Old Other Office Bar ร้านที่ไม่มี ‘โพล’ ให้แดนซ์ แต่มี ‘พูล’ ให้เล่น
“ทอม ทอม แวร์ยูโกลาสต์ไนต์ ไอเลิฟเมืองไทย ไอไลก์…” ไม่ต้องร้องจนจบท่อน ก็เชื่อว่าหลายคนคงเติมคำในช่องว่างได้โดยไม่ต้องหยุดคิดเลย นี่เป็นหลักฐานอีกหนึ่งชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า ‘พัฒน์พงศ์’ เป็นแลนด์มาร์กสำคัญในยุคหนึ่งที่กล่าวได้ว่านักท่องเที่ยวคนไหนไม่ได้มาพัฒน์พงศ์ แปลว่ายังมาไม่ถึงเมืองไทย
นอกจากสถานที่แล้ว ภาพจำของพัฒน์พงศ์ที่ตามมาก็คือ อะโกโก้ (à gogo) บาร์ที่มีสาวแท้สาวเทียมนุ่งน้อยห่มน้อยเต้นโชว์ยั่วยวนอยู่ท่ามกลางแสงสีเสียงสุดเร้าตาเร้าใจ จนถึงวันนี้ที่พัฒน์พงศ์ยังคลาคล่ำด้วยผู้คนและความวุ่นวายภายนอก ยังมีบาร์เก่าแก่ซ่อนตัวอยู่หลังป้ายสีขาวซีดตัวหนังสือสีเขียวเก่า ๆ เขียนว่า ‘Old Other Office Bar โอลด์ อาเธอร์ ออฟฟิศ บาร์’ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า อาเธอร์ ที่นี่เป็นเหมือนห้องแห่งความทรงจำของใครหลายคน เป็นที่พักกาย พักใจของคนที่อยากดื่มแต่ยังต้องการพื้นที่ส่วนตัว
แม่ทุม-ปทุมพร สัมฤทธิ์สุข
แม่ทุม - ปทุมพร สัมฤทธิ์สุข นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ พร้อมทักทายแขกทุกคนที่เดินเข้ามาในร้าน เธอเป็นเจ้าของมือที่ 4 ของบาร์อาเธอร์แห่งนี้ ตลอดเกือบ 30 ปี แม่ทุมถือว่าเป็นคนเก่าคนแก่ในย่าน เธอเริ่มต้นอาชีพจากการเป็นผู้ดูแลบาร์กว่า 5 แห่ง และในปี 2537 ก็ได้เข้ามาบริหารบาร์นี้ ก่อนทำการเทกโอเวอร์บาร์นี้ไปในปี 2539
แต่กว่าชีวิตจะมายืนจุดนี้ได้ แม่ทุมต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน และการเลือกเส้นทาง ‘ชีวิตคนกลางคืน’ หรือ ‘ไนต์ไลฟ์ (night life)’ ก็เปลี่ยนชีวิตเธอให้กลายมาเป็นเจ้าของบาร์อาเธอร์อยู่ทุกวันนี้ อะไรคือเคล็ดลับในการทำบาร์ที่ทำให้ยืนหยัดมาได้ และพัฒน์พงศ์ในสายตาของเธอเป็นอย่างไร เราจะชวนไปนั่งจิบเครื่องดื่มและฟังแม่ทุมเล่าไปพร้อมกัน
ผู้หญิงกลางคืน สถานบันเทิง และสงคราม
บาร์แห่งนี้เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับสงครามเวียดนาม ประมาณปี ค.ศ.1965 (พ.ศ. 2508 ) “สมัยก่อนไม่ใช่บาร์นะลูก มันเป็นล็อบบี้ของโรงแรม ข้างบนเป็นอพาร์ตเมนต์ เป็นโรงแรม ช่วงนั้นทหารอเมริกัน พวกซีไอเอ (CIA) เริ่มเข้ามา ก็มีนายพอล ฝรั่งชาวอเมริกันมาตั้งโต๊ะสำหรับเดินตั๋วของพวกกลุ่มทหารจีไอ (GIs) ที่จะต้องไปมาระหว่างประเทศเพื่อทำสงครามเวียดนาม” แล้วประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Old Other Office Bar ก็เริ่มมาจากโต๊ะขายแซนด์วิชเล็ก ๆ ของทหารอเมริกันนี่เอง
ช่วงนั้นธุรกิจบาร์ยังไม่เป็นที่นิยมในย่านพัฒน์พงศ์ คุณอุดม พัฒน์พงศ์พาณิชย์ เจ้าของพื้นที่ได้มองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ บวกกับได้รู้จักชาวอเมริกันมากมายที่ผ่านมาถนนเส้นนี้ “สมัยก่อนมันยังไม่มีบาร์เลย น้อยมาก มีอยู่บาร์สองบาร์เอง ส่วนมากก็จะเป็นบริษัทสายการบิน พวก KLM, Air France, Air America บาร์ส่วนใหญ่จะอยู่ตึกจงกลนีที่อยู่ตรงข้าม” เธอหันสายตาไปตามทิศทาง
“ย้อนกลับไป 30-40 ปี การทำธุรกิจกลางคืน คนจะมองเราว่าโลว์คลาส พูดตรง ๆ เลย เราก็ยอมรับตรงนี้ แต่คุณรู้บ้างไหมว่าเราทำอะไร การทำธุรกิจกลางคืนไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจขายบริการ มันมีอะไรมากกว่านั้น” แม่ทุมว่าก่อนเสริมต่อ “หน้าที่ของการเป็นคนกลางคืน มีทั้งเป็นบาร์เทนเดอร์ เป็นดอร์แมน เป็นคนเสิร์ฟก็มี” นับว่าเป็นเรื่องยากกับการที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรที่แตกต่างไปจากขนบและสิ่งที่สังคมอยากให้เป็น ยิ่งยุคสมัยนั้นด้วยก็ยิ่งเรียกได้ว่า ท้าทายมาก
“แม่ภูมิใจนะที่เลือกในสิ่งที่คนอื่นอาจมองว่าไม่ดี แต่ในความรู้สึกของแม่แล้ว มันเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ถูกต้อง เพราะลูกแม่สี่คนประสบความสำเร็จหมด ถ้าแม่ไม่เลือกเดินเส้นทางนี้ แม่อาจจะส่งลูกเรียนไม่จบก็ได้ ฉะนั้นถนนแบบนี้เราดูถูกกันไม่ได้ มันอยู่ที่ว่าบุคคลนั้นจะทำอะไร ทำอาชีพอะไร จะก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จได้ยังไง แค่นั้นเอง แม่ก็เริ่มมาจากเด็กล้างแก้วเหมือนกัน ไม่ได้ดีไปกว่าคนอื่นเลย”
จากเด็กล้างแก้ว ไต่เต้าขึ้นมาเป็นบาร์เทนเดอร์ จนนั่งเก้าอี้ผู้บริหาร แม่ทุมคลุกคลีกับธุรกิจกลางคืนมาตลอดชีวิต
“ตอนที่เริ่มต้น แม่มีพนักงานเสิร์ฟ 15 – 20 คน แต่ความฝันแม่คือวันหนึ่งถ้าลูกเรียนจบเมื่อไร ก็อยากมีบาร์เล็ก ๆ ชิลล์ ๆ ให้แขกมานั่งดื่มเฉย ๆ กับเพื่อนฝูง โดยไม่มีพนักงานผู้หญิงเลย เป็นโลกอีกโลกหนึ่ง ซึ่งในพัฒน์พงศ์ไม่มี และไม่มีใครกล้าทำ” เธอประกาศก่อนจะมาเป็น Old Other Office bar ในวันนี้ที่แขกส่วนใหญ่แวะเวียนเข้ามานั่งดื่มสังสรรค์ พบปะเพื่อน พูดคุย เล่นกีฬาอย่างปาลูกดอก และแทงพูล ไม่ใช่การมาเที่ยวผู้หญิงอย่างที่คนอื่นมองเข้ามา
บาร์กีฬา พื้นที่รวมตัวของคนชอบแทงพูล
ร้านนี้ไม่มี ‘โพล’ ให้แดนซ์ มีแต่ ‘พูล’ ให้แทง
จะว่าไปที่นี่น่าจะเป็นร้านเดียวในย่านนี้ที่ฉีกแนวจากร้านอื่น ๆ เพราะพื้นที่กลางร้านกว่าค่อนหนึ่งมอบให้กับโต๊ะพูลไซส์มาตรฐานสำหรับการแข่งลีก หรือ Bangkok Pool League ที่รวบรวมบาร์ทั่วกรุงเทพฯ แม้ตอนนี้ที่ร้านจะพักการแข่งไป เนื่องจากหัวหน้าทีมป่วย แต่ก่อนหน้านี้ก็ถือว่าการแข่งลีกช่วยดึงลูกค้าจากบาร์อื่น ๆ ให้ได้มารู้จักที่นี่ด้วยไม่น้อย
การแข่งลีกเป็นเหมือนการร่วมธุรกิจระหว่างเจ้าของบาร์ด้วยกัน หนึ่งในวิธีสร้างคอนเนกชันที่นิยมในช่วงนั้น “เราเอาลูกค้าไปหาบาร์อื่น คนอื่นก็เวียนมาหาเราบ้าง เช่น แขกโดมิโนก็มาร้านแม่ หรือเวลาแม่ไปแข่งสุขุมวิท แขกร้านแม่ก็แห่ไปสุขุมวิทเพื่อไปเชียร์ทีมเรา” แค่เปลี่ยนจากเชียร์กีฬาริมขอบสนามมาเชียร์ในบาร์แทน “ตอนที่บูม ๆ นะ แน่นจนหาที่นั่งไม่ได้เลย” เธอเล่า
“ทุกวันพฤหัสฯ จะเป็นลีกพูล ทุกวันจันทร์จะเป็นลูกดอก (dart)” ก่อนหน้าจะฮิตเล่นพูล กิจกรรมปาเป้าก็ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ป็อปปูลาร์มาก ๆ ถึงขนาดมาแข่งเป็นทีม และต้องยืนเข้าคิวต่อแถวรอเล่นกัน รวมถึงนักแข่งระดับโลกอย่าง ฟิล เทย์เลอร์ (Phil Taylor) นักกีฬาปาลูกดอกสัญชาติอังกฤษก็ไม่พลาดที่จะมาเหยียบที่ร้านนี้กับเขาด้วย ก่อนที่คนจะค่อย ๆ เลิกเห่อปาเป้า และพูลก็ได้เข้ามาแทนที่
“บาร์เราเหมือนเป็นบาร์กีฬา มาสังสรรค์ ใครอยากทำอะไรก็ทำ” และนี่ก็เป็นเสน่ห์ที่ทำให้บาร์ของแม่ทุมแตกต่างท่ามกลางบาร์อื่น ๆ ทั่วไป
เศรษฐกิจจะดีจะแย่ แต่อาเธอร์ก็ยังอยู่
“ก่อนช่วงโควิดสัก 4-5 ปี มานี้ แย่มาก ๆ เลย หลังต้มยำกุ้งก็ไม่เท่าไร หรือสงครามอิรัก-อิหร่านที่รบกันสมัยนั้นก็ยังไม่เท่านี้นะ” แม้จะทำธุรกิจบาร์มานาน แต่แม่ทุมก็ยังไม่เคยเห็นช่วงไหนที่เศรษฐกิจซบเซาได้เท่ากับโควิด ถนนพัฒน์พงศ์ที่เคยคึกคักกลับเงียบสงัดเป็นป่าช้า บาร์แนวอะโกโก้ทยอยหายไปแทบเกลี้ยงซอย แต่น่าประหลาดที่อาเธอร์ยังไม่ไปไหน จนลูกค้าหลายคนก็แปลกใจ
“ร้านเราไม่มีขึ้นหรือลงเลยนะ มันตามสภาพของมันไปเรื่อย ๆ ” เธอเล่าว่าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำ “แม่จะมีลูกค้าจากทั่วโลกที่เที่ยวร้านนี้มาเป็น 20-30 ปี อยู่ยงคงกระพัน พอลูกค้านั่ง ๆ ไปแล้วเขาสบายใจ วันหลังก็กลับมา บางครั้งหนีบเพื่อนฝูงหรือครอบครัวมาด้วยก็มี” แม่ทุมไม่ได้มีเทคนิคอะไรมาก นอกจากความจริงใจให้ลูกค้าที่ส่วนใหญ่ต่อมาก็กลายเป็นเพื่อนกัน (ลูกค้าหลายคนตั้งใจมาบาร์นี้ก็เพื่อนั่งคุยกับแม่ทุมนี่แหละ บางทีคุยจนร้านปิดก็มี) “เราก็รักเขานะ เรารักในความเป็นเขา รักในความจริงใจที่เขามีให้เรา เราก็เกิดความจริงใจให้เขา เราคบกันเป็นเพื่อน ไม่มีอะไรต้องเสแสร้งต่อกัน” เธอบอกรักลูกค้าผ่านเราอีกที
บาร์เปิดใหม่หลายร้านไม่กี่ปีก็ต้องปิดตัวไป แม่ทุมวิเคราะห์ว่าที่ไม่ยั่งยืนนั่นเป็นเพราะธุรกิจอาจไม่ได้เอาใจใส่ลูกค้ามากพอ “จุดประสงค์คือแขกเข้ามาต้องจ่ายเงินนะ แบบนั้นคุณจะเก็บเขาได้แต่เงิน แต่คุณเก็บใจเขาไม่ได้ คุณไม่สามารถทำให้เขากลับมาอีกหลาย ๆ หนได้” เธอว่า
“เศรษฐกิจกลางคืนเมื่อก่อนดีกว่าเยอะ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะด้านบุคคลด้วย เทคโนโลยีสมัยใหม่มันทำให้คนเปลี่ยนไปเยอะ” เจ้าของร้านวัยเก๋าเปรียบเทียบฝรั่งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ให้ฟัง เรื่องความสุภาพ ความเคารพซึ่งกันและกันเสมือนเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง “ฝรั่งยุคนี้สู้ฝรั่งรุ่นเก่าไม่ได้เลย เรื่องความสุภาพน้อยมาก บอกได้เลย ถ้าพูดถึงคนที่อยู่สมัยแม่นะ พวกฝรั่งเก่า ๆ เขาจะสุภาพ แล้วก็เคารพและให้เกียรติคนไทย แต่เดี๋ยวนี้ฝรั่งรุ่นใหม่ไม่ค่อยให้เกียรติ (ส่ายหน้า) แต่แม่ก็ค่อนข้างแข็งแรงล่ะ ส่วนมากฝรั่งก็ไม่ค่อยกล้ากับแม่หรอก (ยิ้ม)”
ด้วยความที่อยู่มานาน ผ่านอะไรมาเยอะ ทำให้เธอเป็นอีกหนึ่งหญิงแกร่งอยู่ทุกวันนี้ “ชีวิตคนกลางคืนนี่ ถ้าเราไม่แข็งแกร่งจริงนะ ไม่ใช่ว่าแม่เก่ง แต่ถ้าไม่แกร่งบ้าง เราก็เป็นรองคนอื่นและอยู่ยาก” นอกจากแขกที่เปลี่ยนไป คนทำงานบริการก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ลูกสาวแม่ทุมพาเราไปชมคอลเล็กชันภาพพนักงานสมัยก่อน แต่ละคนสวมกระโปรงยาวมิดชิด คลุมตาตุ่มกันแทบหมด จนไม่อยากเชื่อว่านี่คือสาวทำงานกลางคืน “เดี๋ยวนี้โลกมันกว้าง สมัยก่อนคนทำงานกลางคืน เขาไม่กล้าออกไปยืนข้างหน้าร้านนะ เพราะอาย เดี๋ยวนี้เหรอ เห็นพนักงานกล้าออกมาเรียกลูกค้าแบบนุ่งบิกินี่เดินร่อนไปทั่วเลย”
“แม่จะ 75 แล้ว เห็นฝาโลงแล้วน่ะ” เธอกล่าวด้วยอารมณ์ขันทันทีหลังจากเราถามถึงแผนการต่อไปของบาร์ แต่ในคำพูดเจือไปด้วยความจริงใจที่ไม่อยากส่งร้านนี้ต่อให้ทายาท เพราะไม่อยากให้ลูก ๆ ลำบากด้วยการเดินทับเส้นชีวิตกัน
“แต่การที่จะมอบร้านให้ใคร แม่ก็ดูก่อนนะ ถ้าคนนั้นเขารักอาร์เธอร์หรืออยากเก็บอนุรักษ์ร้านนี้เอาไว้ ส่วนต่างของเงินมันไม่สำคัญขนาดนั้น” พูดจบเธอก็ขอตัวผละไปชงเครื่องดื่มให้ลูกค้า และกล่าวทักทายกับลูกค้าที่เดินเข้ามาใหม่
…“เฮลโล แฮฟอะซีต พลีส” อย่างที่ทำเป็นประจำทุกคืน
เคล็ดลับ “เก็บใจ” ลูกค้าฉบับแม่ทุม
- ให้ความสำคัญกับแขก ถือว่าแขกทุกคนไม่มีใครใหญ่กว่าใคร ไม่ได้รวยหรือจนกว่าใคร ตราบใดที่เดินเข้ามาในร้าน จะได้รับความเท่าเทียมเหมือนกันหมด
- ไม่รบกวนแขก มอบความเป็นส่วนตัว และให้ความสะดวกสบาย อยากจะซื้ออาหารข้างนอกมากินก็ได้
- ให้ความปลอดภัยทางกายและใจ ลูกค้าบางคนเคยหลับคาร้านมาก็ไม่เคยไล่ หรือแม้แต่กรณีที่มาดื่มแล้วตั้งใจไม่จ่ายเงิน ก็เชิญออกโดยสัญญาว่าแขกไม่มีวันเจ็บตัวแน่นอน แต่คราวหน้าอาจจะไม่ได้รับการต้อนรับ เป็นต้น
“บางทีลูกค้าบางคนจะบอกว่าหม่าม้าเป็นกู๊ดเมมโมรี่ของเขานะ เขามาไม่ได้เพราะอะไรเลย แต่เพราะอยากมาเจอคนนี้ (พยักหน้าไปทางแม่) อยากมาคุยเรื่องเก่า ๆ” ลูกสาวแม่ทุมเสริม
ภาพ : จิรายุ เสรีภัทรกุล
เรื่อง : วนบุษป์ ยุพเกษตร