โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สติกเกอร์รถซิ่ง: ‘ศิลปะแหวกขนบ’ ของชีวิตแรงงานบนท้องถนน

The101.world

อัพเดต 09 พ.ค. 2567 เวลา 10.51 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. 2567 เวลา 13.28 น. • The 101 World

“ไม่เคยลำบากอย่าปากดี”

“วัยรุ่นทุนน้อย”

“มีก็คน จนก็หมา”

ข้อความระบายอารมณ์ในรูปลักษณ์ตัวอักษรโฉบเฉี่ยว สีสันฉูดฉาด ขนาบแนบกับเครื่องยนต์สองล้อ สี่ล้อ และสิบล้อ ใครบ้างไม่สะดุดตากับข้อความที่บางครั้งมีน้ำเสียงประชดประชัน บางครั้งทะลึ่ง หรือบางครั้งก็มองชีวิตด้วยความขันขื่น

งานศิลปะของกลุ่มคนรักรถที่มาจากความต้องการสร้างสรรค์งานศิลป์ให้แตกต่างจากรูปแบบเดิม นำมาซึ่งกระดาษเหนียวหนึบสะท้อนแสงที่เรียกว่า ‘สติกเกอร์ซิ่ง’ และทำให้คนรักรถอย่าง ‘จิ้ง-พรชัย คล้ายโพธิ์ทอง’ กลายเป็นผู้ผลิต ‘ฟอนต์ซิ่ง’ เจ้าแรกๆ ของประเทศ

นอกจากจะแตกต่างและโดดเด่นแล้ว สติกเกอร์ซิ่งยังสื่อถึง ‘ตัวตน’ ในวัฒนธรรมย่อยบางกลุ่มที่ถูกเรียกว่าชนชั้นแรงงาน กลุ่มคนขับรถซิ่ง และเด็กแว้น เท่ากันกับที่มันเป็นพื้นที่แห่งการสำแดงอัตลักษณ์ หรือกระทั่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาด้วย

101 ชวนทำความรู้จักงานศิลป์แขนงรถซิ่ง ที่เคยรุ่งเรืองแต่ก็ยังไม่ร่วงโรย ผ่านกลุ่มคนฟ้อรถเฟี้ยวในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

1

ความหลงใหลในเรื่องของเครื่องยนต์ ความเร็ว ศิลปะ และการออกแบบ หลอมรวมจิ้งให้เป็นนักออกแบบฟอนต์ซิ่งมือฉมังที่ปัจจุบันถือลิขสิทธิ์ฟอนต์ไม่ต่ำกว่า 300 ฟอนต์

ก่อนหน้านั้น จิ้งทำอาชีพเป็นช่างเขียนป้าย เขาชื่นชอบการแต่งรถและเคยสังกัดกลุ่มรถซิ่ง เขาเคยใช้พู่กันและผ้าใบวาดลวดลายศิลปะ กระทั่งเมื่อโลกรุดหน้าเข้าสู่เทคโนโลยี อุปกรณ์ยังชีพที่เคยทำเงินก็ไม่ทำเงินให้เขาอีกต่อไปแล้ว จิ้งจึงผันตัวมาเป็นนักออกแบบฟอนต์ ผลิตสติกเกอร์ซิ่ง ดึงความถนัดทางการวาดเขียนและความชอบเรื่องเครื่องยนต์มาขับเคลื่อนอาชีพและตัวตนผ่านคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ และเครื่องตัดสติกเกอร์

“เราชอบรถมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก พอโตขึ้นก็มาจับกลุ่มรถซิ่งกัน”

“กลุ่มรถซิ่งที่เราอยู่เขาอยากได้สติกเกอร์มาติดในกลุ่ม เขาก็เลยให้เราออกแบบ เพราะเราทำร้านสติกเกอร์ และเราอยากให้สติกเกอร์ที่เราทำไม่เหมือนใครเลยทำฟอนต์ขึ้นมาใหม่”

อยาก ‘แตกต่าง’ เลยนำมาซึ่งความเป็น ‘เอกลักษณ์’ – จิ้งออกแบบฟอนต์ซิ่งรูปแบบแรกโดยตั้งชื่อว่า ‘FontZing’ซึ่ง มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากฟอนต์อักษรไทยทั่วไปที่มักมีลวดลายมาตรฐาน กล่าวคือ ตัวอักษรหัวมน ตัวตรง และเส้นนิ่งไม่เกินขอบบรรทัด ต่างจากฟอนต์ซิ่งที่เป็น ‘ตัวเหลี่ยม’ และ ‘เอียง’ เพื่อให้ดูโฉบเฉี่ยวและสื่อถึงความเร็ว บางครั้งก็มีการ ‘เติมหาง’ เพื่อให้ดูพลิ้วไหวเหมาะสมสำหรับข้อความบางจำพวก

“เราออกแบบเพื่อให้โดนใจกลุ่มคนที่เป็นรถซิ่งเหมือนกัน โดยหารูปแบบที่ต่างจากฟอนต์ราชการทั่วไป ซึ่งเราทำร้านสติกเกอร์อยู่แล้ว เราก็จะรู้ว่าไปแนวไหนที่มันไม่เหมือนใคร”

จิ้ง-พรชัย คล้ายโพธิ์ทอง

งานของจิ้งยังมีจุดเด่นตรงที่ใช้สีสะท้อนแสงหรือสีเรืองแสงเพื่อให้ล้อเล่นกับแสงไฟบนท้องถนน ซึ่งเป็นลักษณะงานที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ก่อให้เกิดความแปลกใหม่ทั้งกับวงการงานศิลป์และงานสัญจร ยังไม่นับว่าถ้าถ่ายรูปออกมาในตอนกลางแล้วยังดูโดดเด่นเป็นที่สะดุดตาด้วย

ด้านวิธีการผลิตสติกเกอร์นั้นเปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยยุคแรกเริ่มจะออกแบบโดยการเขียนด้วยลายมือแล้วเอาไปให้ลูกค้าเลือก จากนั้นนำไปพิมพ์กับเครื่องพิมพ์ และใช้มือตัด

“สมัยตอนที่เรายังตัดสติกเกอร์โดยใช้มือ มักเจอลูกค้าบางคนคอยมานั่งจี้ว่าต้องการแบบนั้นแบบนี้และอยากได้เดี๋ยวนั้นเลย ซึ่งเราทำให้ไม่ได้หรอกเพราะการตัดสติกเกอร์ด้วยมือต้องใช้เวลา”

ปัจจุบันการทำสติกเกอร์นั้นพัฒนาจากแต่ก่อนมาก จากเขียนด้วยลายมือ จิ้งก็ออกแบบฟอนต์โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์แทน และสุดท้ายคือ ‘เครื่องตัดสติกเกอร์’ ที่นับว่าเป็นนวัตกรรมสำคัญที่ทำให้การผลิตสติกเกอร์เปลี่ยนจากผลิตครั้งละแผ่นเป็นผลิตครั้งละพันหรือหมื่นแผ่น

“พอมีเครื่องตัดสติกเกอร์แล้วสบายมาก เพราะเราสามารถผลิตได้จำนวนมากต่อหนึ่งครั้ง ถ้าตัดมือคงมือหงิก” จิ้งบอก

2

นอกจากลวดลายอักษรและสีสัน ปัจจัยสำคัญอีกหนึ่งอย่างหนึ่งคือ ‘ข้อความ’ หรือก็คือ สติกเกอร์ซิ่งกำลังทำหน้าที่แสดงภาพแทนของกลุ่มคนที่อยู่ในพื้นที่นอกส่วนกลางหรือต่างจังหวัด

ยุคแรกของการทำสติกเกอร์ซิ่ง จิ้งให้ข้อมูลว่ากลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่คือกลุ่มคนขับรถรับจ้าง โดยข้อความที่ใช้มักมีลักษณะเป็นคำกลอนหรือคำคล้องจอง แสดงอารมณ์ประชดประชันชีวิต ระบายถ้อยคำเสียดสีโชคชะตาตัวเอง แต่ยังแฝงไว้ซึ่งความสนุกสนาน ไม่ได้ตะเกียกตะกายเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง ทั้งยังมีไว้เพื่อขอความเห็นใจจากผู้ใช้ท้องถนนคนอื่นๆ เพราะการขับรถรับจ้างย่อมมีการกำหนดระยะเวลาในการทำงาน หากไปถึงที่หมายไม่ตรงเวลาก็อาจถูกหักค่าแรงจากจำนวนค่าแรงที่น้อยนิดอยู่แล้ว

“สมัยก่อนสติกเกอร์ซิ่งติดกันแค่ในต่างจังหวัด จะเป็นพวกรถสิบล้อ กระบะ เพราะเขาใช้บรรทุกของได้ ข้อความเป็นพวกคำเบาๆ เช่น สุขใจเมื่อไกลเมีย, บรรทุกซิ่งวิ่งสร้างตัว, ขยันผิดที่ อีกกี่สิบปีก็ไม่มีทางรวย ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการสู้ชีวิต การสร้างตัว แนวประชดประชัน ทั้งช่วยคลายเครียดเพราะคนเหล่านี้ต้องขับรถนาน”

อีกหนึ่งกลุ่มลูกค้าในสมัยนั้นคือ เกษตรกร จิ้งเล่าว่าเกษตรกรจะสั่งทำสติกเกอร์ที่มีข้อความเกี่ยวกับการบ่งบอกอาชีพ บ่งบอกตัวตน เพื่อใช้ในการโฆษณาฟาร์มหรือไร่ของตนเอง เพราะทรัพยากรด้านสื่อสารของชาวไร่ชาวนามีน้อย จึงต้องใช้สติกเกอร์ที่มีความโดดเด่นติดตามรถที่ใช้ขนผลผลิตทางการเกษตร หรือรถที่ใช้ในการทำสวนอย่างรถไถ

ต่อมาในช่วงปี 2554 – 2555 นับเป็น ‘ยุคทอง’ ของวงการสติกเกอร์ซิ่ง มีผู้ประกอบการร้านตัดสติกเกอร์เกิดขึ้นมากกว่า 100 ร้าน ผลมาจากนโยบาย ‘รถคันแรก’ ของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ลดหย่อนหรือสนับสนุนให้ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกตามโครงการจะได้รับการยกเว้นภาษีในรูปเงินสนับสนุน ชดเชยจากรัฐบาลคันละไม่เกิน 100,000 บาท โดยจำพวกรถต้องเป็นรถสี่ล้ออย่างรถกระบะหรือรถเก๋งเท่านั้น

“ช่วงปี 2554-2556 ลูกค้าบางคนเปลี่ยนสติกเกอร์เกือบทุกวัน เบื่อก็ลอกเปลี่ยนใหม่” จิ้งบอก

นโยบายดังกล่าวยังทำให้ ‘รถซิ่ง’ กลายเป็นที่นิยม และเกิด ‘กลุ่มรถซิ่ง’ จำนวนมากในช่วงเวลานั้น รูปแบบข้อความจึงมีทั้ง ‘ชื่อกลุ่ม’ ‘ชื่อคนในครอบครัว’ หรือ ‘ชื่อธุรกิจ’ ของตนเอง

จิ้งอธิบายว่ากระบวนการในการออกแบบสติกเกอร์ซิ่งแต่ละครั้ง เริ่มขึ้นจากการที่ลูกค้าบอกคอนเซปต์หรือรายละเอียดต่างๆ ที่อยากได้เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบ ทั้งทำให้งานออกมาตรงตามวัตถุประสงค์และความชอบของลูกค้ามากที่สุด ซึ่งบางครั้งความคิดจากลูกค้าก็จุดประกายแนวคิดทางศิลปะใหม่ๆ ให้เขาได้เหมือนกัน

“จะทำสติกเกอร์ ต้องเริ่มจากคอนเซปต์หรือกำหนดหัวข้อมาก่อนว่า เช่น อยากทำเป็นชื่อนะ หรืออยากได้แบบไหน มีรูปหรืออะไรต่างๆ บ้าง แต่ถ้าไม่มีอะไรมาเลยเราก็ไปไม่ถูก”

“มีบางกรณีการใช้สัญลักษณ์ก็สำคัญไม่แพ้ข้อความ เช่น เมื่อต้องออกแบบสติกเกอร์ติดรถที่ใช้ลงสนามแข่ง สติกเกอร์ต้องทำหน้าที่บอกศักยภาพของรถด้วย ซึ่งเราจะใช้รูป‘เทอร์โบ’ ที่เป็นเครื่องยนต์เกี่ยวกับความเร็วและแรงและรูปสัตว์อย่าง ‘เสือ’ ที่เป็นสัตว์ที่มีความดุดันและแข็งแกร่ง มาออกแบบผสมผสานกันเป็นรูป ‘เสือคาบเทอร์โบ’ หรือ ‘เสือถือเทอร์โบ’ และใช้สีแรงๆ เช่น สีสะท้อนแสง หรือสีเรืองแสง เพื่อทำให้รถคันนั้นโดดเด่นที่สุดในสนาม”

คนติดสติกเกอร์รถซิ่งมักนิยมติดสติกเกอร์รอบตัวถังรถยนต์ ไม่ว่าจะประโยคคำคมหรือรูปตัวการ์ตูนสีสันสดใน ด้านหนึ่งเพื่อบอกอัตลักษณ์และตัวตนของตัวเอง

“คนที่ใช้สติกเกอร์ซิ่งส่วนใหญ่ใช้เพื่อแต่งรถโชว์ในกลุ่มคนใช้รถซิ่งด้วยกันเอง เป็นการอวดว่ารถของตัวเองไม่ธรรมดา เพราะสติกเกอร์ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่ทำให้รถซิ่งดูไม่ธรรมดา ดูสวย และดูเด่นขึ้นมา” เขาว่า ก่อนจะเสริม “รถแรงไปก็เท่านั้นถ้าตกแต่งออกมาไม่สวย”

ปัจจุบัน การใช้สติกเกอร์ในกลุ่มรถซิ่งลดน้อยลงมาก จิ้งให้ความเห็นว่าที่นานๆ ครั้งจะมีรถซิ่งมาติดสติกเกอร์ ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความเบื่อหน่ายของลูกค้า แต่เป็นเพราะเศรษฐกิจ เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี คนก็ไม่มีกำลังซื้อ งานศิลปะกลายเป็นของฟุ่มเฟือย แทนที่จะเสียเงินไปกับรสนิยมความชอบ เปลี่ยนเป็นเสียเงินเพื่อประคองปากท้องแทน

สำหรับจิ้ง รายได้หลักของเขาในการทำสติกเกอร์ขายไม่ได้มาจากกลุ่มรถยนต์ซิ่งอีกต่อไป แต่มาจากกลุ่มคนใช้มอเตอร์ไซค์ซิ่งทซึ่งคนในสังคมขนานนามพวกเขาว่า ‘เด็กแว้น’

แม้สติกเกอร์ซิ่งในหมู่เด็กแว้นจะเป็นที่นิยมมาตั้งแต่นโยบายรถคันแรก แต่เวลานี้วัยรุ่นนักบิดเครื่องยนต์สองล้อกลับเป็น ‘ผู้พิทักษ์จำเป็น’ ในวงการศิลปะซิ่ง

“ในกลุ่มคนใช้มอเตอร์ไซค์ สติกเกอร์ซิ่งก็ถูกย่อส่วนให้เอาไปติดหลังรถ ติดกระจกรถเองได้ แต่ถ้าติดข้างรถจะน้อย หรือทำแบบเต็มลำไปลงสนามแข่งก็นับคันได้” จิ้งบอก “ตอนนี้ลูกค้าที่มาซื้อสติกเกอร์หน้าร้านก็เป็นคนขับมอเตอร์ไซค์เป็นส่วนใหญ่ ขายง่ายเพราะแผ่นละไม่กี่บาท วัยรุ่นมีกำลังซื้อ ด้วยเศรษฐกิจเช่นนี้ คนจึงมีกำลังซื้อน้อยลง สติกเกอร์ที่เป็นคำใหญ่ๆ เลยขายได้ไม่เท่าเมื่อก่อน”

‘งานแว้น’ จึงเป็นงานฆ่าไม่ตาย ทั้งยังช่วยประคับประคองให้จิ้งผ่านพ้นภาวะเศรษฐกิจอันเงียบเฉามาได้ โดยปัจจุบันการทำสติกเกอร์ซิ่งสำหรับมอเตอร์ไซค์มักทำในรูปแบบ ‘ข้อความสั้นๆ’ ‘ตรงๆ’ หรือตามที่จิ้งเรียกว่า ‘ดุดัน ไม่ติดแอ๊บ’

“เหงาจู๋อยากดูจิ๋ม”

“แอบแซ่บ”

“เมื่อเป็นคำตรงๆ ช่วงแรกก็มีคนไม่เห็นด้วยเยอะ คนในวงการบางคนมองว่าจะทำให้วงการเขาเสียหายหรือเปล่า แต่เราก็ต้องทำมาหากินของเรา มันเป็นแนวทางของเรา ทั้งวัยรุ่นสมัยนี้มันชอบ ซึ่งวัยรุ่นสมัยก่อนแทบไม่ติดสติกเกอร์ที่มีคำประเภทนี้”

จากข้อความสัมผัสคล้องจองกัน เปลี่ยนเป็นข้อความสั้นกระชับ เต็มไปด้วยคำสแลงกับน้ำเสียงทะลึ่งตึงตังออกรสออกชาติ ผนวกรวมกับถ้อยคำระบายอารมณ์ กล่าวได้ว่างานสติกเกอร์ซิ่งปรับตัวเรื่องการใช้ถ้อยคำ โดยตัดความละเอียดลออเพื่อให้ดำรงอยู่ได้ในสังคมแห่งความรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้น สิ่งที่ยังอยู่คือตัวตนของผู้ที่วาดหวังการถูกยอมรับจากคนในสังคม ทำให้ข้อความอย่าง ‘วัยรุ่นสร้างตัว’ จึงยังเป็นที่นิยมตลอดกาล

ส่วนแรงบันดาลใจในการสรรค์สร้างถ้อยคำจี๊ดจ๊าดใหม่ๆ จิ้งกล่าวว่าเขาหยิบยืมมาจากโซเชียลมีเดียแล้วดัดแปลง ตัดคำให้สั้นและกระชับมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มในเฟซบุ๊ก เช่น กลุ่มรถซิ่ง กลุ่มเวฟร้อย หรือกลุ่มกระบะซิ่งไทยแลนด์ รวมไปถึงวลีที่เป็นที่นิยมจากข่าวที่กำลังเป็นกระแสในช่วงนั้น เช่น “รักน้องพร” “ยอมเป็นชู้ ที่รู้งาน” “หวานเจี๊ยบ”

อย่างไรนั้น เมื่อกล่าวในมุมมานุษยวิทยาตามทฤษฎีของ สจวร์ต ฮอลล์ (Stuart Hall) นักวัฒนธรรมศึกษาชาวจาไมกา-อังกฤษ ‘สติกเกอร์ซิ่ง’ ถือว่าเป็นเครื่องมือในการฉายภาพตัวแทน (Representation) ของกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำ ตั้งแต่กลุ่มคนขับรถรับจ้าง กลุ่มรถซิ่ง และเด็กแว้น เพื่อแสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริงและตัวตนที่ต้องการให้คนทั่วไปรับรู้ ไม่ใช่ตัวตนที่ถูกแปะป้ายจากสื่อของส่วนกลางที่มองว่ากลุ่มคนเหล่านี้ ‘หยาบคาย’ ‘สร้างปัญหา‘ หรือ ‘ไม่น่าเข้าไปยุ่งเกี่ยว’

กล่าวให้ชัด กลุ่มผู้ใช้สติกเกอร์ซิ่ง ต้องการให้ผู้ใช้ท้องถนนเข้าใจว่าเหตุที่พวกเขาต้องขับรถเร็วเพราะความจำเป็นในเรื่องของรายได้ พร้อมกันกับที่เป็นการประกาศเนื้อตัวให้คนรู้ว่าแม้จะอยู่ในสถานะปากกัดตีนถีบ แต่พวกเขาก็แข็งแกร่ง ให้ภาพการเป็นคน ‘ขยัน’ ‘อดทน’ และ ‘ตั้งใจทำงาน’ สะท้อนชีวิตที่กำซาบถึงรสของความยากจน ปราศจากการฟูมฟายโอดครวญต่อชะตากรรมใดๆ

แม้ลวดลายและรูปแบบข้อความจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่กลุ่มคนที่ใช้สติกเกอร์ซิ่งก็ยังคงอยู่ในภาวะที่ต้องการให้ผู้คนในสังคมยอมรับเสมอ พวกเขาจึงเพิ่มคุณค่าของตนเองและแสดงด้านบวกจากความเป็น ‘คนจริง’ ว่าสามารถเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวด้วยลำแข้งของตนเองได้ แม้ข้อความที่ใช้จะมีความหยาบกระด้างและรุนแรงมากขึ้น แต่ไม่สามารถเปลี่ยนความเป็น ‘นักซิ่งแข่งทำกิน’ ได้

3

โลกที่คนสื่อสารและเห็นชีวิตกันง่ายดาย ทำให้คนในสังคมรับรู้ได้ว่า ‘อะไร’ กำลังเป็นที่นิยมและต้องการของคนส่วนใหญ่ ‘รายได้’ จึงมาพร้อม ‘กระแส’ ความแตกต่างหลากหลายทำให้ ‘วัฒนธรรม’ ของคนบางกลุ่มที่เคยเป็น ‘วัฒนธรรมย่อย’ ถูกมองเห็น เฉกเช่นเดียวกับสติกเกอร์ซิ่งที่ไม่ได้ถูกใช้ในกลุ่มชนชั้นแรงงานอีกต่อไป

น่าสนใจว่า ในรอบหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นกลุ่มชนชั้นกลางหรือพนักงานบริษัทบางส่วนใช้สติกเกอร์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับสติกเกอร์ซิ่งเพื่อบ่งบอกอัตลักษณ์หรือสถานะของตนเอง สะท้อนภาพชีวิตใต้แรงกดดันบางประการผ่านประโยคสั้นๆ อย่าง ‘อายุ 30 แล้วมีอะไรเป็นของตัวเองบ้าง’ สิ่งที่ต่างไปจากสติกเกอร์ซิ่งคือการเลือกใช้ถ้อยคำที่สุภาพกว่าเดิม

“คนกลุ่มนี้เขาอยากได้ความแตกต่าง แต่ข้อความสไตล์เราบางคำมันอาจจะทะลึ่งไปหน่อย เขาก็ให้เปลี่ยนเป็นคำที่เบาลงมา หรือเปลี่ยนเป็นคำที่เขายอมรับได้”

นอกจากนี้ ที่มาของข้อความก็ไม่ได้ถูกยึดไว้กับถ้อยคำระบายอารมณ์อีกต่อไป อีกด้านหนึ่ง สติกเกอร์สีแสบสันกลายเป็นเครื่องบันทึกภาพปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมด้วย

“สมัยช่วงการเมืองแรงๆ เช่นปี 2563 เราเคยทำสติกเกอร์ให้เพจราษฎรด้วย ตอนนั้นเราทำฟอนต์เกี่ยวกับการเมืองเยอะ ก็เหมือนเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ไปด้วย เช่น ฟอนต์ทะลุแก๊ส ฟอนต์สามัญชน บางช่วงเราไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับรถซิ่งเราก็ไปอิงการเมือง ดูว่าช่วงนั้นสังคมสนใจอะไรกัน เช่น คำว่าก้าวไกล คำว่าแลนด์สไลด์”

ด้านวัตถุประสงค์ของการใช้สติกเกอร์ในกลุ่มคนรักรถซิ่งก็เปลี่ยนไปมาก เนื่องจากสภาพทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่มายาวนาน จากที่ใช้แต่งรถเพื่อความสวยงาม เปลี่ยนมาเป็นการแต่งรถเพื่อโฆษณาธุรกิจของตัวเองเป็นหลัก แม้การใช้เพื่อโฆษณาจะมีตั้งแต่ยุคแรกๆ แต่ปัจจุบันกลับเป็นวัตถุประสงค์หลักในการติดสติกเกอร์ของลูกค้า

“บางคนก็โฆษณาร้านโทรศัพท์ ยกตัวอย่างร้านแถวนี้ เช่น ร้านบอยโฟน จะใช้เป็นบอยโฟนซิ่ง หรือร้านซ่อมรถ ก็เป็นแม็กซ์ยางซิ่ง คือลงท้ายด้วยซิ่งหมดเพื่อให้ดูน่าค้นหา โฉบเฉี่ยว”

รถที่เคยแนบแน่นไปด้วยตัวตนอันฉูดฉาดรอบคันรถ เปลี่ยนมาเป็นรถที่ตกแต่งแบบ ‘มินิมอล’ เพราะปากท้องนั้นต้องมาก่อนความสุนทรีย์ทางศิลปะ

“งานสติกเกอร์ซิ่งกลายเป็นงานแบบย่อส่วนไปแล้ว เราสามารถนำไปติดหลังรถหรือติดกระจกรถเองได้ ส่วนแบบติดข้างรถจะมีน้อย หรือแบบที่ติดรอบคันรถไปลงสนามแข่งก็นับคันได้ เรียกได้ว่าการติดแบบสมัยก่อนที่ทุกคนต้องมองรถตัวเองแทบไม่มีแล้ว มีแค่ติดเพื่อให้รู้ว่ายังอยู่ในกลุ่มรถซิ่ง”

4

‘SMALL’ เป็นกลุ่มรถซิ่งที่จิ้งสังกัดอยู่ในปัจจุบัน

“เราทำกลุ่มรถซิ่งมาเกือบสิบปีแล้ว เป็นการรวมกลุ่มจากพี่ๆ น้องๆ ที่ชอบแต่งรถเหมือนกัน ตอนแรกมีแค่ 2-3 คัน จากนั้นก็เพิ่มมากเรื่อยๆ มากสุดเคยมีถึง 20 คัน” หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม small ให้ข้อมูล

เมื่ออยากได้สติกเกอร์ซิ่งที่เป็นรูปแบบเฉพาะของกลุ่ม พวกเขาก็เสนอให้จิ้งเป็นคนออกแบบให้ เพราะนอกจากอีกฝ่ายจะมีร้านตัดสติกเกอร์เป็นของตัวเองแล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ทำให้พวกเขาสนใจอยากเป็นลูกค้าในสังกัดของจิ้งด้วย

“ฟอนต์ของเขาสวย มีสีสันสะดุดตาและมีลวดลายไม่เหมือนใคร” สมาชิกในกลุ่มบอก

โดยทั่วไป กลุ่มรถซิ่งแต่ละกลุ่มมีสติกเกอร์รูปแบบเฉพาะเป็นของตัวเอง นับเป็นการใช้ศิลปะแสดงถึงความเป็น ‘หนึ่งเดียว’ ของผู้คนที่มีรสนิยมความชอบเหมือนกัน ทั้งยังเป็นประโยชน์ในเรื่องของการรักษาภาพลักษณ์ เพราะวัดจากมุมมองของคนทั่วไป ก็มีแนวโน้มว่าพวกเขาจะมองว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่สร้างความเดือดร้อนบนท้องถนน หรือบางครั้งถึงกับเรียกว่ากลุ่มคน ‘ตลาดล่าง’ – การมีสติกเกอร์ลักษณะนี้ทำให้คนทั่วไปแยกแยะได้ว่า กลุ่มใดที่เป็นพวกสร้างความเดือดร้อนและกลุ่มใดที่เป็นแค่คนใช้รถใช้ถนนที่มีสติกเกอร์ แม้สติกเกอร์จะบ่งบอกว่าเราอยู่ในกลุ่มรถซิ่ง แต่อีกทางหนึ่งกลับกลายเป็น ‘การ์ด’ ปกป้องเจ้าของรถไปโดยปริยาย

“ถามว่าทำไมเราอยากติดสติกเกอร์คือจะไม่ติดก็ได้ แต่ว่าเราอยากให้คนมองว่าเราเป็นกลุ่มไม่สร้างความก่อกวน สร้างความดี ไปทำบุญทำทาน ช่วยเหลือสังคม”

ทั้งนี้การเข้าร่วมกลุ่มแต่ละกลุ่มต้องเริ่มจากได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากสมาชิกเดิม คนนอกไม่สามารถเดิมดุ่มๆ เข้าไปขอร่วมกลุ่มได้ สมาชิกในกลุ่มเล่าว่า คนที่จะมาเข้ากลุ่มด้วยกันได้ต้องเป็นคนที่มีลักษณะคล้ายกัน พูดคุยกันถูกคอ ลื่นไหลกลมกลืนไปกับกลุ่มนั้นๆ เมื่อได้รับการยอมรับก็จะได้สติกเกอร์จากหัวหน้ากลุ่ม แสดงให้เห็นว่าพวกเราเป็น ‘พวกเดียวกัน’ แล้ว พ้นจากขั้นตอนนี้ ก็จะได้รวมกลุ่มไปทำกิจกรรมด้วยกันอย่างงานสังสรรค์ เที่ยวธรรมชาติหรือขับรถวิบาก

“เราไม่ได้แจกสติกเกอร์มั่วๆ สมาชิกใหม่ต้องแสดงถึงความจริงใจอยากเข้ากลุ่มโดยการเปิดอกพูดคุยกัน ใจแลกใจ เจอกันก่อนสักสองสามครั้งถึงจะได้รับสติกเกอร์” หนึ่งในสมาชิกรถซิ่งบอก “ถ้าอยากอยู่แค่มีใจเข้ามาได้เลย ไม่เกี่ยวกับตัวรถ”

กระนั้นเมื่ออายุมากขึ้น คนในกลุ่มส่วนใหญ่ต่างเริ่มเปลี่ยนวิถีเข้าสู่ความเรียบง่าย ไม่ได้มีแรงเหลือเฟือในการใช้พลังงานไปกับท้องถนนอีกแล้ว ทั้งการมีครอบครัวทำให้ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการขับขี่มากขึ้น จากมีลวดลายขนาบไปทั่วคันรถก็เปลี่ยนเป็นติดเพียงพื้นที่หยิบมือตรงกระจกหลังเพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพ

“สมัยก่อนที่เฟี้ยวๆ เราก็ติดสติกเกอร์เต็มรถ ทั้งด้านข้างและด้านหลัง แต่พอโตขึ้นก็ชอบอะไรเรียบง่าย”

อย่างไรก็ตาม ‘พื้นที่’ ของสายซิ่งก็ยังไม่มีวันจางหาย แม้พื้นที่ของสติกเกอร์จะเหลืออยู่ไม่กี่ตารางเซนติเมตรบนรถคันใหญ่ แต่เจ้าของรถก็ยังระลึกเสมอว่าตนเคยเป็นใครและยังเป็นใครอยู่

“สติกเกอร์ซิ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่ไม่มีวันหายไป คือ เสน่ห์ของสติกเกอร์ซิ่ง สิ่งนี้จะยังคงอยู่เพื่อบ่งบอกว่าเราชอบรถ บ่งบอกว่าเรามีกลุ่มของเราที่รักการแข่งรถ”

5

ตอนนี้จิ้งยังคงดำรงชีพด้วยการเป็นผู้ประกอบร้านสติกเกอร์และออกแบบฟอนต์ไปในตัว ถือว่าเป็นเจ้าพ่อ ‘ฟอนต์ซิ่ง’ ที่ในวงการคนฟ้อรถเฟี้ยวไม่มีใครไม่รู้จัก ร้อยละ 99 ของร้านสติกเกอร์ซิ่งทั่วประเทศใช้ฟอนต์ของเขา แม้งานสติกเกอร์ขนาดใหญ่ที่แต่งรอบคันรถจะมาเยี่ยมเยือนนานๆ ครั้ง แต่จิ้งยังคงเชื่อว่าทุกอย่างจะหมุนกลับมา

“สติกเกอร์ซิ่งไม่เคยหายไป มันแล้วแต่จังหวะเวลาของยุคสมัย บางทีมันก็วนกลับมาเริ่มใหม่ เมื่อก่อนเคยแต่งซิ่งยังไง ก็อาจจะวนกลับมาสไตล์เดิม เหมือนพวกเพลง ที่ตอนนี้ก็กลับมาฮิตเพลงยุค 90s ทุกสิ่งจะวนมา แต่ว่ารูปแบบน่าจะพัฒนาไปเรื่อยๆ”

วันนี้แห้งเหี่ยว ใช่ว่าวันข้างหน้าจะเหี่ยวแห้ง ศิลปะติดตัวรถยังคงติดตัวคนต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...