โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

6 บทเพลงทรงพลังในตำนานทั้งไทย ลูกทุ่ง และสากล ที่คอยอยู่เคียงข้าง LGBTQ+ เพื่อส่งเสียงบอกว่า เพศไหนๆ ก็มีสิทธิ์เป็นตัวเอง และมีสิทธิ์ที่จะรักทั้งนั้น

Mirror Thailand

อัพเดต 06 มิ.ย. 2567 เวลา 11.11 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2567 เวลา 11.11 น.
ภาพไฮไลต์

มาแสดงออกในสิ่งที่รัก โอบรับตัวตนที่เป็นอยู่ และเฉลิมฉลองให้กับความรักอันหลากหลายที่ผลิบานอยู่ทุกวัน ไม่ใช่แค่เฉพาะ Pride Month ผ่านเสียงเพลงและเนื้อเพลงอันทรงพลังเหล่านี้จากศิลปินไทยและสากล ที่ปลุกใจและอยู่เคียงข้างผู้มีความหลากหลายทางเพศมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งไม่ว่าคุณจะรู้จักบางเพลงดีอยู่แล้ว หรือยังไม่เคยฟังบางเพลงมาก่อน วันนี้ Mirror ชวน add to playlist กับ 6 เพลงความหมายดี ที่สื่อสารเรื่องความเท่าเทียมทางเพศอย่างตรงไปตรงมา และมีหลากหลายจุดยืนเรื่องของเพศสภาพสอดแทรกเอาไว้ได้อย่างสนุกสนานและงดงาม

ทั้ง Girls Like Girls จาก Harley Kiyoko เพลงที่สาวแซฟฟิคหลายคนรัก ว่าด้วยการส่งเสียงไปยังคนที่กำลังสงสัยในตัวเอง หรือคนที่กำลังสงสัยในคนอื่น ว่าผู้หญิงรักกับผู้หญิงมันเป็นอย่างไร? แปลกไหม? คำตอบง่ายๆ คือมันก็เหมือนตอนเพศตรงข้ามรักกันนั่นแหละ ไม่ต้องคิดเยอะ

ทอม ท้อม ทอม จาก สามสาวซิลเวอร์โกลด์ เพลงลูกทุ่งที่เพิ่งครบรอบ 10 ปีไปหมาดๆ ว่าด้วยหญิงสาวที่ตกหลุมรักทอมคนหนึ่งที่ชื่อวารุณี ซึ่งเขาคนนั้นค่อยๆ เปลี่ยนผ่านจากการเป็นผู้หญิงตามกรอบสู่การเป็นตัวของตัวเอง

นางสาวแนนซี่ จาก แมงปอ ชลธิชา เพลงลูกทุ่งจังหวะสนุกในตำนานที่ถูกเปิดอยู่บ่อยๆ ซึ่งเป็นตัวแทนของ ‘Ally’ หรือคนที่ไม่ได้เป็น LGBTQ+ แต่ต้องการสนับสนุน LGBTQ+ ว่าด้วยผู้หญิงที่คอยปกป้องเพื่อนสาวข้ามเพศ และต้องการยืนยันว่าเพื่อนของตนคือผู้หญิงคนหนึ่ง พร้อมผลักดันกฎหมายเปลี่ยนคำนำหน้ามาตั้งแต่ปี 2004!

I’m Coming Out จาก Diana Ross เพลงที่ว่าด้วยการออกมาเปิดเผยตัวตนของตัวเองว่าฉันเป็นอะไรอย่างภาคภูมิใจ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘เกย์’ โดยตรง

ประวัติศาสตร์ จาก คริสติน่า อากีล่าร์ เพลงที่หลายคนร้องตามกันได้โดยไม่ต้องดูเนื้อ ซึ่งคอยย้ำตั้งแต่ต้นจนจบว่าทุกความรักควรเท่าเทียมกัน ไม่ควรมีใครเหนือกว่าใคร

และ Born This Way จากตัวแม่อย่าง Lady Gaga เพลงชาติ LGBTQ+ ที่เธอขับร้องออกมาอย่างโต้งๆ ว่าสนับสนุนคนทุกเพศให้ได้เป็นตัวเอง และยืนยันว่าทุกคนต่างมีความงดงาม และมีคุณค่าในตัวเอง เพราะพวกเราล้วน born this way ค่ะ!

“ผู้หญิงก็ชอบผู้หญิงเหมือนที่ผู้ชายชอบนั่นแหละ ไม่มีอะไรใหม่เลย”

1. Girls Like Girls จาก Harley Kiyoko เพลงที่สื่อสารความปกติธรรมดาของหญิงรักหญิง

Girls Like Girls จาก Harley Kiyoko เป็นเพลงในปี 2015 ที่บอกเล่าเรื่องราวของการค้นหาตัวเองของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังคบกับผู้ชายคนหนึ่งตามแบบแผนสังคม แต่เธอกลับดูไม่มีความสุขเอาเสียเลย เพราะแฟนหนุ่มก็ดูจะท็อกซิกไม่น้อย จนเธอเริ่มมีความรู้สึกดีๆ กับเพื่อนผู้หญิงอีกคน ที่เพื่อนผู้หญิงคนนี้เข้าอกเข้าใจเธอ และก็ดูจะปิ๊งเธออยู่แล้วเสียด้วย

เนื้อเพลงบางท่อนพยายามจะเสียดสีและยั่วโมโหผู้คนที่รับไม่ได้กับความรักของหญิงรักหญิงอยู่เป็นนัยๆ เช่น “ถ้าฉันขโมยจูบจากสาวของคุณ มันจะทำให้คุณสติแตกไหมนั่น? ทำให้คุณหงุดหงิด เป็นกังวล และกลัวที่จะการ์ดตกหรือเปล่าล่ะหนุ่ม” พร้อมย้ำว่า “ฉันจะไม่ขอโทษหรอกนะ ที่ฉันกำลังทำลายกำแพงนั้นลง” เพราะ “ผู้หญิงก็ชอบผู้หญิงเหมือนที่ผู้ชายชอบนั่นแหละ ไม่มีอะไรใหม่เลย” เพื่อบอกกับคนที่ยังสงสัยในตัวเองว่าฉันชอบผู้หญิงได้ไหม ว่าเธอสามารถชอบได้ และบอกกับคนที่ยังยึดกับกรอบของความรักที่มีแค่ชาย-หญิง ให้เปิดโลกกว้าง ว่าความรักรูปแบบนี้มีอยู่จริง และไม่ได้มีอะไรแปลกไปกว่าความรักของเพศไหนๆ

ซึ่งหากดูเอ็มวีไปด้วย ก็จะยิ่งทำให้เห็นถึงการพยายามออกจากกรอบทางเพศที่อยู่แล้วไม่มีความสุข ไปเป็นตัวเองที่รักผู้หญิงด้วยกันอย่างมีความสุข ที่มีการแสดงจุดยืนว่า “พวกเราจะเป็นทุกสิ่งที่พวกเราต้องการ”

นี่จึงเป็นเพลงที่ไพเราะ ความหมายงดงาม และเอ็มวีสวยเหมือนซีรีส์ coming of age ที่หลายคนชื่นชอบกันมากๆ เพลงหนึ่งเลยทีเดียว

“วารุณี ชื่อสตรีแท้ๆ แต่เธอไม่แคร์ ชื่อแซ่อะไร ผมยาวเปลี่ยนเป็นรองทรง เลิกใส่กระโปรง”

2. ทอม ท้อม ทอม จาก สามสาวซิลเวอร์โกลด์ เพลงที่เล่าการเติบโตของทอมคนหนึ่ง พร้อมกับการตกหลุมรักทอมของผู้หญิงอีกคน

ทอม ท้อม ทอม จาก สามสาวซิลเวอร์โกลด์ เป็นเพลงในปี 2014 ที่บอกเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนผ่านเพื่อนำไปสู่การแสดงออกถึงความเป็นตัวเองของ ‘วารุณี’ ผู้มีเพศกำเนิดหญิง ที่เปลี่ยนแปลงตัวเองจากไว้ผมยาว สู่การตัดผมรองทรง จากต้องใส่กระโปรง ก็ขอใส่กางเกงในแบบที่ชอบ

อย่างที่รู้กันว่า ในยุคสมัยก่อนไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องการเปิดกว้างของภาพลักษณ์ภายนอกที่ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับเพศสภาพเหมือนในสมัยนี้ ที่ชายแท้ก็ใส่กระโปรงได้ หญิงแท้ก็ตัดรองทรงได้ เพราะในอดีต ก็ยังมีหลายคนที่ยังติดกับกรอบทางเพศที่คาดหวังว่าเป็นผู้หญิงต้องผมยาว และใส่กระโปรงอยู่อย่างฝังแน่น ซึ่งการกล้าออกจากกรอบนี้เพื่อเป็นทอมของวารุณี ก็ถือเป็นการทำเพื่อความสุขตัวเอง และยืนยันที่จะเป็นตัวเองโดยไม่สนใจคำพูดคนอื่น

“วารุณี ชื่อสตรีแท้ๆ แต่เธอไม่แคร์ ชื่อแซ่อะไร ผมยาว เปลี่ยนเป็นรองทรง เลิกใส่กระโปรง เพราะว่ารับไม่ได้ สาวหล่อ ไม่ง้อผู้ชาย ออกจีบหญิงตามสไตล์ ใจเป็นชาย แต่ร่างกายเป็นหญิง” นี่คือเนื้อร้องที่อธิบายตัวตนของวารุณีไว้อย่างดี

มากไปกว่านั้น ยังเล่าเรื่องของผู้หญิงอีกคนที่ตกหลุมรักทอมคนนี้ ผ่านเนื้อเพลง “วารุณี เท่ดีจังเลย หลายคนเอื้อนเอ่ย มาดแมนจริงๆ นุ่งยีนส์ เสื้อยืดแขนยาว มีเสน่ห์แพรวพราว เล่นเอาสาวปิ๊ง” หรืออีกท่อนที่ว่า “อยากแวบไปแนบหนุงหนิง นั่งติดใกล้ชิดแอบอิง ชอบเธอจริงๆ นะทอม ท้อม ทอม”

นี่จึงเป็นอีกเพลงที่ยืนยันความรักที่เป็นไปได้ของผู้หญิงที่ชอบทอมเมื่อ 10 ปีที่แล้วไว้ได้อย่างดี

“แนนซี่ เปลี่ยนเป็นชื่อนี้แล้วที่อำเภอ ในบัตรประชาชนเธอ นั้นยังต้องเจอกับคำว่านาย”

3. 20 ปี ‘นางสาวแนนซี่’ จาก แมงปอ ชลธิชา เพลงเพื่อนหญิงพลังหญิง ที่คอยเคียงข้างเพื่อนสาวข้ามเพศให้ได้รับสิทธิ์เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง

“เธอคือพวกเรา จึงมากู่ก้องร้องป่าว ว่าเพื่อนรักเรา ชื่อนางสาวแนนซี่”

นางสาวแนนซี่ จาก แมงปอ ชลธิชา เป็นเพลงในปี 2004 ที่วันนี้มีอายุครบ 20 ปีแล้ว แต่ก็ยังทันสมัย และเข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันที่คนข้ามเพศ ยังไม่ได้รับสิทธิ์ในการเป็นตัวเองตามหน้าบัตรประชาชนอยู่เหมือนเดิม

เพลงนี้บอกเล่าการเป็นตัวแทนของผู้หญิงตามเพศกำเนิดคนหนึ่ง ที่เธอมีเพื่อนรักชื่อว่า ‘แนนซี่’ ซึ่งรู้จักกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่แนนซี่ชื่อว่าบุญแม้น จนเปลี่ยนชื่อที่อำเภอมาเป็นแนนซี่ และไม่ว่าจะเป็นชื่อไหนก็ตามแต่ เพื่อนคนนี้ก็คอยสนับสนุนและมองเธอเป็น ‘ผู้หญิง’ คนหนึ่ง พร้อมยืนยันถึงความไม่แฟร์ที่เพื่อนยังต้องใช้คำนำหน้าว่า ‘นาย’ แทน ‘นางสาว’

“แนนๆๆ แนนซี่ เปลี่ยนเป็นชื่อนี้ แล้วที่อำเภอ ในบัตรประชาชนเธอนั้นยังต้องเจอ กับคำว่านาย ชื่อกิ๊บเก๋เท่เข้าท่า แต่คำนำหน้าเธอว่าบาดใจ บุญแม้นเปลี่ยนเป็นแนนซี่ได้ ไม่อาจเปลี่ยนนาย ให้เป็นนางสาว” ด้วยเหตุนี้ทำให้ตัวแนนซี่เองถูกเลือกปฏิบัติในสังคม เธอถูกเรียกว่า ‘นาย’ ขึ้นมาในที่สาธารณะ และนั่นทำให้เพื่อนหญิงคนนี้รู้สึกโกรธ และมองว่าใจร้ายกับแนนซี่มาก เพราะตัวแนนซี่ได้ผ่านกระบวนการข้ามเพศจนเป็นผู้หญิงแล้ว ตามเนื้อร้องที่ว่า “หมอช่วยให้มีเหมือนสตรีทุกอย่าง เหลือแต่ สิ่งที่ใจหมาง ทางการยังเรียก นายแนนซี่ทุกคราว”

นี่จึงเป็นเพลงที่ทำให้เห็นว่าแม้เราจะไม่ได้เป็น LGBTQ+ แต่เราสามารถเรียกร้อง และขับเคลื่อนประเด็นของ LGBTQ+ ได้ เหมือนที่เพื่อนผู้หญิงคนนี้ออกมาเรียกร้องผ่านบทเพลงถึงความต้องการที่อยากให้แนนซี่เพื่อนรัก ได้เป็นผู้หญิงในแบบที่ต้องการ

“ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร และฉันก็รู้สึกดีมากๆ ทุกๆ ครั้งที่ฉันได้ยินมัน I'm coming out! ฉันต้องการให้โลกรู้”

4. I’m Coming Out จาก Diana Ross เพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการ come out ของเกย์อย่างภาคภูมิใจ

I’m Coming Out จาก Diana Ross เป็นเพลงในปี 1979 ซึ่งถูกเปิดอยู่บ่อยครั้งในขบวน Pride ไม่ว่าจะในไทยหรือต่างประเทศตั้งแต่ในอดีตจนทุกวันนี้ก็ยังเปิดกันอยู่ และได้กลายเป็นเพลงชาติ LGBTQ+ เพลงหนึ่งเลยก็ว่าได้

เพลงนี้แต่งขึ้นมาโดย Nile Rodgers ผู้เป็นศิลปินระดับตำนาน นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์ ซึ่งเขาแต่งจากประสบการณ์การไปคลับเกย์ในแมนฮัตตัน ที่ทำให้เขาพบเหล่าเกย์สุดจึ้งที่ยืนอยู่ในห้องน้ำด้วยการแต่งตัวเลียนแบบ Diana Ross นั่นทำให้เขารู้ว่าคอมมูนิตี้ของเกย์รักศิลปินสาวคนนี้มากขนาดไหน และคิดอยากทำเพลงเพื่อเป็นเหมือนเพลงชาติอันทรงพลังขึ้นมาตอบแทนความรักนี้ของพวกเขา

Nile Rodgers จึงหยิบสำนวน ‘I’m coming out of the closet’ ซึ่งหมายถึงการเปิดเผยตัวตนหรือเพศสภาพของตนให้คนอื่นรับรู้ หรือที่หลายคนใช้คำสั้นๆ ว่า come out ทำให้เพลงนี้เป็นเพลงที่โด่งดังมากๆ และเป็นพลังให้กับ LGBTQ+ หลายคนสุดๆ

“ถึงเวลาของฉันแล้ว ที่จะออกมาเจอผู้คนในสังคม ฉันจะต้องตะโกนออกมาว่า I’m coming out ฉันต้องการให้โลกรู้!”

นับว่าเป็นเพลงที่อิมแพคมากๆ ที่ทำให้หลายคนกล้าที่จะเป็นตัวเอง เพราะการได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นตัวเองโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ ถือเป็นความสุขพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรมี

“ประวัติศาสตร์ในวันนี้จะแตกต่างจากวันนั้น รักของเราจะทันสมัย”

5. ประวัติศาสตร์ จาก คริสติน่า อากีล่าร์ เพลงที่ตอกย้ำถึงความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งควรเบ่งบานในประเทศไทย

ประวัติศาสตร์ จาก คริสติน่า อากีล่าร์ เป็นเพลงในปี 1990 ที่ถูกใช้ในการชุมนุมเรียกร้องความเท่าเทียม และความเป็นธรรมในไทยอยู่ในหลายๆ ครั้ง เพราะพูดถึงภาพกว้างเกี่ยวกับความเท่าเทียมที่ทุกคนควรได้รับในสังคมไทย และทุกข้อเรียกร้องควรถูกรับฟัง รวมถึงในเดือนมิถุนายนแบบนี้ ก็ถูกเปิดขึ้นมาเช่นกัน

แม้จะไม่ได้เจาะจงว่าเพลงสื่อสารกับ LGBTQ+ แต่เนื้อเพลงต่างๆ ก็มีพลังมากพอที่จะทำให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ลุกขึ้นมายืนหยัดเพื่อสู้ต่อการเปลี่ยนแปลงต่อไป

“แต่ก่อนอาจจะต้องยอม ก็ยอมเธอมาทุกที ไม่เคยมีปริปาก จะถูกผิดก็ต้องตาม ก็เดินตามเธอทุกอย่าง เป็นแค่คนอยู่หลังเธอ” หากว่าด้วยบริบททางเพศ เนื้อเพลงสามารถสื่อสารได้ตั้งแต่ การต้องเป็นผู้ตามของผู้หญิงในสังคมชายเป็นใหญ่ ที่เป็นช้างเท้าหลังคอยทำตามผู้ชายที่เป็นช้างเท้าหน้าอยู่เสมอ จนถึงการที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศ เคยไร้สิทธิ์ ไร้เสียง ต้องหลบอยู่ในบางมุมในสังคมเงียบๆ เพื่อเอาตัวรอดในการใช้ชีวิต

ซึ่งคุณแม่คริสติน่า ก็มองว่า นี่ “มันโบราณ มันออกจะโบราณ มันไม่เป็นรุ่นใหม่ บอกเธอตามตรงจะบอกอย่างจริงใจ โลกมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว!” ตามเนื้อร้อง ไปจนถึงท่อนฮุคที่ย้ำอย่างฮึกเหิมว่า “ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน เปลี่ยนไปเป็นฉันและเธอเท่าเทียมกันประวัติศาสตร์ในวันนี้จะแตกต่างจากวันนั้น รักของเราจะทันสมัย”

เพราะทุกคนในสังคมควรจะมีอำนาจทางเพศเท่าๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไรก็แล้วแต่ และทุกคนในสังคมก็สามารถช่วยกันขับเคลื่อนเรื่องความเท่าเทียมนี้กันต่อไปได้

“ไม่ว่าจะเกย์ สเตรท ไบเซ็กชวล เลสเบี้ยน คนข้ามเพศ เดินมาถูกทางแล้วที่รัก เราเกิดมาเพื่อมีชีวิตต่อไป!”

6. Born This Way จาก Lady Gaga ที่ย้ำว่าเราล้วนมีชีวิตขึ้นมาอย่างถูกต้องแล้ว!

มาถึงเพลงสุดท้าย Born This Way จาก Lady Gaga เพลงในปี 2011 ซึ่งถือเป็นเพลงที่เปิดมากี่ครั้ง หรือเปิดขึ้นมาในวาระโอกาสไหน ก็ร้องตามกันได้ดังสนั่นทุกครั้ง และปลุกใจถึงความรักในตัวเองให้กับ LGBTQ+ อย่างตรงไปตรงมา และชัดเจนที่สุดเพลงหนึ่งเลยก็ว่าได้

เพลงนี้เล่าถึงการยืนยันถึงเส้นทางชีวิตที่มีสิทธิ์เลือกเองของคนคนหนึ่ง ซึ่งคนรอบตัวมีส่วนสำคัญ และตัวเราก็มีส่วนสำคัญมากไม่แพ้กัน Lady Gaga เปิดมาด้วยการเนื้อเพลงที่บอกถึงการส่งพลังบวกของคนในครอบครัวอย่าง “แม่บอกฉันตอนเด็กๆ ว่า ‘เราทุกคนเกิดมาเพื่อเป็นซูเปอร์สตาร์’” และก็พูดอีกว่า “ไม่มีอะไรผิดเลยที่เราจะรักในสิ่งที่เราเป็น” ซึ่งความรักและการยอมรับจากครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญมากๆ สำหรับเด็กๆ LGBTQ+

มากไปกว่าความรักจากครอบครัว รักที่มีให้กับตัวเอง ก็เป็นสิ่งที่เราต้องเชื่อในความรักนั้นเช่นกัน อย่างในท่อนฮุคสุดปังที่ร้องว่า “ฉันงดงามในแบบของฉัน พระเจ้าไม่ได้ทำผิดพลาดอะไรหรอก ฉันมาถูกทางแล้วจ้ะที่รัก ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ อย่าหลบซ่อนตัวเองไว้กับความเสียใจ แค่รักตัวเองก็พอแล้ว”

Lady Gaga ยังพูดถึงการโอบรับความแตกต่างหลากหลายลงไปในเนื้อเพลง ที่ไม่ว่าจะเป็นคนผิวไหน เชื้่อชาติไหน เป็นคนที่มีความพิการ หรือไม่พิการ เป็นคนที่ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกบูลลี่ ฯลฯ ก็อย่าลืมที่จะรักตัวเอง และ “ไม่ว่าจะเกย์ สเตรท ไบเซ็กชวล เลสเบี้ยน คนข้ามเพศ เดินมาถูกทางแล้วที่รักเราเกิดมาเพื่อมีชีวิตต่อไป!”

สุขสันต์เดือนแห่งความหลากหลายค่ะทุกคน!

อ้างอิง:

https://youtu.be/I0MT8SwNa_U?si=kEkFQclLEqxlvp9T

https://youtu.be/_1eoKeg2Qe0?si=w4upMXe66Xqgig1X

https://www.yahoo.com/news/being-black-80s-diana-ross-203405257.html

https://www.independent.co.uk/arts-entertainment/music/news/diana-ross-im-coming-out-nile-rodgers-gay-lgbt-a9527846.html

https://youtu.be/ITysEyg8HgY?si=S_otLzE7kuo1jB40

https://youtu.be/wV1FrqwZyKw?si=A9wj8Y8IAMcPKBIa

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...