“อ่างวังโตนด” หวั่นแท้ง ชง ครม.แก้ปม EHIA กรมชล-อุทยาน
เหลือเวลาอีกเพียง 2 ปีที่มติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ที่ได้ผ่านความเห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนอย่างรุนแรง (Environmental and Health Impact Assessment : EHIA) โครงการก่อสร้าง “อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2564 จะหมดอายุลงในเดือนสิงหาคม 2569 แต่จนถึงวันนี้โครงการดังกล่าวยังไม่มีความก้าวหน้า ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ตามแผนปี 2565
เนื่องจากติดขัด การอนุมัติให้ใช้พื้นที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 6,191ไร่ จึงไม่สามารถนำเสนอ ครม.พิจารณาได้ ล่าสุดกรมอุทยานฯเสนอรายงาน EHIA ที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกับกรมชลประทาน และเสนอให้ลดขนาดอ่างเก็บน้ำลงเหลือ 657.59 ไร่
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2567 จึงได้มีการประชุมหารือและติดตามความก้าวหน้าโครงการ ณ อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น จ.จันทบุรี โดยมี ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี และประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมและกำกับการบริหารจัดการน้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย ผศ.เจริญ ปิยารมย์ ประธานคณะทำงานลุ่มน้ำวังโตนด ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และชาวบ้านในพื้นที่
เลขาฯ EEC หนุนสร้างอ่าง
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตามที่ EEC ได้ลงพื้นที่เพื่อหารือการดำเนินโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมป่าไม้ กรมชลประทาน และประชาชนในพื้นที่ จ.จันทบุรี มีประเด็นสำคัญคือพื้นที่ประมาณ 6,000 ไร่เศษ ที่เป็นพื้นที่อุทยาน จำเป็นต้องหารือถึงแนวทางที่จะขอใช้พื้นที่ตรงส่วนนี้เพื่อนำมาสร้างอ่างเก็บน้ำและต้องชี้แจงและทำความเข้าใจให้ประชาชนและเกษตรกรรับทราบชัดเจนว่า การสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดนี้ จะมีการจัดสรรน้ำจากกรมชลประทานให้กับทางภาคเกษตรก่อนเป็นอันดับแรก
เนื่องจากภาคการเกษตรโดยเฉพาะจันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกพืช ผลไม้สำคัญของประเทศ ดังนั้นต้องได้ประโยชน์และการใช้น้ำก่อน รองลงมาคือน้ำอุปโภค บริโภค และภาคอุตสาหกรรมเป็นลำดับสุดท้าย
“ต้องการย้ำให้ชาวสวน จ.จันทบุรี มั่นใจว่าอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดที่สร้างขึ้น กรมชลประทานมีหน้าที่จัดสรรน้ำ ต้องบริหารจัดการให้ภาคเกษตรก่อนแน่นอน อย่ากังวลว่าเราจะเอาไปใช้ให้กับภาคอุตสาหกรรมก่อน และในพื้นที่ EEC มีความต้องการน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคสูง อุตสาหกรรมคือลำดับที่ 3 และจันทบุรีมีฝนตกชุกเหมาะกับการสร้างอ่างเก็บน้ำ และในอนาคตการใช้น้ำจะมากขึ้น เราจึงต้องเตรียมแผนเก็บน้ำไว้ด้วย” ดร.จุฬากล่าว
สทนช.ดันตั้ง กก.หาข้อสรุป
ทางด้าน นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมและกำกับการบริหารจัดการน้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และเจ้าหน้าที่ สทนช. เปิดเผยว่า โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี มีระยะเวลาก่อสร้าง 6 ปี (ปี 2569-2574)
เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มความจุ 99.50 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชลประทาน 87,700 ไร่ เป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับการอุปโภคและบริโภคให้กับ อ.แก่งหางแมว อ.นายายอาม และ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี และช่วยบรรเทาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ตอนกลางและตอนล่างของลุ่มน้ำคลองวังโตนด ได้ประมาณร้อยละ 65 รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำดิบสำรองสนับสนุนพื้นที่ EEC ประมาณ 70 ล้าน ลบ.ม. หรือมากกว่าในกรณีมีน้ำมาก
โดยสถานภาพโครงการ คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) 27 มี.ค. 63 ได้เห็นชอบรายงาน EHIA และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เห็นชอบ 21 มิถุนายน 2564 และกรมชลประทานอยู่ในระหว่างการเร่งรัดดำเนินการขอความเห็นชอบการใช้ประโยชน์ที่ดินจากกรมอุทยานฯ และที่ประชุมได้เสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมพิจารณาหาข้อสรุปแนวทางการก่อสร้างต่อไป
ขุดลึก 19 ม.เพิ่มความจุไม่เวิร์ก
ด้าน ผศ.เจริญ ปิยารมย์ ประธานลุ่มน้ำวังโตนด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รายงาน EHIA ของกรมชลประทานที่นำเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ได้มีมติเห็นชอบเมื่อ 21 มิถุนายน 2564 นั้น เมื่อกรมชลประทานได้ทำหนังสือขอใช้พื้นที่ต่อกรมอุทยานฯ ซึ่งกรมอุทยานฯได้ทำการศึกษารายละเอียดใหม่ เมื่อนำผลการศึกษาเปรียบเทียบกับของกรมชลประทาน ตามรายละเอียดที่แจ้งนั้นไม่ตรงกัน เลขาธิการ กพอ. (EEC) ได้พยายามที่จะหาทางออกร่วมกันเพื่อให้โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนดสามารถเดินต่อไปได้ ก่อนที่ EHIA จะหมดอายุลงในปี 2569 แนวทางของชาวลุ่มน้ำวังโตนดเห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่เห็นชอบไปแล้ว
ระบบการส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดไปสถานีสูบน้ำบ้านวังประดู่ต้องเป็นระบบเปิด โดยปล่อยน้ำจากอ่างลงคลองวังโตนดไหลผ่านฝาย ประตูระบายน้ำต่าง ๆ เพื่อกระจายน้ำไปให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ การที่กรมอุทยานฯเสนอให้ลดขนาดอ่างเก็บน้ำจาก 6,191ไร่ ลงเหลือ 657.59 ไร่ โดยเสนอให้มีการขุดอ่างลึก 19 เมตร เพื่อเพิ่มความจุอ่าง พร้อมวางท่อฝังลึกจากอ่างลงไปที่สถานีสูบน้ำบ้านวังประดู่ เพื่อสูบต่อไปยังอ่างประแสร์นั้น เป็นระบบปิดไม่มีจุดจ่ายน้ำให้นำไปใช้ประโยชน์ได้ ชาวบ้านคงไม่เห็นด้วย
รวมทั้งอาจมีปัญหาอื่น ๆ ตามมา อาจจะต้องศึกษาผลกระทบ EHIA ใหม่ อันจะส่งผลให้โครงการนี้ล่าช้าออกไปอีกหาความแน่นอนได้ยาก ทั้ง ๆ ที่ตามแผนเดิมนั้น กรมชลประทานจะเสนอให้สร้างตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 แล้ว ทำให้ส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำในพื้นที่ต้นน้ำคลองวังโตนด และการกระจายน้ำไปยังลุ่มน้ำอื่นภายในจังหวัด รวมทั้งที่ EEC ด้วย
“ส่วนกระบวนการอนุญาตขอใช้พื้นที่ของกรมป่าไม้และกรมอุทยานฯนั้น กรมป่าไม้แจ้งว่าไม่มีปัญหาเพียงแต่ต้องรอให้กรมอุทยานฯอนุญาตก่อน เพราะถ้าอนุมัติไปก่อน ภายหลังกรมอุทยานฯขัดข้อง และกรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่กรมป่าไม้ไปแล้ว จะสูญเสียงบประมาณไปเปล่า ๆ หากกรมอุทยานฯเห็นชอบตามที่ขอใช้พื้นที่ ต้องออกพระราชกฤษฎีกายกเลิกพื้นที่อุทยานให้กลับมาเป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ จากนั้นกรมชลประทานต้องทำเรื่องขอใช้พื้นที่กับกรมป่าไม้อีกครั้ง เมื่อกรมป่าไม้อนุญาต กรมชลประทานจึงจะเสนอ ครม.อนุมัติเปิดโครงการ จึงจะเข้าพื้นที่ดำเนินการได้” ผศ.เจริญกล่าว
ชง ครม.ผ่อนผันเร่งด่วน
แหล่งข่าวจากกรมชลประทานเปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การลดการใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติฯจาก 6,191 ไร่ เหลือเพียง 657.59 ไร่ จะทำให้การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำมีขนาดเล็กลงมาก ปริมาณน้ำจะเก็บกักได้เพียง 12 ล้าน ลบ.ม. ต้องใช้วิธีการขุดดินเพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลึกลงไป 19.57 เมตร ให้ได้ปริมาณน้ำที่ต้องเติมเข้าไปปริมาณ 87.50 ล้าน ลบ.ม. เพื่อให้ได้ปริมาณการเก็บกักน้ำ 99.50 ล้าน ลบ.ม.เท่าเดิม ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะชั้นหน้าดินลึกประมาณ 4-5 เมตรเท่านั้นจะถึงชั้นหิน
ปัญหาตามมาคือการทิ้งดินและหินจำนวนมากที่ต้องมีพื้นที่รองรับและการขุดแนวดิ่ง ถ้าไม่มีการป้องกันอาจจะพังทลายของคันดินรอบอ่าง และส่งผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายอ่างที่ไม่ได้รับน้ำต้องติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อนำน้ำมาใช้ การก่อสร้างที่ขุดลึกลงไปตามคำแนะนำของกรมอุทยานฯส่งผลให้โครงการไม่เป็นไปตามที่มีการศึกษาไว้และต้องยกเลิกโครงการในที่สุด ตามเจตนารมณ์แอบแฝงของกรมอุทยานแห่งชาติฯ จากการที่ไม่ยอมรับกระบวนการด้านสิ่งแวดล้อมที่ชอบด้วยกฎหมายไว้ตั้งแต่แรก และมีการจัดทำรายงาน EHIA ขึ้นอีก
“คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ต้องเสนอแก้ไขกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่แต่มีความขัดแย้งกัน และกรมอุทยานฯต้องเร่งรัดเพิกถอนพื้นที่ให้ก่อสร้างได้โดยเร็ว และหน่วยงานภาครัฐควรเสนอ ครม.ออกกฎหมายพิเศษผ่อนผันเร่งด่วนเพื่อเตรียมตั้งงบประมาณ ปี 2569 ถ้าล่าช้าไปกว่านี้ รายงาน EHIA จะหมดอายุ และก่อสร้างไม่ได้ ความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ EEC ไม่เป็นไปตามนโยบายรัฐ การที่ EEC ได้เข้ามาร่วมผลักดันเป็นเรื่องที่ดี เพราะแผนความต้องการใช้น้ำ ปี 2570-2580
คาดว่ามีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น การวางแผนเรื่องเเหล่งน้ำต้นทุนจึงจำเป็นต้องเริ่มให้เร็ว โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำวังโตนดต้องเร่งรัดให้สร้างเสร็จภายใน 4 ปี เพื่อให้โครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำในพื้นที่ EEC ดำเนินการได้ตามแผนและสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่จะเข้ามาในพื้นที่ EEC” แหล่งข่าวจากกรมชลประทานกล่าว
จากรายงานการศึกษา EHIA ของกรมอุทยานแห่งชาติฯที่แล้วเสร็จเดือนธันวาคม 2566 เสนอทางเลือกการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เพื่อให้ปริมาณน้ำเก็บกักเท่าเดิม 99.5 ล้าน ลบ.ม. 2 แนวทาง คือ 1) ลดระดับเก็บกักน้ำที่ระดับความสูง +57.50 ม. (รทก.) ความจุลดลงเหลือ 12.00 ล้าน ลบ.ม. 2) ขุดดินบริเวณพื้นที่อ่างเก็บความลึกประมาณ 19.57 เมตร เพื่อเพิ่มความจุของอ่าง ลดการใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น จากเดิม 6,191 ไร่เหลือเพียง 657.79ไร่
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “อ่างวังโตนด” หวั่นแท้ง ชง ครม.แก้ปม EHIA กรมชล-อุทยาน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net