โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เช้านี้ ค่าเงินบาท อ่อนค่าลงหนัก เปิด 33.78 บาท/ดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 24 ต.ค. 2567 เวลา 08.58 น. • เผยแพร่ 24 ต.ค. 2567 เวลา 01.58 น.

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.78 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงหนักจากระดับปิด ณ วันอังคารที่ 22 ตุลาคม ที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์

24 ต.ค. 2567 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.78 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงหนักจากระดับปิด ณ วันอังคารที่ 22 ตุลาคม ที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันอังคารที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง (กรอบการเคลื่อนไหว 33.47-33.85 บาทต่อดอลลาร์) จนทะลุแนวต้าน 33.65 บาทต่อดอลลาร์ ที่เราประเมินไว้ โดยเงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ซึ่งยังคงได้แรงหนุนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด รวมถึง การเพิ่มสถานะ Long USD เพื่อเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งสหรัฐฯ

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าลงของบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ล่าสุดได้อ่อนค่าต่อเนื่อง จนมีจังหวะอ่อนค่าทะลุโซน 153 เยนต่อดอลลาร์ ตามส่วนต่างบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่เพิ่มสูงขึ้น

และนอกเหนือจากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันจากโฟลว์ธุรกรรมซื้อทองคำในจังหวะปรับฐาน (Correction) หลังราคาทองคำมีจังหวะปรับตัวลงแรงกว่า -40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงคืนที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้ผู้เล่นในตลาดที่ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มราคาทองคำ ต่างทยอยเข้าซื้อทองคำในช่วงดังกล่าว

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงมั่นใจต่อมุมมองเดิม ที่ประเมินแนวโน้มเงินบาททยอยอ่อนค่า (เรา call USDTHB bottom แถว 32 บาทต่อดอลลาร์ ณ วันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา) หลังเงินบาทได้อ่อนค่าลงต่อเนื่อง จนทะลุโซนแนวต้าน 33.65 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งทำให้ในเชิงเทคนิคัล เงินบาท (USDTHB) อาจทำ Cup with Handle หรือ Trend Change ใน Time Frame รายวัน ได้สำเร็จ

เปิดโอกาสให้เงินบาทสามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องไปถึงโซน 34.00-34.25 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก หากปัจจัยกดดันฝั่งอ่อนค่ายังคงดำเนินต่อไป อาทิ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ตามแนวโน้มการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดให้สอดคล้องกับธีม Trump Trades รวมถึง บรรดานักลงทุนต่างชาติต่างยังคงเดินหน้าขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม ท่ามกลางบรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน

นอกจากนี้ เงินบาทก็อาจเผชิญแรงกดดันจากโฟลว์ธุรกรรมซื้อสกุลเงินต่างประเทศ อย่าง เงินเยนญี่ปุ่น (JPYTHB) หลังเงินเยนได้มีจังหวะอ่อนค่าลง โดย เราประเมินว่า เงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงมาเกินปัจจัยพื้นฐานพอสมควร และยังมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าขึ้นได้มากกว่าเงินบาท ทำให้เราคงแนะนำ Buy on Dip JPYTHB ซึ่งในช่วงนี้ สัญญาณเชิงเทคนิคัล อย่าง RSI Bullish Divergence ก็สะท้อนโอกาสที่ เงินเยนญี่ปุ่น JPYTHB อาจแข็งค่าขึ้น

อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทอาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากราคาทองคำก็ยังมีโอกาสรีบาวด์สูงขึ้น หลังผู้เล่นในตลาดยังคงต้องการถือทองคำในช่วงเผชิญความไม่แน่นอนของทั้งการเลือกตั้งสหรัฐฯ สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดบางส่วน อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์ ในจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าลงแถวโซนแนวต้านใหม่ 33.85 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้ ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลดัชนี PMI ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เพราะหาก ดัชนี PMI ออกมาแย่กว่าคาด ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมาเพิ่มโอกาสเฟดลดดอกเบี้ยต่อเนื่องมากขึ้น กดดันทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้บ้าง ซึ่งอาจเห็นการรีบาวด์สูงขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำและการกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินบาทได้

ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงในตลาด ลักษณะ Two-Way Volatility ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการปรับมุมมองต่อแนวโน้มนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางไปมา ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.65-33.90 บาท/ดอลลาร์

บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) กดดันโดยแรงขายหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth อาทิ Meta -3.2%, Nvidia -2.8% หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด รวมถึงความกังวลต่อแนวโน้มที่โดนัลด์ ทรัมป์อาจชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ ทำให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.60% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.92%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวลง -0.30% กดดันโดยแรงขายหุ้นที่รายงานผลประกอบการแย่กว่าคาด อาทิ L’Oreal -2.5% นอกจากนี้ แรงขายหุ้นกลุ่มเทคฯ อาทิ ASML -1.2% หลังบอนด์ยีลด์ระยะยาวฝั่งยุโรปต่างปรับตัวขึ้นตามบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็มีส่วนกดดันตลาดหุ้นยุโรปเช่นกัน

ในฝั่งตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทะลุโซน 4.20% ตามการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด และการปรับสถานะถือครองสินทรัพย์ให้สอดคล้องกับธีม Trump Trades มากขึ้น หลังโอกาสที่โดนัลด์ ทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ ยังคงสูงกว่า 60% (จาก Polymarket ล่าสุด)

อนึ่ง เราคงมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในบอนด์ระยะยาว ตามแนวโน้มการทยอยลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางส่วนใหญ่และบอนด์ยีลด์ที่อยู่ในระดับสูงพอสมควร เมื่อเทียบกับอดีต ทว่า เราขอเน้นย้ำให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวในจังหวะบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น (เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip) เพื่อให้ได้ Risk-Reward ที่คุ้มค่าและเหมาะสม

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดและปรับสถานะถือครองสินทรัพย์ให้สอดคล้องกับธีม Trump Trades นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง จนมีจังหวะอ่อนค่าทะลุโซน 153 เยนต่อดอลลาร์ ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นใกล้โซน 104.4 จุด

ในส่วนของราคาทองคำ การปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึงแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค.) มีจังหวะปรับตัวลดลงราว -40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นบ้างสู่โซน 2,730-2,740 ดอลลาร์ต่อออนซ์

โดยราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากความต้องการถือของผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งสหรัฐฯ

สำหรับวันนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) เดือนตุลาคม ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้ง สหรัฐฯ ยูโรโซน อังกฤษ และญี่ปุ่น เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก

นอกจากนี้ ในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) เพื่อประเมินสภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจนโยบายการเงินของเฟด

และนอกเหนือจากปัจจัยดังกล่าว เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และแนวโน้มการเลือกตั้งสหรัฐฯ

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน-ราคาทอง ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...