Oatbedient แบรนด์นมโอ๊ตสิงคโปร์ บุกไทย รับตลาด F&B โต
Oatbedient นมโอ๊ตสิงคโปร์ ผ่าสูตรรุกไทยเน้นคล่องตัว-สตาฟน้อย-สร้างรับรู้แบรนด์ผ่านกลยุทธ์ราคา เจาะคนรุ่นใหม่ รับตลาด F&B ไทยโตต่อเนื่อง
วันที่ 21 กรกฎาคม 2567 ลิน โซ กรรมการผู้จัดการบริษัท บี โอทบีเดียนท์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจนมโอ๊ตจากประเทศสิงคโปร์ เปิดเผยว่า แบรนด์ Oatbedient เริ่มจัดตั้งธุรกิจในไทย เมื่อปี 2566 เพื่อทำตลาดผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม (F&B) เป็นลำดับที่ 4 ต่อจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และ มองโกเลีย
เบื้องต้น การรุกตลาดไทย เนื่องจาก เล็งเห็นศักยภาพในอุตสาหกรรม F&B ที่มีทั้งสีสันและโอกาสทางสินค้าใหม่ ๆ ที่ผลักดันให้ตลาดเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง
โดยโมเดลธุรกิจในไทย จะเน้นความยืดหยุ่น เพื่อให้คล่องตัว ซึ่งระบบปฏิบัติงาน (Operation) ของบริษัทเพียง 5 อัตรา ในการทำตลาด นอกนั้นจะใช้พนักงานระดับท้องถิ่น ส่วนการกระจายสินค้าใช้การจ้างบริษัทภายนอก
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังการควบคุมต้นทุน ด้วยการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปแบรนด์ Oatbedient จากประเทศมาเลเซีย (ฐานผลิต) เพื่อทำตลาดในไทย ไปพร้อมสร้างการรับรู้ทั้งตัวผลิตภัณฑ์ และแบรนด์สินค้าให้ผู้บริโภคชาวไทยได้รู้จัก
สำหรับสินค้ารายการแรกที่นำเข้ามาทำตลาด คือ นมโอ้ต (Oat Milk) แบรนด์ Oatbedient เพื่อเป็นทางเลือกในตลาดอาการและเครื่องดื่มให้กับผู้บริโภคคนไทยรุ่นใหม่ ทั้งในตลาดค้าปลีก และตลาดธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B)
ทั้งนี้ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์นมโอ๊ต มีสัดส่วนในตลาดอยู่ที่ 10% ของตลาดนม และยังมีแนวโน้มเติบโตอัตรา 2 หลัก ต่อเนื่อง จากปัจจุบันมีผู้เล่นแบรนด์สินค้าราว 2-3 รายที่เข้ามาอยู่ในตลาดก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี บริษัทฯ จะนำผลิตภัณฑ์นมโอ้ต Oatbedient เข้ามาทำตลาดในไทยจำนวน 3 รสชาติ คือ รสชาติต้นตำรับ หรือ นมโอ้ต (Oat Milk) รสชาตินมโอ้ตช้อคโกแลต (Chocolate Oat Milk) และ รสชาตินมโอ้ตและเมล็ดเจีย (Oat Milk with Oats & Chia Seeds) ใน 2 รูปแบบ คือ
- รูปแบบพร้อมดื่มบรรจุขนาดบรรจุกล่อง 1 ลิตร วางราคาจำหน่ายปลีก 117 บาท
- รูปแบบผงพร้อมชงดื่มแบบซอง ขนาดบรรจุ 12 ชิ้นต่อกล่อง วางราคาจำหน่ายปลีก 199 บาท
“บริษัทฯ ได้เสนอไปยังบริษัทแม่ ขอปรับราคาใหม่สินค้าแบบผงบรรจุซอง 12 ชิ้น 1 กล่อง ให้ได้ในราคา 199 บาท เนื่องจาก เป็นราคาที่เหมาะสม คนไทยสามารถเข้าถึงสินค้าได้ จากก่อนหน้านี้ทำราคาในตลาดประเทศอื่นราว ๆ 259 บาท/กล่อง”
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์Oatbedient ยังวางตำแหน่งทางการตลาดเป็นสินค้าอาหารและเครื่องดื่มทางเลือก (Alternative Meal) เพื่อรองรับผู้บริโภคชาวไทยที่มองหานมทางเลือกเพื่อดื่มทดแทนผลิตภัณฑ์จากนมวัว หรือ ธัญพืชอื่นๆ เช่น นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ นมพิทาชิโอ เป็นต้น ที่มีแนวโน้มความต้องการบริโภคในไทยสูงขึ้น
โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นในปัจจุบัน ทดแทนการดื่มผลิตภัณฑ์นมที่ได้จากวัวหรือการทำปศุสัตว์ ที่พบว่ามีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อชั้นบรรยากาศโลกมากกว่า
สำหรับช่องทางการทำตลาดจะวาง 2 รูปแบบหลัก คือ
- ค้าปลีกทำตลาดออนไลน์ในช่องทางแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ
- รูปแบบบีทูบีในช่องทางธุรกิจ Food Service โดยเบื้องต้นจะนำสินค้าเข้าไปยังธุรกิจร้านคาเฟ่ ที่มีจำนวนมากในไทย เพื่อแนะนำนมโอ๊ตOatbedient เข้าไปใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มเมนูร้อนเย็นของคาเฟ่ ต่างๆ
นอกจากนี้ Oatbedientยังจะใช้กลยุทธ์การทำตลาดผ่านการสร้างชุมชน (Community) ต่างๆ อาทิ คอมมูนิตี้ด้านการดูแลสุขภาพ ทั้งในศูนย์สุขภาพ ฟิตเนส, เวลเนสส์, สถานศึกษา ฯลฯ มาแบ่งปันเรื่องราวทั้งที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ และด้านอื่นๆ เพื่อสร้างตลาดให้เติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย
โดยหลังจากนี้ บริษัทยังมีแผนนำเข้าสินค้านมโอ๊ต Oatbedient เข้ามาทำตลาดเพิ่มอีก 4 รสชาติใหม่ ในกลุ่ม Series Café คือ ชาเขียว (Matcha) มอคค่า (Mocha) ลาเต้ (Latte) และ นมโอ๊ตไลท์ (Oat Milk Lite)
ซึ่งคาดในปี 2568 จะมีราว 7 รายการ (SKU) ทำตลาดในไทย พร้อมวางแผนขยายการทำตลาดสินค้าใหม่ในตลาดแดรี่โปรดักส์เพิ่มเติม จากปัจจุบันได้ทดลองนำผลิตภัณฑ์ไอศกรีม ให้บริการฟู้ดเซอร์วิสให้กับโรงแรมรายใหญ่แห่งหนึ่งของไทยแล้ว
“จากแนวทางการเข้ามาทำตลาดของ Obidient ในไทย บริษัทวางเป้าหมายภายขึ้นเป็นแบรนด์ Top3 แบรนด์สินค้านมโอ้ตในตลาดไทยภายใน 3 ปีนับจากนี้ และมีส่วนร่วมสร้างการเติบโตในการทำตลาดอาหารและเครื่องดื่มของไทยอย่างต่อเนื่องไปพร้อมกัน” ลิน กล่าวทิ้งท้าย