โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[จบ] 槐花 บุปผายอดรัก พยัคฆ์ยอดขุนพล

นิยาย Dek-D

อัพเดต 30 เม.ย. 2567 เวลา 04.28 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2567 เวลา 04.28 น. • 精达 (จิงต๋า)
ขณะนางยอมสละทุกอย่างเพื่อบุรุษผู้หนึ่ง เขากลับทอดทิ้งนางราวบุปผาริมทาง กระทั่งโอรสสวรรค์ประทานโอกาสนางเลือกคู่ครอง บุรุษใจร้ายกลับกล้าเสนอตนสนองบัญชา!

ข้อมูลเบื้องต้น

槐花 บุปผายอดรัก พยัคฆ์ยอดขุนพล

ผู้แต่ง : 精达 (จิงต๋า)

แม้จะไม่ได้ที่ 1 แต่ก็อยากแปะ อันดับ 10 ของหมวดอดีต ปัจจุบัน อนาคต ค่ะ ^^

*ตัวละครในเรื่อง ชื่อสถานที่ ตำนาน ต่างเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดตามจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลในภาพแต่อย่างใด
เปิดเรื่อง(ทิ้งไว้)เมื่อวันที่ : 16/1/63 (พฤ.)เริ่มลงตอนแรกวันที่ : 14/3/63 (ส.)วันที่จบ : 4/7/64 (อา.)
นิยายเรื่อง 槐花 บุปผายอดรัก พยัคฆ์ยอดขุนพล

ผู้แต่ง : 精达 (จิงต๋า)

©สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558

บทนำ - บุรุษใจร้าย

บทนำ

บุรุษใจร้าย

นางไร้บิดามารดา จำความได้อยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า สวรรค์เมตตาให้ถูกรับไปชุบเลี้ยง กระทั่งมารดาบุญธรรมสิ้นลม ผู้ ‘เคย’ เรียกบิดา กลับเข้าหายามราตรี โชคดีสามารถรอดพ้นเงื้อมือ

บุญคุณต้องทดแทน แม้แค้นเคืองกัดฟันไม่เอาความ กระนั้นขอตัดขาดครอบครัวบุญธรรม ซึ่งแต่แรกทุกคนเว้นมารดาผู้ล่วงลับ ต่างหายินดีต้อนรับเด็กไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนางไม่

ชะตาพลิกผันอีกครา เมื่อนางซึ่งร่ำเรียนด้านภาษาแตกฉาน ได้ทำงานเป็นมัคคุเทศก์บริษัททัวร์แห่งหนึ่งในจีน หลังโหมงานหนักไม่กี่ปี พอได้มีทรัพย์สินสะสม ไม่คาด…กลับเกิดเหตุประหลาดเกินวาดฝัน

ไม่เพียงได้ย้อนเวลากลับมาปลายยุคเจ็ดแคว้น สวรรค์ยังไม่สาแก่ใจ ประทานให้นางเยาว์วัยลงนับสิบปี!

เคราะห์ดีความทรงจำมิได้หดหายตามอายุกาย จึงอาศัยความรู้ประวัติศาสตร์เอาตัวรอด แต่ขณะหาทางกลับยุคปัจจุบันดันพบรักกับบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งระหว่างนางและเขาแลดูมีสัญญาณที่ดี

แม้เขาไม่เคยกล่าวคำรัก ยังไม่ชัดเจนเรื่องสัมพันธ์ กระนั้นสำหรับคนไร้ครอบครัวเช่นนาง เพียงได้อยู่ร่วมกันเรื่อยไปก็พอใจยิ่งแล้ว

หาได้รู้ตัว…ว่าความคิดนั่นช่างตื้นเขิน…ความเสียใจจึงรอซ้ำเติมในไม่ช้า

นางตื่นขึ้นยามรุ่งสาง นับว่าเช้าสุดในช่วงที่ผ่านมา ข้างกายว่างเปล่าเย็นเยียบเช่นทุกวันเพราะบุรุษผู้นอนเคียงกันมักตื่นตั้งแต่ฟ้าไม่สว่าง แต่น่าประหลาดที่ในอกกลับว้าวุ่น จนตัดสินใจลุกขึ้นคว้าไหน้ำมาล้างหน้าตา คิดออกไปสูดกลิ่นไอดินผืนหญ้ายามน้ำค้างยังไม่ระเหยบ้างก็ดี

แต่ก่อนเดินออกจากโถงถ้ำ ก็สังเกตถึงความผิดปกติ

ดาบประจำตำแหน่งของเขาหายไป…

เพราะตั้งแต่เข้าป่ามาด้วยกัน เขาแทบไม่เคยพกมันติดกาย การนำอาวุธไปด้วยเช่นนี้ ย่อมหมายว่าคิดออกนอกป่า

แต่เขาตั้งใจไปที่ใด…ไฉนไม่บอกนางไว้สักนิด

ใจคอที่ว้าวุ่นยิ่งไม่ดีเป็นเท่าทวี ตัดสินใจรีบแต่งกายให้รัดกุม กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปละแวกใกล้ถ้ำ จำได้ดีเขาเคยบอกไว้ หากเกิดสิ่งใดขอเพียงส่งเสียงร้อง ไม่ว่าเขาอยู่ส่วนไหนในป่า ก็จะได้ยินและรีบกลับมาหาทันใด

แต่ไม่ว่าตะโกนเท่าไร…กลับมีเพียงเสียงสะท้อนของตนตอบกลับมา

กระนั้นนางไม่ย่อท้อ ยังคิดในทางดีว่าบางทีเขาอาจอยู่ไกลไป หาไม่เป็นนางใช้เสียงเบาไป

“ท่านอยู่ที่ไหน ได้ยินข้าหรือไม่!” นางร้องเรียกเสียงดังขึ้น “หากได้ยินแล้วตอบข้าที!! เหตุใดท่านจึงไม่---โอ๊ย!”

เพราะฟ้ายังไม่สว่างดี นางจึงพลาดสะดุดรากไม้ล้มลง แต่เมื่อยันตัวลุกนั่ง เห็นว่าผู้ใดยืนอยู่ตรงหน้าความเจ็บปวดก็บรรเทา ซ้ำยังยิ้มได้เต็มใบหน้า

“ข้าตกใจแทบแย่…คิดว่าท่านหายไปที่ใด” นางสังเกตดาบประจำตำแหน่งที่เขาถือไว้ และการแต่งกายเรียบร้อยรัดกุม “หรือท่านกำลังเตรียมตัวเดินทาง”

“ถูกแล้ว…ข้ากำลังจะเดินทาง” เขาตอบเสียงเรียบ เพียงกดสายตามองนางนั่งคลุกดินโดยไม่ยื่นมือเข้าช่วยเช่นที่ควร

“เหตุใดไม่บอกข้า แล้วไปไกลหรือไม่” นางรีบลุก กล่าวขณะปัดฝุ่นดิน “เช่นนั้นรอสักครู่ ข้าจะเข้าไปเอาของจำเป็นและ---”

“ไม่ เจ้าต้องอยู่ที่นี่” นางชะงัก มองเขาอย่างไม่เข้าใจ “เราจะแยกกันตั้งแต่ตรงนี้”

น้ำคำทำนางใจหายวาบ แม้ไม่เข้าใจกลับถามไม่ออก เป็นเขาที่ให้ความกระจ่างอย่างเย็นชา “ข้าจะไปตามทางของตนเองต่อไป โดยไม่มีเจ้า”

กล่าวจบเขาก็หันหลังตีจาก ทว่านางยังคับข้องใจ

“ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดต้องทอดทิ้งข้า!” เพราะแผ่นหลังกว้างยังคงห่างออกไป นางจึงรีบวิ่งไปดักหน้า “หรือข้าทำอะไรผิดไป บอกข้ามาเถิด”

“เจ้ามิได้ทำอะไรผิด” เขากล่าวพลางเลี่ยงไปอีกทาง แต่คำตอบคล้ายขอไปทีนั้น ไม่อาจทำให้ผู้ฟังยอมรับ

“หากมิได้ทำอะไรผิด แล้วทำไมต้องตีจากข้า” นางตามไปดักเขา ยังกางแขนกว้าง ประกาศว่าจะขัดขวางสุดความสามารถ “หากท่านไม่บอกข้าให้รู้ชัด ก็อย่าหวังว่าข้าจะยอมถูกทิ้งขว้างโดยง่ายเลย”

ครานี้เขายอมหยุด และตวัดนัยน์ตามองมาอย่างเย็นชา จนนางเริ่มกลัวคำตอบ

“เจ้ามีเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จอยู่บ้างหรือไม่” ไม่คาดจะถูกถามกลับ แต่ดีสำหรับผู้ยังไม่พร้อมรับความเจ็บปวดเช่นนาง

“มี! แต่ก่อนนี้ข้าหวังประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีเงินทองไว้ให้ถลุงใช้ซื้อหาความสุขทุกประการ แต่มันเปลี่ยนไปแล้วเมื่อได้พบท่าน คนไร้ครอบครัวเช่นข้ารู้ตัวแล้วว่าสิ่งที่ปรารถนาที่สุดก็คือการได้อยู่กับใครสักคนด้วยความรู้สึกดีๆ ต่อกัน”

นางพรรณนาขณะคุมมิให้เสียงสั่น กลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล มือล้วงสายสร้อยสีขาวที่เขามอบให้คล้องไว้ออกมานอกอกเสื้อ

“ตอนข้าได้รู้ความหมายสายสร้อยเส้นนี้ ข้าตัดสินใจทันทีว่าจะยอมทิ้งทุกอย่างที่สร้างไว้ ทิ้งโลกอนาคตไว้เบื้องหลัง เพราะท่านคืออนาคตที่ข้าปรารถนาแท้จริง…” แม้พร่ำบอกเพียงนี้ สีหน้าเขากลับยังไม่ปรากฏความรู้สึกใด ความเสียใจจากที่อกนางจุกขึ้นมาถึงกลางลำคอ “แต่ข้ามันช่างโง่งม ด่วนสรุปเกินไปว่าท่านมอบสร้อยเส้นนี้ให้ด้วยความรู้สึกเช่นที่ข้ามีต่อท่าน”

ใบหน้าสมบูรณ์แบบที่นางชมชอบ บัดนี้ยิ่งมืดครึ้ม ขณะตระหนักว่าตนเองไม่เป็นที่ต้องการถึงเพียงนี้ เขากลับกล่าวไปอีกทาง

“เจ้าเข้าใจถูกแล้ว ข้ารักเจ้า”

นางถึงกับชะงักค้าง คล้ายผู้เดินหลงทางในความมืดได้เห็นแสงสว่าง หวังให้มันเป็นทางพากลับยังสถานที่อันอบอุ่นคุ้นเคย ทว่า…

“ข้ารักเจ้า ขณะเดียวกันก็มีเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จ และการจะบรรลุมัน ไม่อาจพาเจ้าไปด้วยกันได้”

เขาจ้องมองนาง แววตาสั่นระริก คล้ายปราการเย็นชาที่ก่อล้อมกายไว้ ค่อยละลายลง

“เพราะเลือกได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ข้าจึงทำได้เพียงรักเจ้าเท่านั้น…”

ในที่สุดนางก็ได้เข้าใจ แท้จริงแสงสว่างที่เห็น มันคือหัวธนูไฟที่ขึ้นคันศร เตรียมทะลวงใส่ให้นางตายตกไปเสียสิ้นเรื่องสิ้นราว

ไม่คิดเลยว่าคำรักจากเขา…จะทำนางเจ็บปวดถึงเพียงนี้

“มันนานเพียงใดกัน ข้า…ขอรอท่านได้หรือไม่” กลั้นใจถามอย่างโง่งม ยังหวังลมๆ แล้งๆ แม้การตัดรอนของเขาได้บอกนางอย่างเด็ดขาด

และเมื่อเขาส่ายหน้า นางจึงเพียงปล่อยน้ำตาไหลอย่างเงียบงัน ไม่ฟูมฟายให้น่าเวทนา ไม่คิดถามหาความหวังใดอีก แค่ก่อนเขาจากไป ซึ่งครานี้คงไปแล้วไปลับ นางก็รีบถอดสายสร้อยที่สวมไว้ส่งคืนให้

“สิ่งใดให้ไปแล้ว ข้าไม่รับคืน” เขากล่าวขณะเดินผ่าน แต่นางไม่ใส่ใจ ยิ่งไม่คิดหันกลับไปมองเขาเช่นกัน จึงทิ้งมันลงพื้นพร้อมดวงใจแหลกสลาย

“ข้าก็ไม่ทราบจะเก็บไว้เพื่อการใด” นางยกหลังมือปาดน้ำตา กล่าวถ้อยคำสุดท้าย “ขอบคุณที่บอกข้าตามตรง เช่นนั้นก็ลาก่อน…ไม่ต้องห่วงว่าข้าจะขวางทางอีก เพราะข้าจะกลับบ้าน ครานี้อย่างไรก็ไม่ขอกลับมาเจอท่านอีกแล้ว!”

นางวิ่งเต็มฝีเท้าด้วยกลัวตัวเองเปลี่ยนใจ ลึกๆ ยังหวังให้เขาตามมา แต่ไร้เสียงผู้ใดไล่หลัง มีเพียงผีเสื้อน้อยบินมาฉวัดเฉวียนคล้ายห้ามปราม ราวทราบว่านางคิดทำสิ่งใด หลังฟางเส้นสุดท้ายถูกความโกรธเผาไหม้

บุรุษใจร้ายคิดทิ้งนางไว้กลางป่า…ต่อแต่นี้อย่าได้มาเจอะเจอกันอีกเลย!

วิ่งตามเสียงน้ำไม่นาน ก็พบสายธารดั่งหวัง เพราะเคยพลัดตกน้ำแล้วได้กลับอนาคตมาแล้วหนหนึ่ง คราวนี้จึงหวังได้กลับไปอีกครั้ง แม้กลัวจนลังเลบ้าง ที่สุดก็กลั้นใจกระโดดลงไป!

คล้ายคนใกล้ตายที่ความทรงจำถั่งโถม เรื่องราวตั้งแต่เริ่มย่างเหยียบแผ่นดินยุคโบราณ กลับมาปรากฏในหัวทีละฉาก…และไหลผ่านไปดั่งสายน้ำไม่อาจหวนคืน…

----------------------------------

เรื่องนี้ฟีลกู๊ดค่ะ ออกตลกด้วยซ้ำ เชื่อไรต์นะๆๆ

ชี้แจงเผื่อนักอ่านท่านใดงง บทนำตรงนี้ไรต์ยกช่วงกลางเรื่องมาเปิดนะคะ บทหน้าจะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดค่ะ

บทที่ ๑ - เครื่องสังเวย

บทที่ ๑

เครื่องสังเวย

“อภัยให้ข้าด้วยเถิดแม่นาง เห็นทีคืนนี้เจ้าคงไม่อาจเลี่ยงความตายได้” บุรุษสูงใหญ่ไหล่หนาผู้หนึ่ง กล่าวขณะมัดมือเท้าสตรีสวมอาภรณ์ประหลาด นางจ้องกลับด้วยสายตาโกรธเคือง ก่อนผ้าเนื้อหยาบในมือเขาจะคาดทับดวงตาเอาเรื่องของนางไว้

หญิงสาวแน่ใจว่าถูกจับนั่งบนแคร่ไม้ ก่อนผวาเฮือกเมื่อมันถูกหาม กระนั้นนางยังคงสงบปากคำ แม้รู้ว่าปลายทางคือที่ใด

‘ป่าอสูรกลืนฟ้า’ นางได้ยินพวกเขาเรียกเช่นนั้น แม้ชื่อฟังประหลาด แต่เชื่อเถิดว่าไม่มีอะไรพิลึกเท่าเรื่องที่เกิดกับนางอีกแล้ว

เดิมที ‘จันทร์ผา’ ทำงานเป็นมัคคุเทศก์อยู่จีน เมื่อวานหลังส่งลูกทัวร์ที่สนามบินเสร็จคิดกลับที่พัก ลงรถเดินเท้าใกล้ถึงอพาร์ตเมนต์รอมร่อ จู่ๆ คล้ายได้ยินเสียงเรียกหา หันรีหันขวางไปมา มองข้างหน้าอีกทีกลับเจอไฟหน้ารถยนต์สาดใส่จนตาพร่า

นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่นางรับรู้…ก่อนจะสิ้นสติไป

ฟื้นขึ้นมาอีกทีรอบกายรายล้อมด้วยต้นไม้ ทีแรกคิดว่าถูกรถชนกระเด็นเข้ามาป่าข้างทาง แต่น่าแปลกเพราะหาได้เจ็บปวดที่ใดไม่ กระนั้นเห็นควรกลับไปที่ถนนเพื่อเอาความผู้ขับขี่ประมาท

ทว่า…รอนแรมอยู่เกือบคืนกลับไม่อาจออกจากป่า ขณะใกล้หมดแรง ที่สุดก็พบชายสวมชุดโบราณสองคนช่วยพาไปยังหมู่บ้าน

นางนึกแปลกใจกับสภาพบ้านช่อง การแต่งกาย ตลอดวิธีพูดจา ไม่นานก็สรุปว่าย่อมเป็นกองถ่ายซีรีส์เทพเซียน พยายามหายืมมือถือทีมงาน ผู้รับบทชาวบ้านโบราณที่นี่กลับกล่าวหาว่านางพูดจาไม่รู้ความ เดินไปทางใดใครต่างหลีกหนี

จันทร์ผาเริ่มสังเกต ชุมชนโบราณแห่งนี้มีบ้านอยู่หลายสิบหลังคาเรือน ผู้คนกะได้ราวครึ่งร้อย หากว่าเป็นรายการอุตริล้อกันเล่น ก็ออกจะทุ่มงบสร้างฉากจ้างนักแสดงประกอบมากไป อีกอย่างนางใช่คนดังเสียเมื่อไหร่ อำกันเล่นออกสื่อไป เห็นจะไร้ประโยชน์ยิ่ง

ระหว่างขบคิดอย่างหักโหมจันทร์ผาก็ได้เจอดี บุรษชาวบ้านสี่คนพากันเข้ามาจับตัวนาง แม้สู้สุดใจขาดดิ้น แต่อนิจจา…แรงหญิงสาวธรรมดาไหนเลยจะสู้ชายฉกรรจ์

นางทำทีเป็นยอม ทว่าอาศัยจังหวะหลบหนีออกมา ความไม่รู้เส้นทางทำให้ไปไม่ไกลก็ถูกพวกมันตามจับตัวได้ หลังโดนตบหนึ่งฉาดได้กลิ่นคาวเลือดคลุ้งปาก บุรุษรูปงามผู้หนึ่งก็เข้ามาขัดขวาง

คิดว่านางรอดแล้วใช่หรือไม่ หึ…ตรงกันข้าม เขาห้ามเพียงเพราะไม่ต้องการให้เครื่องสังเวยเช่นนางต้องบอบช้ำ เกรงทำท่านเทพพยัคฆ์พิโรธ หมู่บ้านคงไม่แคล้วเผชิญภัยพิบัติ สุดท้ายยังจับนางขัง รอเวลาฤกษ์งามส่งไปป่าอสูรกลืนฟ้า

ระหว่างนั้นจันทร์ผาไม่อาจทำสิ่งใด นอกจากฟังผู้เฒ่าผู้หนึ่งร่ายยาวเรื่องเคราะห์หามยามซวยของหมู่บ้าน ว่าราตรีหนึ่งเมื่อห้าปีก่อน ท่ามกลางความมืดมิดมีผู้พบเห็นพยัคฆ์ขาวตัวใหญ่ ร่างกายเปล่งแสงสว่างอวดรัศมีเทพ เหาะหายเข้าไปในป่าอสูรกลืนฟ้า จากนั้นเกิดภัยพิบัติมากมายตามมา คร่าชีวิตผู้คนไปมิใช่น้อย

กระทั่งผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเสนอส่งหญิงงามเข้าป่า ทุกคืนจันทร์ดับในเดือนห้าของทุกปี เพื่อรับใช้เทพพยัคฆ์ผู้ลงมาจากสรวงสวรรค์ ตั้งแต่นั้นเหตุการณ์ค่อยคลี่คลาย

จากหนทางแก้ปัญหา กลายเป็นประเพณีเรียกว่า ‘นางสวรรค์เดือนห้า’ เพื่อให้เกียรติสตรีผู้หาได้มีโอกาสกลับออกจากป่า เหลือเพียงนามจารึกไว้ให้คนรุ่นหลังเชิดชูบูชา

นี่คือสาเหตุที่นางถูกจับปิดตามัดมือเท้าหามขึ้นแคร่ไม้ เพื่อไปเป็นนางสวรรค์เดือนห้า แทนญาติผู้น้องของชายรูปงามผู้ส่งเสริมนางไปตาย

จันทร์ผารู้ดีว่าไม่มีทางสู้แรงบุรุษหลายคน เห็นควรอย่ารนหาเรื่องเจ็บตัว สู้ยอมถูกส่งเข้าป่า ระหว่างถูกทิ้งไว้รอเทพพยัคฆ์ปรากฏกายค่อยหลบหนี แม้คงไม่ง่ายในสภาพถูกปิดตามัดมือเท้า แต่โอกาสสำเร็จย่อมมีมากกว่า

นางหวังให้เป็นการตัดสินใจที่ถูก กระทั่งรู้สึกว่าแคร่ไม้ถูกวางลง ก่อนใครคนหนึ่งจะแบกนางแล้ววางลงกับพื้น สภาพนางยามนี้คือนอนตะแคงร่างมือถูกมัดไพล่หลัง ข้อเท้าสองข้างยังถูกพันธนาการแน่น

“ข้าแนะนำว่าอย่าได้ดิ้นรนให้เหนื่อยเปล่า เจ้าควรรอนิ่งๆ ที่ตรงนี้ จักได้ไม่ต้องทรมานนัก” นางจำเสียงนี้ได้ ที่แท้ก็บุรุษผู้มีดีเพียงรูปงามทว่าจิตใจเหี้ยมโหด และคงเป็นเขาที่แบกนางลงจากแคร่

“ไสหัวกลับไปแนะนำน้องสาวท่านเถิด ปีหน้าย่อมถึงคราวนาง” จันทร์ผาเลียนแบบสำเนียงคนที่นี่ มั่นใจว่าหากไม่คิดหนี แค่ปากเสียเล็กน้อยเหยื่อบูชายัญชิ้นสำคัญอย่างนางย่อมไม่ถูกทำร้าย

และนางคิดถูก…ชายหนุ่มจากที่ยิ้มเพียงเปลี่ยนกลับไปหน้าเรียบเฉย ก่อนลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นดินที่ติดเสื้อผ้าสองสามครั้ง

“ไว้เทพพยัคฆ์ปรากฏกาย เจ้าอาจเปลี่ยนใจอยากร้องเรียกข้าขึ้นมา”

เป็นคำสุดท้ายที่ได้ยิน ก่อนเสียงฝีเท้าทั้งหลายจะค่อยห่างไป

เมื่อแน่ใจว่าไร้ผู้คน จันทร์ผาจึงสะบัดศีรษะหวังให้ผ้าปิดตาหลุดออก พยายามอยู่หลายอึดใจ มึนหัวแล้วพักไปหลายครั้ง ที่สุดผ้าเจ้ากรรมค่อยเลื่อนลง เผยให้เห็นเงาทะมึนสูงชะลูดของหมู่ต้นไม้ใบรกครึ้ม

คืนเดือนมืดในป่าช่างน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก…เห็นควรต้องรีบหาทางออกไปโดยไว

มองหินขรุขระก้อนใหญ่ไม่ใกล้ไม่ไกล พยายามกระถดตัวเข้าหา กะระยะห่างแล้วค่อยพลิกร่าง หันข้อมือที่ถูกมัดสู้เหลี่ยมมุม เสียดสีอยู่สักพักเชือกก็ขาดจากกัน

ยันร่างลุกขึ้นนั่ง รีบแก้ปมเชือกที่พันธนาการข้อเท้า สำเร็จแล้วโกยอ้าว ตัดสินใจไปตามทางที่มีต้นไม้น้อยกว่า แต่ความมืดและรกชัฏทำให้เดินได้ไม่เร็วนัก

ทบทวนความรู้อยู่พักใหญ่ จำได้เคยอบรมมาว่าการเดินป่ายามค่ำคืนไม่ใช่เรื่องดี กลางวันยังสามารถหาแหล่งน้ำแล้วลัดเลาะ หากแต่ยามราตรีสัตว์ป่ามักอยู่ตามลำน้ำและสันเขา นางเห็นควรขึ้นที่สูง รุ่งเช้าค่อยหาหนทางออกจากป่าน่าจะเข้าท่ากว่า

ที่สุดตัดสินใจปีนต้นไม้ใหญ่ เหยียบตามกิ่งหนา ขึ้นมาสูงพอประมาณก็จัดท่านั่งให้สบาย หลังพิงลำต้นผ่อนคลาย สมองเริ่มครุ่นคิดเรื่องประหลาดที่ประสบ

ทุกอย่างมันทำให้นางนึกถึงนิยายข้ามภพที่นิยมในอินเตอร์เน็ต ประมาณว่านางเอกประสบอุบัติเหตุ ฟื้นขึ้นมาอีกทีย้อนเวลามายุคโบราณไม่ก็โลกคู่ขนาน นางเอกพวกนี้แบ่งเป็นสองประเภท อย่างแรกคือวิญญาณเข้าร่างคนอื่น กับอีกแบบคือยังอยู่ร่างเดิมของตนเอง ซึ่งนางคงเป็นกรณีหลัง

หากมารูปนี้ทุกเรื่องมักหาทางกลับยุค แน่นอนนางก็เช่นกัน ฉะนั้นควรทราบก่อนว่าไยนางถูกส่งข้ามภพข้ามเวลามา รู้สาเหตุแล้วย่อมรู้ว่าต้องทำสิ่งใดต่อไป

จันทร์ผาแค่นยิ้มให้กับความคิดไปไกล ตัดสินใจหลับตาพักผ่อนสักครู่ ไม่แน่ตื่นมาอาจพบว่าทุกอย่างเป็นเพียงฝัน

เป็นการงีบอันแสนสั้น เพียงแว่วเสียงใบไม้แห้งถูกเหยียบนางก็ลืมตาโพล่ง ก้มมองตามเสียงพบดวงไฟเคลื่อนใกล้เข้ามาใต้ต้นไม้ที่นางอยู่ และเมื่อมันลอยสูงขึ้น ได้เห็นเสี้ยวหน้าต้องแสงตะเกียง ที่แท้เป็นบุรุษอำมหิตผู้ยัดเยียดความเป็นนางสวรรค์เดือนห้าบ้าบอแก่นาง!

อา…นี่เขาย้อนกลับมาดูนางงั้นหรือ ซวยจริงแท้…

--------------------------------

เรื่องนี้ไม่ใช่แนวเทพเซียน กำลังภายในเต็มรูปแบบ แต่มีกลิ่นอายเล็กน้อยนะคะ

ต้องขอบคุณทุกยอดวิว ยอดกำลังใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เสียสละมาคอมเมนต์ให้ ไรต์ดีใจมากเลยค่ะ สำหรับตอนนี้ลองทายกันดูเล่นๆ นะคะว่า บุรุษอำมหิตผู้ส่งเสริมนางเอกเราไปตาย จะใช่คนเดียวกับบุรุษใจร้ายในบทนำไหม ^^?

บทที่ ๒ - เผยธาตุแท้

ได้แต่ทำปากขมุบขมิบสาปส่ง ขณะพยายามนิ่งและเงียบที่สุดเพื่อรอเขาผ่านไป ไม่ทันไรนกฮูกตัวหนึ่งบินโฉบผ่านศีรษะ ยังวนเวียนร้องลั่นอยู่เช่นนั้น ราวมันต้องการประกาศให้โลกรู้ว่านางอยู่ตรงนี้

จันทร์ผาถอดเสื้อนอกพัดไล่นกสติแตก ที่สุดมันก็ยอมล่าถอย ไม่วายกรีดร้องเสียงแหลมคล้ายก่นด่านาง ทว่าสายไปเสียแล้ว เมื่อบัดนี้บุรุษที่นางพยายามเลี่ยงหลบ ได้มายืนรอรับอยู่ใต้ต้นไม้

“คิดว่าจะไปที่ใดไกล ที่แท้ใกล้แค่เหนือศีรษะ” เขากล่าวขณะยกตะเกียงเสมอใบหน้า ราวต้องการให้นางเห็นรอยยิ้มเย้ยหยัน “ลงมาเถิด อย่าทำข้าเสียเวลา”

จันทร์ผาเลือดขึ้นหน้า กระนั้นไม่ต่อปากต่อคำ เพียงค่อยๆ เหยียบกิ่งไม้ลงไปข้างล่างอย่างระมัดระวัง หาใช่ยอมจำนน แต่เพราะอยู่บนต้นไม้ย่อมไม่อาจหนีพ้น

เมื่อถึงกิ่งต่ำสุด กระโดดอีกทีก็จะลงไปยังพื้นเบื้องล่าง จันทร์ผากลับเอื้อมมือไปหักกิ่งไม้ปาใส่บุรุษผู้ยืนจับจ้องนาง เขาเพียงเอี้ยวตัวก็หลบพ้น ยังเตรียมหันกลับมาเย้ยนางที่ทำสิ่งไร้ประโยชน์ แต่แล้วบางสิ่งหนักๆ ก็ปะทะใบหน้าฉายแววขบขันเข้าเต็มรัก

หลังเปลี่ยนรองเท้าผ้าใบเป็นอาวุธ ขณะเป้าหมายกำลังมึนเพราะน้ำหนักหรือกลิ่นไม่ทราบ จันทร์ผาก็รีบทิ้งเสื้อนอกที่ถือไว้คลุมศีรษะเขา ก่อนกระโดดลงพื้นวิ่งหนีเร็วรี่

“อย่าคิดหนี ข้ามาเพื่อช่วยเจ้า!” คำประกาศลั่นไล่หลัง กระนั้นจันทร์ผาไม่อาจทำใจเชื่อลง ไม่ทันไรผู้อ้างว่ามาช่วยก็รวบตัวนาง แขนแข็งแรงพันธนาการแน่น ยังโน้มหน้ามากระซิบใกล้ใบหู “บอกแล้วอย่างไรเล่าว่ามาช่วย”

พิจารณาว่าไม่อาจดิ้นหนี นางจึงยอมเจรจา

“ทำไม เอ่อ…เหตุใดเปลี่ยนใจมาช่วยข้า” พยายามปรับสำนวนหมือนผู้คนที่นี่

“หาได้เปลี่ยนใจ ข้าตั้งใจทำเช่นนี้แต่แรก”

เมื่อนางเลิกดิ้นรน ชายหนุ่มจึงค่อยคลายวงแขน ส่งวัตถุคล้ายรองเท้าทว่าประหลาดกว่าทั้งกลิ่นทั้งรูปร่างที่นางขว้างใส่ คืนให้อย่างกล้าๆ กลัวๆ ยามเห็นนางสวมมันที่เท้าเข้าจริงถึงกับร่ำไห้ในใจ ก่อนส่งผ้าที่นางโยนมาคลุมหัวเขาคืนตามไป ด้วยใบหน้าแสร้งไม่รู้สึกรู้สา

จากนั้น ‘หาน หู่เฉิง’ ก็จาระไน ว่าเดิมทีเขาหาได้เห็นด้วยกับประเพณีงมงาย ทว่ามิได้จัดการให้เด็ดขาดเพราะกลับมาหมู่บ้านไม่บ่อยนัก กระทั่งมารดาบุญธรรมแจ้งข่าวว่าถึงคราวน้องสาวเขาต้องถูกส่งเข้าป่า ความอดทนจึงมาสุดทาง

ตัวเขาอุตส่าห์ไต่เต้าจนได้เป็นถึง รองแม่ทัพกองกำลังรักษาวัง ยังได้ฉายาพยัคฆ์ผู้ห้าวหาญ หากไม่อาจคุ้มครองคนในครอบครัว พาพวกชาวบ้านให้พ้นเภทภัย คงไม่มีหน้าแบกสมญานามยิ่งใหญ่ไว้ได้อย่างภาคภูมิใจนัก

แต่การสู้กับความงมงายหยั่งรากฝังลึกของชาวบ้าน ต่อให้เขาได้รับความเกรงอกเกรงใจอาจยังปราชัย จึงตัดสินใจเล่นตามน้ำ ค่อยกลับมาช่วยสตรีโชคร้าย และกำจัดต้นตอความหวาดกลัวของชาวบ้านในภายหลัง หวังให้จบสิ้นในคราวเดียว

“ข้าอุตส่าห์บอกใบ้ว่าให้รอแล้วจะรอด แต่เจ้ากลับ…” หู่เฉิงไม่อาจกล่าวคำใด ทั้งที่กันพลาดปิดตามัดมือเท้านางมิให้เคลื่อนไหว ไหนเลยกลับหนีเตลิดมาถึงนี่ได้ เขาพลาดที่ประเมินกำลังสตรีต่ำไป

แต่จะอย่างไรก็ช่าง…ดีเหลือเกินที่นางยังไม่เป็นไร

มือหยาบกร้านยื่นไปแตะแก้มบอบช้ำของหญิงสาว ความรู้สึกผิดที่ไม่อาจปกป้องนางถั่งโถมเข้ามาพร้อมความโกรธ

“ความเป็นไพร่หาใช่ฐานะแต่คือสันดาน หากเป็นผู้ได้รับอบรม ย่อมเลี่ยงตบตีใบหน้าผู้อื่น” แม้นางจะประหลาดคล้ายคนสติไม่สมประดี อย่างไรก็ไม่สมควรถูกทำร้าย โดยเฉพาะจากน้ำมือบุรุษ “ข้าขอโทษที่ช่วยเจ้าไม่ทันแต่แรก”

จันทร์ผาถอยหลังสองก้าวใหญ่ ใจยังอดระแวงมิได้

“ไปกันเถิด ออกจากป่าได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี” แม้มองว่าชาวบ้านงมงาย กระนั้นหู่เฉิงไม่คิดประมาท เป็นความจริงที่ว่าป่าผืนนี้อันตราย มันเต็มไปด้วยสัตว์ป่าดุร้าย สมุนไพรมีพิษมากมาย ยิ่งอยู่นานความตายยิ่งเข้ามาใกล้ทุกขณะ

จันทร์ผาลังเลอยู่ชั่วแล่น ที่สุดก็ยอมตามเขาไป เดินท่ามกลางความเงียบน่าอึดอัดได้พักใหญ่ บุรุษผู้นำทางก็ชวนสนทนา “เจ้ามาจากที่ใด”

นางเดินไปข้างๆ ตอบกว้างๆ “ข้ามาจากหนานจิง” พยายามสังเกตปฏิกิริยาเขา กลับได้เห็นเพียงสีหน้าราบเรียบที่อาบไล้แสงตะเกียง “แล้วที่นี่คือที่ไหน”

“ป่าอสูรกลืนฟ้า ทางตะวันตกจากเมืองซานเหลียงราวหกหลี่ ใกล้แม่น้ำเซินฝั่งตะวันออก” หู่เฉิงไม่รู้จักหนานจิง จึงคิดว่านางอาจมาจากที่ๆ ไกลมาก “เผื่อเจ้าไม่ทราบ ที่นี่เป็นอาณาเขตแคว้นจาน”

จันทร์ผาไม่เพียงอึ้งงัน สองเท้ายังชะงัก แม่น้ำเซินเอย เมืองซานเหลียงเอย ไหนจะแคว้นจาน หากจำไม่ผิดมันคือชื่อเดิมของแม่น้ำและเมืองในยุคสมัยของนาง!

ย่อมหมายว่านางย้อนเวลากลับมาสมัยโบราณแน่แล้ว

หญิงสาวเดินตามเขาอย่างเงียบงัน แม้ใจแตกตื่นวุ่นวาย ไม่ทราบเวลาผ่านไปนานเท่าใด รู้ตัวอีกทีออกมาถึงชายป่า พิจารณาเขาที่เร่งรวบรวมใบไม้แห้ง กิ่งไม้ สุมรวมกับกองฟืนที่คล้ายถูกเตรียมไว้ ก็เดาได้ว่าคิดเผาป่า และเพราะที่นี่มิใช่เมืองไทยซึ่งค่าพีเอ็มสองจุดห้าสูงเทียมฟ้า นางจึงไม่เห็นความจำเป็นต้องห้ามปราม

หู่เฉิงชำเลืองมองหญิงสาวผู้ย้ายไปยืนอยู่เหนือลมโดยไม่ต้องรอให้บอก คะเนปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ กอปรอากาศยามนี้แห้งจัด แน่ใจว่าไฟต้องลุกโหมรุนแรงและลามไปทั่วผืนป่าอันเต็มไปด้วยใบไม้แห้งแห่งนี้

แม้อาจมิใช่วิธีที่ถูกต้อง แต่อย่างไรย่อมดีกว่าปล่อยชาวบ้านส่งสตรีไปตายในป่าปีละนางอย่างที่ผ่านมา

เพราะตะเกียงดับไปตั้งแต่เมื่อสักพัก หู่เฉิงจึงนำอุปกรณ์จุดไฟออกมา ทว่า…กระเทาะหินไฟกับกระดาษชุบน้ำมันเท่าใด ก็หาเกิดประกายเพลิงไม่

จันทร์ผามองแล้วเวทนา นึกได้ว่าในกระเป๋ากางเกงมีไฟแช็ก ซึ่งมักพกไว้บริการลูกทัวร์สิงห์อมควันหวังสินน้ำใจเสมอ กระนั้นลังเลควรนำออกมาดีหรือไม่ เกรงอาจถูกมองของอันตราย

ขณะขบคิด สังเกตหู่เฉิงทิ้งของในมือแล้วชักดาบออกจากฝัก ไม่กี่อึดใจ…เสือขาวตัวใหญ่พลันกระโจนออกมาจากป่า!

แต่มันกลับวิ่งตรงเข้าหานางแทนบุรุษผู้ตั้งท่าร่างพร้อมสู้ แม้กลัวแข้งขาสั่น นางก็วิ่งหนีสุดชีวิต ก่อนเสือขาวตัวยักษ์ จะเปลี่ยนเป้าหมาย ตามชายหนุ่มที่ล่อมันออกไป

หนึ่งคนหนึ่งสัตว์ร้ายต่อสู้กัน หู่เฉิงตวัดดาบหมายสังหารพยัคฆ์ขาว ทว่ามันกลับพุ่งใส่เขาอย่างไม่กลัวเกรง ยังขย้ำดาบเสียหักเป็นสองท่อน ง่ายดายราวใช้มือหักกิ่งไม้เล็กๆ!

จันทร์ผาเห็นท่าไม่ดี ขนาดบุรุษท่าทางแข็งแกร่งยังไม่อาจต่อกร นางอยู่ไปก็รังแต่เป็นภาระ เห็นควรชิงหนีเอาตัวรอด กระนั้นไม่คิดทิ้งเขาเสียทีเดียว ตั้งใจไปตามคนมาช่วย หวังเพียงเขาจะอยู่รอนางไหว

คล้ายเจ้าสัตว์ร้ายจะรับรู้ได้ จึงผละจากคู่ต่อสู้ กระโจนเข้าหาจันทร์ผาอย่างรวดเร็วแม่นยำ และคาบเอานางวิ่งหายเข้าไปในป่า

ทิ้งไว้เพียงเสียงร้องโหยหวนบาดหูหู่เฉิง แต่…แม้ปวดใจเพียงไรเขาก็ไม่คิดเสี่ยงตามไปช่วยนาง เพราะมันคงสายไปเสียแล้ว

“อภัยให้ข้าอีกครั้งเถิดแม่นาง เห็นทีคืนนี้เจ้าคงเลี่ยงความตายไม่พ้นแล้ว”

----------------------------------

นางเอกโดนคาบไปแล้วค่ะ???

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...