โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผู้ท้าชิงผู้นำ ญี่ปุ่น แนะขึ้นภาษีจากการลงทุน ทำพรรค LDP เสียงแตก โวยไม่ใช่เวลา

การเงินธนาคาร

อัพเดต 04 ก.ย 2567 เวลา 15.09 น. • เผยแพร่ 04 ก.ย 2567 เวลา 08.09 น.

ชิเงรุ อิชิบะ ผู้ท้าชิงหัวหน้าพรรค LDP ญี่ปุ่น แนะขึ้นภาษีเงินได้จากการลงทุนจากคนรวย ด้าน ชินจิโร โคอิซูมิ ตัวเต็งในการสมัคร ไม่เห็นด้วย ชี้ไม่เหมาะสม

วันที่ 4 กันยายน 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชีย รายงานว่า การปรับเพิ่มภาษีรายได้จากการลงทุน เช่น เงินปันผลและการซื้อขายหุ้น ได้กลับมาประเด็นถกเถียงอีกครั้ง ในกลุ่มผู้ลงสมัครท้าชิงหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลญี่ปุ่นชุดปัจจุบัน และแต่ละคนต่างมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป ทั้งเสนอให้ปรับเพิ่ม และไม่เห็นด้วยกับการขึ้นภาษีในขณะนี้

ในปัจจุบัน ญี่ปุ่นจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราคงที่ ที่ระดับ 20% ซึ่งอัตราภาษีนี้มักเอื้อประโยชน์ต่อบุคคลร่ำรวยและผู้มีรายได้สูงที่มีรายได้ส่วนใหญ่มาจากการลงทุน ส่งผลให้ภาระภาษีโดยรวมลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับรายได้ของกลุ่มคนเหล่านี้ที่สูงกว่า 100 ล้านเยน (ประมาณ 690,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อปี

นายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เสนอให้แก้ไขนโยบายภาษีดังกล่าวในช่วงการเลือกตั้งผู้นำประเทศในปี 2564 แต่ได้ล้มเลิกการดำเนินนโยบายนี้ หลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และในขณะที่นายคิชิดะกำลังเตรียมลงจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP เพื่อเปิดทางให้มีผู้นำประเทศคนใหม่ บรรดาผู้สมัครก็เริ่มแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้

นายชิเงรุ อิชิบะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และหนึ่งในผู้สมัครระดับแถวหน้าในการท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP ได้หยิบยกประเด็นภาษีขึ้นมาอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ (2 ก.ย.) โดยกล่าวว่าเขาต้องการให้มีการปรับขึ้นภาษี เขามองว่าตอนนี้ญี่ปุ่นกำลังก้าวถอยหลัง และก่อนหน้านี้ ความไม่เต็มใจที่ในการปรับขึ้นภาษี อาจเป็นเพราะความกังวลว่าอาจทำให้บรรดาบุคคลที่มีฐานะร่ำรวยอาจย้ายออกจากญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม คู่แข่งหลายคนของนายอิชิบะ มีความเห็นต่างในจุดยืนดังกล่าว

นายชินจิโร โคอิซูมิ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม และบุตรชายของจุนอิจิโร โคอิซูมิ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตัวเต็งในการสมัครครั้งนี้ แสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการขึ้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในขณนี้ โดยเขากล่าวเมื่อวานนี้ (3 ก.ย.) ว่า รัฐบาลไม่ควรขัดขวางกระแสความนิยมที่ผู้บริโภคหันมาลงทุนแทนที่จะเก็บออมเงินเพียงอย่างเดียว และยืนยันว่าขณะนี้รัฐบาลควรมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มรายได้ของชนชั้นกลาง ไม่ใช่การปรับขึ้นภาษี

ด้านทาคายูกิ โคบายาชิ อดีตรัฐมนตรีด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อีกหนึ่งผู้ลงสมัคร ก็มีความเห็นที่สอดคล้องกับนายโคอิซูมิ โดยเขาชี้ถึงความสำคัญของการเพิ่มรายได้ของชนชั้นกลาง และเน้นย้ำถึงความพยายามที่พรรค LDP ดำเนินมาตลอด เช่น โครงการ NISA ที่ยกเว้นการจัดเก็บภาษีจากกำไรและเงินปันผลที่ได้รับจากการลงทุน ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ชนชั้นกลางได้รับประโยชน์จากรายได้ทางการเงิน นายโคบายาชิโต้แย้งว่าการปรับขึ้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในขณะนี้จะขัดแย้งกับความคิดริเริ่มดังกล่าว

ขณะที่นายทาโร โคโนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล ก็แสดงความระมัดระวังในเรื่องนี้เช่นกัน โดยเขาระบุในการแถลงข่าวว่า แม้ว่าจะมีบางพื้นที่ที่ควรเพิ่มความพยายามในการกระจายทรัพยากร แต่ขณะนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม โดยชี้ถึงความสำคัญของการส่งเสริมการลงทุนในญี่ปุ่น

ส่วนคัตสึโนบุ คาโตะ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และเป็นอีกหนึ่งคนที่กำลังพิจารณาลงเลือกตั้ง ไม่ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว แต่เขาเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีใด ๆ ก็ตามนั้น ควรจัดการให้มีความสมดุลให้มากที่สุด

หลังเผชิญกับกระแสต่อต้านดังกล่าว นายอิชิบะได้ชี้แจงจุดยืนของตนในรัฐสภา โดยเน้นย้ำว่า เขาไม่มีเจตนาที่จะขึ้นภาษีแก่ผู้ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นผ่านโครงการ NISA หรือแผนบำเหน็จบำนาญส่วนบุคคลที่มีการกำหนดเงินสมทบไว้อย่างชัดเจน

สำหรับเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ 100 ล้านเยนนั้น นายอิชิบะอธิบายว่าเป้าหมายของเขาไม่ใช่การลงโทษใคร แต่ต้องการสร้างระบบภาษีที่ยุติธรรม นอกจากนี้แล้ว รายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงภาษีใด ๆ ก็ตาม ควรได้รับการตัดสินใจขั้นสุดท้ายโดยพิจารณาจากการหารือของผู้เชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ ภายใต้การนำของนายคิชิดะ รัฐบาลญี่ปุ่นได้เน้นย้ำถึงการเพิ่มบทบาทของญี่ปุ่นในการบริหารสินทรัพย์ และเลื่อนการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกี่ยวกับการปรับภาษีออกไป

นายโคจิ ฟูจิชิโระ จากสถาบันวิจัยไลฟ์ไดอิจิ กล่าวถึงความเห็นของนายอิชิบะว่า มีความเสี่ยงจะพลิกกลับแนวโน้มการสนับสนุนตลาดที่มุ่งเน้นใต้การบริหารของนายคิชิดะ แต่อย่างไรก็ตาม นายชิงโง อิเดะ จากสถาบันวิจัย NLI แนะนำว่า หากเป้าหมายคือการแก้ไขกำแพง 100 ล้านเยน และทำให้ระบบภาษีมีความยุติธรรมมากขึ้นแล้วละก็ ผลกระทบต่อตลาดที่เกิดจะเกิดขึ้นจากการปรับขึ้นภาษีอาจไม่มากนัก

อ้างอิง : asia.nikkei.com

📌 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...