โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เด็กมหา'ลัย อย่าหาทำ เสี่ยงโดนไล่ออก! การคัดลอกผลงานผู้อื่นร้ายแรงถึงขั้นผิดกฎหมาย

Dek-D.com

อัพเดต 15 ก.ค. 2567 เวลา 08.15 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2567 เวลา 08.00 น. • DEK-D.com
การคัดลอกผลงาน เด็กมหาลัยไม่ควรทำ เพราะนอกจากจะไม่น่าภูมิใจแล้วยังร้ายแรงถึงขั้นผิดกฎหมาย

สวัสดีน้อง ๆ ชาว Dek-D เฟรชชี่หน้าใหม่ทุกคนค่ะ ใครเคยลอกการบ้าน ลอกงานเพื่อนสมัยมัธยมบ้างคะ แต่ขอเตือนไว้ก่อน! พอน้อง ๆ ขึ้นมหา’ลัยแล้ว อย่าหาทำอีกเด็ดขาด เพราะการลอกงานส่งอาจารย์ก็เหมือนหาเรื่องใส่ตัวเปล่า ๆ วันนี้พี่ ๆ ชาว Dek-D จะพาทุกคนไปเจาะลึกการคัดลอกผลงานผู้อื่น (Plagiarism) ว่าร้ายแรงยังไง พร้อมกับวิธีหลีกเลี่ยงค่ะ

เด็กมหา'ลัย อย่าหาทำ เสี่ยงโดนไล่ออก! การคัดลอกผลงานผู้อื่นร้ายแรงถึงขั้นผิดกฎหมาย

ชิ้นงานในมหาวิทยาลัย ทำไมต้องทำเอง

ชิ้นงานมัธยมอาจจะมีแค่ทำการบ้านหรือทำรายงานนิดหน่อย แต่มหา’ลัยจะมีงานหลากหลายรูปแบบกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นการบ้าน รายงาน โปรเจกต์ งานวิจัย วิทยานิพนธ์ ฯลฯ ขึ้นอยู่กับคณะและสาขาที่เรียน

จะเห็นได้ว่า ชิ้นงานในมหา’ลัยนั้นแตกต่างจะชิ้นงานสมัยมัธยมอย่างสิ้นเชิง ทั้งความซับซ้อนและความลึกของเนื้อหา รวมถึงการวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้ทำให้เราต้องสืบค้นจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายเพื่อประกอบการทำชิ้นงาน เช่น งานวิจัย บทความวิชาการ หนังสือ ข้อมูลออนไลน์ เป็นต้น

จุดมุ่งหมายของชิ้นงานมหาวิทยาลัย

  • เพื่อประเมินความรู้และความเข้าใจในวิชาที่เรียน
  • เพื่อพัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้
  • เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนและการสื่อสาร
  • เพื่อพัฒนาทักษะด้านอื่น ๆ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม ฯลฯ

ดังนั้นการทำงานด้วยตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้นิสิต/นักศึกษาพัฒนาทักษะและความสามารถที่จำเป็นสำหรับการทำงานและการใช้ชีวิตในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การคัดลอกผลงานผู้อื่น (Plagiarism) คืออะไร

สำนักงานราชบัณฑิตยสภาบัญญัติศัพท์ Plagiarism ไว้ว่า “การโจรกรรมทางวรรณกรรม”“การลอกเลียนวรรณกรรม”หรือ “การลอกเลียนข้อมูลวิชาการ” หมายถึง การนำผลงานหรือความคิดของคนอื่นมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ให้เครดิตกับเจ้าของผลงานอย่างถูกต้อง

ตัวอย่างการคัดลอกผลงานผู้อื่น

  • คัดลอกข้อความบางส่วนหรือทั้งหมด โดยไม่ใส่อ้างอิง
  • คัดลอกไอเดีย แนวคิด ทฤษฎีผู้อื่น โดยไม่ให้เครดิต
  • ทำซ้ำหรือดัดแปลงผลงานผู้อื่นแล้วอ้างว่าเป็นของตัวเอง
  • การแปลข้อความจากภาษาหนึ่งมาเป็นภาษาอื่นแล้วนำมาใช้โดยไม่ใส่อ้างอิง

การคัดลอกผลงานผู้อื่น (Plagiarism) ร้ายแรงยังไง

การคัดลอกผลงานผู้อื่น (Plagiarism) มีผลกระทบทางกฎหมาย“การละเมิดลิขสิทธิ์” และจริยธรรมทางวิชาการและสามารถส่งผลให้ถูกลงโทษทางกฎหมายหรือทางวิชาการได้

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า

  • การละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรง มีโทษปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หากเป็นการกระทำเพื่อการค้า มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • การละเมิดลิขสิทธิ์โดยอ้อมมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 100,000 บาท หากเป็นการกระทำเพื่อการค้า มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 บาท ถึง 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับลิขสิทธิ์เพิ่มเติมได้ที่

โทษสำหรับนิสิต/นักศึกษาที่คัดลอกผลงานผู้อื่นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของแต่ละกรณี

  • ถูกปรับตกในวิชามีผลต่อเกรดเฉลี่ยและการสำเร็จการศึกษา
  • ถูกพักการเรียน มีผลต่อการเรียนและแผนการศึกษา
  • ถูกไล่ออกจากสถาบัน มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออนาคต
  • ระบุความผิดในใบแสดงผลการศึกษาทำให้เป็นตราบาปติดตัวเราไปตลอดชีวิต

โป๊ะตรงไหน ทำไมอาจารย์ถึงดูออกว่าลอกมา

ในยุคที่อินเตอร์เน็ตใช้งานกันอย่างแพร่หลาย การคัดลอกผลงานผู้อื่นกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่ Copy & Paste ก็สามารถนำข้อมูลจากเว็บไซต์หรือเอกสารต่าง ๆ มาใช้ได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องคิดหรือสร้างสรรค์อะไรใหม่เลย

เตือนไว้ก่อน!การนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาตัดแปะโดยไม่ใส่อ้างอิงไม่ได้หมายความว่าอาจารย์จะไม่รู้เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีและเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น

  • โปรแกรมตรวจสอบการคัดลอกผลงาน (Plagiarism Checkers) เช่น Turnitin, Grammarly, Copyscape, CopyCatch เป็นต้น
  • การค้นหาด้วย Google อาจารย์สามารถคัดลอกข้อความและค้นหาด้วย Google เพื่อตรวจสอบว่าแหล่งข้อมูลมาจากไหน
  • ความชำนาญของอาจารย์อาจารย์มักมีประสบการณ์และความรู้ในเนื้อหาที่สอนอยู่แล้ว จึงสามารถสังเกตเห็นความผิดปกติหรือส่วนที่คัดลอกมาได้ง่าย

หลีกเลี่ยง Plagiarism ยังไงได้บ้าง

  • สืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่งและสรุปสาระสำคัญทั้งหมด โดยเขียนเรียบเรียงเป็นภาษาตนเอง
  • หากถอดความจากข้อความใดข้อความหนึ่ง ต้องมีทั้งการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา (in-text citation) และในรายการอ้างอิงหรือบรรณานุกรม (reference lists)
  • หากคัดลอกมาโดยตรง ต้องมีทั้งการอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา (in-text citation) พร้อมเครื่องหมายอัญประกาศ “__”และในรายการอ้างอิงหรือบรรณานุกรม (reference lists)

ตัวอย่างการอ้างอิง

1. การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา

คัดลอกมาโดยตรงต้องมี “__” เสมอ

ในปี 2560 จิรภรณ์ อังวิทยาธร ได้นิยามว่า “ดนตรีบำบัด (Music Therapy) คือ การใช้กิจกรรมทางดนตรีไม่ว่าจะเป็นการฟังหรือเล่นดนตรีการร้องเพลง แต่งเพลง เพื่อบำบัดความเจ็บป่วย ฟื้นฟู สภาพร่างกาย อารมณ์และสติปัญญา” (ย่อหน้าที่ 3)

การถอดความหมายถึง การนำข้อความต้นฉบับมาสรุปหรือเขียนใหม่โดยใช้คำและสำนวนของตนเอง เพื่อทำให้ข้อความเข้าใจง่ายขึ้น แต่ยังคงความหมายเดิมไว้

ข้อความต้นฉบับ“หากเปรียบเทียบการศึกษาไทยในระดับนโยบายคงเปรียบได้กับหมอ เพราะยาขนานเดียวของหมอรักษาได้ทุกโรค ซึ่งที่จริงแล้วมันไม่ใช่” (จำรัส ช่วงชิง, 2560, ย่อหน้าที่ 3)

ถอดความจำรัส ช่วงชิง (2560) กล่าวถึงการศึกษาไทยว่า การที่นโยบายการศึกษาใช้วิธีการเดียวกันกับทุกปัญหา ทั้งที่แต่ละปัญหามีความเฉพาะตัวและต้องการวิธีการแก้ไขที่แตกต่างกัน ทำให้นโยบายดังกล่าวไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง (ย่อหน้าที่ 3)

2. รายการอ้างอิงหรือบรรณานุกรมระบุไว้ที่หน้าสุดท้ายเสมอ

พญาไท. (1 มีนาคม 2564). 8 ฮอร์โมนสำคัญของร่างกายที่ต้องทำความรู้จักและรับมือให้เป็น. สืบค้นจาก phyathai.com: https://www.phyathai.com/th/article/2561-8essential_hormones_that_you_have_to_handle_branchpyt2

หมายเหตุชื่อเรื่องใช้ตัวเอียง

หมายเหตุการอ้างอิงข้างต้นเป็นตัวอย่างการอ้างอิงรูปแบบ APAซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้โดยค้นหาว่า “การอ้างอิงรูปแบบ APA”

การคัดลอกผลงานคนอื่นอาจดูเหมือนง่าย แต่ผลกระทบที่ตามมาร้ายแรงมากถึงขั้นส่งผลต่ออนาคตและชื่อเสียงในระยะยาว สู้กัดฟันทำงานด้วยตัวเองดีกว่าเยอะ รู้จักกับ plagiarism กันไปแล้ว คราวหน้าพี่ ๆ ชาว Dek-D จะพาทุกคนไปเจาะลึกกับ “การใส่อ้างอิง” ตามไปอ่านกันได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...