดผลเสียตามมาแน่นอนอย่างเช่น ตอนที่ไรลีย์ฟาล์วตอนแข่งฮอกกี้ เธอวิตกกังวลมากจนใจเต้นแรงแทบหมดสติ เพราะเชื่อว่าตัวเองทำได้ไม่ดีพอ และปล่อยให้ความผิดพลาดเล็กน้อยมีผลกับชีวิตมากเกินไป แต่ในขณะเดียวกันถ้าความวิตกกังวลและความเครียดของไรลีย์อยู่ในระดับพอเหมาะ จะช่วยเพิ่มความจดจ่อและคาดการณ์สิ่งที่ยังมาไม่ถึงได้แม่นยำมากขึ้น

2. เปิดรับทุกความรู้สึก เพราะการปิดกั้นจะนำมาซึ่งปัญหา

เมื่อรู้สึกแย่ เรามักจะปล่อยมันไว้และคิดว่าไม่สำคัญ แต่จริงๆ แล้ววิธีจัดการที่ดีที่สุดคือการเผชิญหน้า บางครั้งการที่ใครสักคนบอกว่า “อย่าโกรธ” “อย่าผิดหวัง” “อย่าร้องไห้” ก็เหมือนตอกย้ำว่าความรู้สึกเหล่านั้นไม่สำคัญ และอาจทำให้ยิ่งทวีความรุนแรงและฝังลึกขึ้นไปอีก เพราะไม่มีใครสามารถช่วยจัดการความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้นได้เลย

ยกตัวอย่างจากภาคแรกที่ครอบครัวของไรลีย์ย้ายจากมินนิโซตามาที่ซานฟรานซิสโก การปรับตัวเข้าหาสภาพแวดล้อมใหม่ทำให้ไรลีย์ทุกข์ใจมาก เพราะเธอถูกคาดหวังให้ปรับตัวกับสังคมที่โรงเรียนภายในเวลาอันสั้น พอกลับถึงบ้านก็ต้องแสดงออกเหมือนว่าเธอแฮปปี้กับชีวิตดี ท้ายที่สุดการปิดกั้นความรู้สึกก็ทำให้เธอมีภาวะซึมเศร้าและประสิทธิภาพในการเรียนลดลง

3. การใจดีกับตัวเองคือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการรับมือสภาวะทางอารมณ์ที่ซับซ้อน

บางครั้งคนเราก็ถูกอารมณ์ชั่ววูบบงการให้ทำบางอย่างลงไปโดยไม่ทันยั้งคิด และอาจนำไปสู่ความผิดพลาดรูปแบบต่างๆ เช่น การเรียนติดขัด การเงินขาดมือ หรือปัญหาใดก็ตาม จริงอยู่ที่การเปิดรับความรู้สึกไม่ดีคือเรื่องท้าทาย แต่สิ่งสำคัญคือ “การใจดีกับตัวเอง”เมื่อเผชิญเรื่องไม่สบายใจ เราจะมีความสุขได้อีกครั้งต่อเมื่อปล่อยจอยให้ใจได้พักบ้าง

วิธีนึงที่ช่วยเยียวยาได้ คือการลองเขียนจดหมายถึงตัวเองผ่านมุมมองเพื่อนคนหนึ่งที่เห็นอกเห็นใจเรา เช่น “เธอกำลังกดดันตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า อย่าลืมนะว่าความสมบูรณ์แบบไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง พัฒนาการแต่ละก้าวต่างหากที่จะพาเธอเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น แค่ก้าวต่อไปก็พอ เธอทำดีที่สุดแล้ว!”

4. คนเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แต่ตัวตนในวัยเด็กของเรายังคงไม่ไปไหน

เวลาเดินหน้าอยู่ตลอด มีหรือที่ตัวเราจะเหมือนเดิม? ตอนเด็กใครหลายคนอาจจะมีความคิดที่ว่าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เราจะมีหนทางชีวิตที่แน่นอน แต่ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้น เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ความคิดและทัศนคติก็เช่นกัน เห็นได้จากเหล่าอารมณ์ชุดใหม่ที่เข้ามาอย่าง ว้าวุ่น (Anxiety), อิจฉา (Envy), เขินอาย (Embarrassment) และ เฉยชิล (Ennui) และเชื่อว่าเมื่อไรลีย์โตขึ้นก็จะมีเหล่าอารมณ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาอีก

ในตอนท้ายของ Inside Out 2 เมื่อลั้ลลา (Joy) ดึงตัวตนเดิมของไรลีย์ออก แล้วปล่อยให้เธอสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่จากประสบการณ์ทั้งดีและไม่ดีตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าตัวตนของเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แต่จะไปในทิศทางไหนก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของตัวเราเองทั้งสิ้น เพียงแค่เปิดรับและโตไปกับมัน และถึงแม้ว่าเราจะโตขึ้นก็ยังคงสามารถกลับไปหาตัวตนในวัยเด็กหรือ Inner Childได้อยู่เสมอ ความสุขอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือเท่านั้น~

………….

เป็นยังไงกันบ้างกับข้อคิด 4 ข้อจาก ‘Inside Out’ บอกเลยว่าต้องขอยกเรื่องนี้ให้เป็นอีกภาพยนตร์คุณภาพดีที่สุดของปีนี้เลยก็ว่าได้ ทั้งเรื่องโปรดักชันและการดำเนินเรื่อง ขออวยทีมสร้างเลยที่สามารถสร้างการ์ตูนออกมาโดยที่เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี ทุกอย่างลงตัวสุดๆ จนทำให้เราได้ประเด็นมากมายกลับไปขบคิด

ช่วงนี้ใครที่เครียด หรือรู้สึกกดดัน ก็ลองพักสักหน่อยก็ไม่เสียหาย ใจดีกับตัวเราบ้างสักเล็กน้อย เพื่อชีวิตที่ดีกว่า อีกอย่างคือยังช่วยให้รีบูตสมองให้ปลอดโปร่ง คิดฟุ้งซ่านน้อยลง แต่ถ้าใครไม่ไหวจริงๆ อย่าลืมติดต่อขอความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์นะ // เป็นกำลังใจให้ครับ

……………..

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...