โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Oatbedient แบรนด์นมโอ๊ตสิงคโปร์ บุกไทย รับตลาด F&B โต

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 ก.ค. 2567 เวลา 10.13 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2567 เวลา 03.13 น.

Oatbedient นมโอ๊ตสิงคโปร์ ผ่าสูตรรุกไทยเน้นคล่องตัว-สตาฟน้อย-สร้างรับรู้แบรนด์ผ่านกลยุทธ์ราคา เจาะคนรุ่นใหม่ รับตลาด F&B ไทยโตต่อเนื่อง

วันที่ 21 กรกฎาคม 2567 ลิน โซ กรรมการผู้จัดการบริษัท บี โอทบีเดียนท์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจนมโอ๊ตจากประเทศสิงคโปร์ เปิดเผยว่า แบรนด์ Oatbedient เริ่มจัดตั้งธุรกิจในไทย เมื่อปี 2566 เพื่อทำตลาดผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม (F&B) เป็นลำดับที่ 4 ต่อจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และ มองโกเลีย

เบื้องต้น การรุกตลาดไทย เนื่องจาก เล็งเห็นศักยภาพในอุตสาหกรรม F&B ที่มีทั้งสีสันและโอกาสทางสินค้าใหม่ ๆ ที่ผลักดันให้ตลาดเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง

โดยโมเดลธุรกิจในไทย จะเน้นความยืดหยุ่น เพื่อให้คล่องตัว ซึ่งระบบปฏิบัติงาน (Operation) ของบริษัทเพียง 5 อัตรา ในการทำตลาด นอกนั้นจะใช้พนักงานระดับท้องถิ่น ส่วนการกระจายสินค้าใช้การจ้างบริษัทภายนอก

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังการควบคุมต้นทุน ด้วยการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปแบรนด์ Oatbedient จากประเทศมาเลเซีย (ฐานผลิต) เพื่อทำตลาดในไทย ไปพร้อมสร้างการรับรู้ทั้งตัวผลิตภัณฑ์ และแบรนด์สินค้าให้ผู้บริโภคชาวไทยได้รู้จัก

สำหรับสินค้ารายการแรกที่นำเข้ามาทำตลาด คือ นมโอ้ต (Oat Milk) แบรนด์ Oatbedient เพื่อเป็นทางเลือกในตลาดอาการและเครื่องดื่มให้กับผู้บริโภคคนไทยรุ่นใหม่ ทั้งในตลาดค้าปลีก และตลาดธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B)

ทั้งนี้ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์นมโอ๊ต มีสัดส่วนในตลาดอยู่ที่ 10% ของตลาดนม และยังมีแนวโน้มเติบโตอัตรา 2 หลัก ต่อเนื่อง จากปัจจุบันมีผู้เล่นแบรนด์สินค้าราว 2-3 รายที่เข้ามาอยู่ในตลาดก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี บริษัทฯ จะนำผลิตภัณฑ์นมโอ้ต Oatbedient เข้ามาทำตลาดในไทยจำนวน 3 รสชาติ คือ รสชาติต้นตำรับ หรือ นมโอ้ต (Oat Milk) รสชาตินมโอ้ตช้อคโกแลต (Chocolate Oat Milk) และ รสชาตินมโอ้ตและเมล็ดเจีย (Oat Milk with Oats & Chia Seeds) ใน 2 รูปแบบ คือ

  • รูปแบบพร้อมดื่มบรรจุขนาดบรรจุกล่อง 1 ลิตร วางราคาจำหน่ายปลีก 117 บาท
  • รูปแบบผงพร้อมชงดื่มแบบซอง ขนาดบรรจุ 12 ชิ้นต่อกล่อง วางราคาจำหน่ายปลีก 199 บาท

“บริษัทฯ ได้เสนอไปยังบริษัทแม่ ขอปรับราคาใหม่สินค้าแบบผงบรรจุซอง 12 ชิ้น 1 กล่อง ให้ได้ในราคา 199 บาท เนื่องจาก เป็นราคาที่เหมาะสม คนไทยสามารถเข้าถึงสินค้าได้ จากก่อนหน้านี้ทำราคาในตลาดประเทศอื่นราว ๆ 259 บาท/กล่อง”

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์Oatbedient ยังวางตำแหน่งทางการตลาดเป็นสินค้าอาหารและเครื่องดื่มทางเลือก (Alternative Meal) เพื่อรองรับผู้บริโภคชาวไทยที่มองหานมทางเลือกเพื่อดื่มทดแทนผลิตภัณฑ์จากนมวัว หรือ ธัญพืชอื่นๆ เช่น นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ นมพิทาชิโอ เป็นต้น ที่มีแนวโน้มความต้องการบริโภคในไทยสูงขึ้น

โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นในปัจจุบัน ทดแทนการดื่มผลิตภัณฑ์นมที่ได้จากวัวหรือการทำปศุสัตว์ ที่พบว่ามีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อชั้นบรรยากาศโลกมากกว่า

สำหรับช่องทางการทำตลาดจะวาง 2 รูปแบบหลัก คือ

  • ค้าปลีกทำตลาดออนไลน์ในช่องทางแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ
  • รูปแบบบีทูบีในช่องทางธุรกิจ Food Service โดยเบื้องต้นจะนำสินค้าเข้าไปยังธุรกิจร้านคาเฟ่ ที่มีจำนวนมากในไทย เพื่อแนะนำนมโอ๊ตOatbedient เข้าไปใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มเมนูร้อนเย็นของคาเฟ่ ต่างๆ

นอกจากนี้ Oatbedientยังจะใช้กลยุทธ์การทำตลาดผ่านการสร้างชุมชน (Community) ต่างๆ อาทิ คอมมูนิตี้ด้านการดูแลสุขภาพ ทั้งในศูนย์สุขภาพ ฟิตเนส, เวลเนสส์, สถานศึกษา ฯลฯ มาแบ่งปันเรื่องราวทั้งที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ และด้านอื่นๆ เพื่อสร้างตลาดให้เติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

โดยหลังจากนี้ บริษัทยังมีแผนนำเข้าสินค้านมโอ๊ต Oatbedient เข้ามาทำตลาดเพิ่มอีก 4 รสชาติใหม่ ในกลุ่ม Series Café คือ ชาเขียว (Matcha) มอคค่า (Mocha) ลาเต้ (Latte) และ นมโอ๊ตไลท์ (Oat Milk Lite)

ซึ่งคาดในปี 2568 จะมีราว 7 รายการ (SKU) ทำตลาดในไทย พร้อมวางแผนขยายการทำตลาดสินค้าใหม่ในตลาดแดรี่โปรดักส์เพิ่มเติม จากปัจจุบันได้ทดลองนำผลิตภัณฑ์ไอศกรีม ให้บริการฟู้ดเซอร์วิสให้กับโรงแรมรายใหญ่แห่งหนึ่งของไทยแล้ว

“จากแนวทางการเข้ามาทำตลาดของ Obidient ในไทย บริษัทวางเป้าหมายภายขึ้นเป็นแบรนด์ Top3 แบรนด์สินค้านมโอ้ตในตลาดไทยภายใน 3 ปีนับจากนี้ และมีส่วนร่วมสร้างการเติบโตในการทำตลาดอาหารและเครื่องดื่มของไทยอย่างต่อเนื่องไปพร้อมกัน” ลิน กล่าวทิ้งท้าย

📌 อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...