โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุปดราม่า #ไม่ควรดูพากย์ไทย คนดูเสียงแตก แบบไหนดีกว่า นักวิจารณ์ชี้อีกมุม

Khaosod

อัพเดต 25 มิ.ย. 2567 เวลา 06.47 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2567 เวลา 05.14 น.

สรุปดราม่า #ไม่ควรดูพากย์ไทย คนดูเสียงแตก แบบไหนดีกว่า นักวิจารณ์หนังชี้อีกมุม เผยที่มาการพากย์เสียง ชี้เป็นศิลปะ และเรื่องเชิงปัจเจก

กำลังเป็นประเด็นดราม่าถกสนั่นในโลกโซเชียลขณะนี้ สำหรับประเด็นร้อน #ไม่ควรดูพากย์ไทย โดยเรื่องราวเป็นอย่างไร วันนี้ ข่าวสด ออนไลน์ สรุปให้

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 67 เพจเฟซบุ๊กวิจารณ์ภาพยนตร์หนึ่ง ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า"Ultraman Rising ควรดูเสียง Eng หรือ JP?" หรือแปลได้ว่า 'Ultraman Rising ควรดูเสียงอังกฤษ หรือ เสียงญี่ปุ่น?' ซึ่งในคอมเมนต์ก็มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันหลากหลายว่าควรฟังเสียงต้นฉบับ หรือ เสียงพากย์ ท่ามกลางคอมเมนต์ จนนำไปสู่ดราม่า#ไม่ควรดูพากย์ไทย

ภาพประกอบ

กระทั่งวันที่ 24 มิถุนายน ดราม่า #ไม่ควรดูพากย์ไทย ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง จนสร้างความไม่พอใจให้กับนักพากย์ไทย และเหล่าคนชอบดูภาพยนตร์พากย์ไทย ทางเพจดังกล่าวจึงได้ออกมาโพสต์อีกครั้งว่า “มีอินบล็อกแจ้งว่า คนในวงการนักพากย์ไทย ไม่พอใจในคอมเมนต์ที่บอกว่า #ไม่ควรดูพากย์ไทย”

"จึงอยากจะพูดอย่างเปิดอกว่า#ผมไม่มีปัญหาอะไรกับนักพากย์ไทย #ไม่มีปัญหาอะไรคนดูพากย์ไทย"

พร้อมเสริมว่า "แต่ถ้าถามว่า หนังฝรั่ง ญี่ปุ่น หรือหนังที่ไม่ได้พูดภาษาไทย ก็ยังคงต้องเน้นย้ำว่า #ไม่ควรดูพากย์ไทย ด้วยเหตุผล ภาพยนตร์ เสียงเองก็เป็นปัจจัยสำคัญ เช่นเดียวกับภาพ การได้รับฟังเสียงของต้นฉบับ ของนักแสดงที่เล่น ที่ผู้กำกับเลือกคัตนั้น คือการเสพงานแบบที่เต็มอรรถรสที่สุด"

"เช่นเดียวกับหนังไทย ต่อให้ได้ วาคีน ฟีนิกซ์ มาพากย์เสียงอังกฤษ ผมก็จะบอกว่าให้ดูเสียงต้นฉบับ #ไม่ควรดูพากย์อังกฤษ เพราะผมยึดถือว่าการดูในสิ่งที่ผู้สร้างต้องการนั้น คือที่สุด”

ภาพประกอบ

ล่าสุด ธนพัฒน์ วงษ์วิสิทธิ์ นักวิจารณ์ภาพยนตร์ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Thanapat Wongwisit เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า "เห็นคนรอบตัวแชร์ #ไม่ควรดูพากย์ไทย จากเพจหนังเพจหนึ่ง พอเห็นแชร์มาก ๆ ก็รู้สึกอดคันปากไม่ได้จนต้องพิมพ์"

"ส่วนตัวในฐานะเป็นคนดูหนัง ถามว่า#พากย์ไทย มีความจำเป็นต้องฟังหรือไม่ ? เลยขอบันทึกคำตอบสำหรับตนเองก่อน"

ภาพประกอบ จาก Facebook : Thanapat Wongwisit

พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า

1.การข้ามกำแพงทางด้านภาษา

ส่วนหนึ่งของการเกิดพากย์ไทยช่วงเวลาดังกล่าวมาจากช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่าง หนังเงียบอยู่ช่วงขาลง กับ หนังเสียงเข้ามาในสยาม

ตอนนั้นทางเจ้าของโรงภาพยนตร์พัฒนากรประสบปัญหาคนดูหนังลดน้อยลง นาย ต่วน ยาวะประภาษ ซึ่งตอนนั้นเป็นบรรณาธิการหนังสือภาพยนตร์รายเดือนในชื่อ “ภาพยนตร์สยาม” (ซึ่งเป็นหนังสือภาพยนตร์รายเดือนเล่มแรกของสยาม)และเป็นหนังสือของเครือโรงหนัง

นายต่วนเคยเรียนที่ญี่ปุ่นและเห็นการพากย์ของญี่ปุ่นมาก่อน เขาจึงเสนอให้มีการพากย์เสียงทับหนังขึ้นมา ทางโรงหนังไม่มีทางเลือกอื่นจนต้องอนุญาตให้ลอง นายต่วนจัดการด้วยการเตรียมบทพากย์ เขาใส่นุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อราชปะแตน ยืนบนเวทีข้างหน้าจอ ในมือมีไฟส่องบท 1 ดวงและโทรโข่ง 1 ตัว และเริ่มบรรยายบทพูดและบทสนทนาขึ้น

ทั้งนี้ยังรวมถึงการทำเสียงประกอบเองด้วย ถึงแม้นายต่วนจะไม่ใช่นักแสดง เสียงแข็งไร้อารมณ์ แต่ด้วยความแปลก เสียงตอบรับของคนไทยต่อการพากย์ก็ตอบสนองเป็นอย่างดี (การพากย์หนังเงียบญี่ปุ่นสามารถดูได้จาก Talking The Pictures หนังผู้กำกับ Shall We Dance)

ภาพประกอบ จาก Facebook : Thanapat Wongwisit

สาเหตุที่ตอบรับเป็นอย่างดีมาจากภาพยนตร์เงียบในช่วงเวลาดังกล่าว เสียงในหนังที่เข้ามาในยุคแรกมีการพูดภาษาต่างประเทศจึงฟังไม่รู้เรื่องจนต้องมีการแปลเป็นบทขึ้นมา การกระทำของนายต่วนจึงเป็นปรากฎการณ์ต้นสายการพากย์หนังในไทย

ต่อมาในปี 2470 นาย สิน สีบุญเรือง (ทิดเขียว) เพื่อนนายต่วนและญาติโรงหนังดังกล่าว เห็นโอกาสในการทดลองพากย์เสียงไทย ด้วยความสามารถด้านการพากย์โขนสดก็ดัดแปลงใช้เป็นพากย์หนังสด ด้วยความที่ตนพากย์คนเดียวจึงรับบททุกวัย ทุกเพศ สัตว์ จนถึงเสียงประกอบ เช่น เสียงปืน เป็นต้น ( จะบทเด็กชาย เด็กหญิง คนแก่ ไก่ หมา ก็เหมาหมด ) ผลตอบรับกลายเป็นกระแสบวกอย่างล้นหลาม

ถัดมาในช่วงหลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การพากย์ก็เกิดเป็นยุคทองอีกครั้งโดยนำโมเดลการพากย์แบบ นายสิน มาประกอบการพากย์ กลายเป็นยุคทองของหนังฟิล์ม 16 มม. ที่เป็นช่วงการฉายหนังกลางแปลงและนักพากย์เร่ (รวมถึงฉายหนังแบบรถขายยา ) ซึ่งค่านิยมของการพากย์ก็ยังเป็นที่นิยมและมีชื่อไม่แพ้ดาราในหนัง ซึ่งถ้าใครนึกไม่ออกให้นึกถึงหนังไทย “มนต์รักนักพากย์”

ฉะนั้นการพากย์ไทยจึงเป็นการข้ามกำแพงภาษาให้เข้าใจหนังมากขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว

ภาพประกอบ จาก Facebook : Thanapat Wongwisit

2 .ลดช่องว่างระหว่างชนชั้น

จะเห็นได้ว่าการพากย์ไทยแรกเดิมมาจากสื่อสารที่เข้าถึงง่ายและสนุกกับลีลาของผู้พากย์ อีกทั้งการรับจ้างพากย์หนังกลางแปลง มันต้องการพื้นที่ใหญ่ในการฉาย เช่น วัด หรือ งานมงคล เป็นต้น

มันจึงเป็นการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับชาวบ้านที่มานั่งดู (ซึ่งส่วนมากจะเป็นคนชนชั้นล่างและกลาง) ฉะนั้นการพากย์ไทยจึงเป็นการสร้างพื้นที่ประกอบการเรียกรายได้แก่ชุมชน(แม้ในระยะสั้น)อีกด้วย หากมองที่ช่องว่างระหว่างชนชั้น การพากย์เป็นการช่วยย่อยความเข้าใจของคนดูต่องานศิลปะ เช่น ภาพยนตร์ และ แอนิเมชั่น ให้ดูเข้าใกล้ง่ายและแตะถึง

3.การพากย์ไทยเป็นการย่อยสารให้ง่าย เหมาะกับทุกวัย

ผู้เขียนมั่นใจว่าคนไทยส่วนใหญ่เติบโตมากับงานพากย์ไทยจากแอนิเมชั่น ( ดิสนีย์ ) หรืออนิเมะญี่ปุ่น เป็นสำคัญ ซึ่งไม่ว่ากี่รุ่นก็ต้องผ่านมือบ้างเนื่องจากความง่ายในการสื่อสารแบบย่อยง่าย (โดยเฉพาะภาษาที่สองอย่างภาษาอังกฤษ) เพื่อให้เด็กเข้าถึงงานได้ง่ายเนื่องจากเป็นการช่วยลดระยะจากตัวอักษรให้มองภาพได้มากขึ้น

อีกส่วนคือคนไทยมีพฤติกรรมทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เหมือนกับแม่บ้านช่วงยุคละครสบู่ยุค 50 พากย์ไทยจึงเป็นโอกาสในการลดการมองจากภาพ ถึงทำกิจกรรมได้ด้วยก็สามารถรู้เนื้อหาของสิ่งที่ดูได้ หรือย่อยสิ่งที่ยากเพื่อสื่อสารให้ง่ายขึ้น เช่น รายการแนววิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เป็นต้น หรือช่วยบุคคลที่นึกภาพไม่ออกให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น (เช่น คนตาบอด หรือ สายตาสั้น)

ทั้งนี้จากทั้งหมด 3 อย่างก็พึงถึงประโยชน์ของงานพากย์ไทยได้ทั้งเชิงอรรถรสและความสำคัญของงานศิลปะ

ในระยะหลังของทีมพากย์อินทรี และ พันธมิตร (ซึ่งจะคุ้นเคยผ่านงานฝรั่งและเอเชีย ผ่านมีเดียตั้งแต่วิดีโอเทป ซีดี ดีวีดี ช่องทีวี และเคเบิล) แม้ทีมพากย์จะแตกตัวจากกลุ่มเป็นอิสระ แต่การสื่อสารเท่าต้นฉบับและความสนุกของการดูก็ยังคงผ่านสายตาของคนดูชาวไทยไม่มากก็น้อย

ยิ่งนับวันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากการปั้นตัวละครเป็นการแสดงมากขึ้นเพื่อยกระดับให้เท่าสากล การพากย์จึงเป็นงานเชิงศิลปะผ่านการใช้เสียงที่มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนหน้าตาไม่แพ้การแสดงผ่านร่างกายเลย

ถึงแม้เรื่องอรรถรสส่วนบุคคลจะเป็นเรื่องเชิงปัจเจก เป็นเรื่องปกติที่มนุษย์ชอบต้องมีคนไม่ชอบบ้างด้วยเหตุผลส่วนตัว แต่ในแง่ความเป็น“สื่อ”โดยเฉพาะงานศิลปะ มันต้องเปิดใจให้กว้างเพื่อตอบรับคำวิจารณ์หรือวาดลวดลายทางอารมณ์อย่างเข้าอกเข้าใจ

ฉะนั้นการเข้าใจความหลากหลายจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะคำว่า “ไม่ควร” นอกจากเป็นการตัดตัวเลือกในเชิง “ติ” มันยังส่อความโดยนัยถึงความ“ไม่งาม”ด้วย ทางเพจดังกล่าวจึงควรใช้คำที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่ #ไม่ควรดูพากย์ไทย (ถ้าเป็นผู้เขียนจะใช้คำว่า “ไม่สันทัด” เพื่อลดเรื่องการแนะนำ และ เปิดโอกาสให้คนดูได้เลือกมากขึ้น)

ฉะนั้นลองปิดตาสักข้าง หรือตีลังกาดูอีกสักรอบ เผื่อเห็นความงามของศิลปะที่เรียกว่า“เสียง”เผื่อจะเห็นสุนทรียะของการฟังเสียงไทยมากขึ้นนะครับ พร้อมติดแฮชแท็ก #เป็นกำลังใจให้นักพากย์ไทย ครับ

ภาพประกอบ

ที่มา : Thanapat Wongwisit

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สรุปดราม่า #ไม่ควรดูพากย์ไทย คนดูเสียงแตก แบบไหนดีกว่า นักวิจารณ์ชี้อีกมุม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...