ดาวโจนส์ปิดดิ่งกว่า 1,000 จุด ตลาดแพนิกเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย
ดาวโจนส์ปิดดิ่งกว่า 1,000 จุด ตลาดแพนิกเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -6 ส.ค. 67 7:41: น.
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ปิดทรุดลงอย่างหนักในวันจันทร์ (5 ส.ค.) โดยดาวโจนส์ปิดร่วงไป 1,033.99 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 และดัชนีแนสแดค ปิดร่วงลงกว่า 3% หลังบรรดานักลงทุนยังคงเทขายหุ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากหุ้น Apple ที่ร่วงลงอย่างรุนแรง หลังนายวอร์เรน บัฟเฟตต์ลดการถือครองหุ้น
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดลดลง 1,033.99 จุด หรือ 2.6% ปิดที่ 38,703.27 จุด ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 160.23 จุด หรือ 3.00% ปิดที่ 5,186.33 จุด และดัชนีแนสแดค ปิดลดลง 576.08 จุด หรือ 3.43% ปิดที่ 16,200.08 จุด
ดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีของวอลล์สตรีท มีการปรับตัวลดลงในช่วง 3 วันที่มากที่สุด นับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2022 โดยดัชนี S&P 500 และดัชนีแนสแดค ปิดที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา
ในการซื้อขายระหว่างวัน ดัชนี S&P 500 ร่วงลงกว่า 4% สู่ระดับต่ำสุดของวันที่ 5,119.26 จุด โดยดัชนีหลักของหุ้นวอลล์สตรีท ปรับตัวเพิ่มขึ้นและลดช่วงลบในช่วงสายของการซื้อขาย หลังข้อมูลทางเศรษฐกิจฉบับล่าสุด แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมภาคบริการของสหรัฐฯ ในเดือนก.ค.ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อและการจ้างงาน โดยรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่อ่อนแอและกิจกรรมภาคการผลิตที่หดตัวในสหรัฐฯ ได้เพิ่มความกังวลแก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง หลังบรรดาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ เผยคาดการณ์ผลประกอบการรายได้ที่น่าผิดหวัง โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีแนสแดคส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่า เข้าสู่ระยะปรับฐาน
ความวิตกกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดความปั่นป่วนและเป็นตัวกระตุ้นให้นักลงทุนถอนเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยง หลังสหรัฐฯ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ รวมไปถึงรายงานจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว โดยบรรดานักลงทุนต่างรู้สึกกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังสูญเสียแรงขับเคลื่อนเร็วกว่าที่คาดไว้ อีกทั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ยังผิดพลาดจากการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมนโยบายครั้งล่าสุด
ด้านหุ้นของ Apple ปรับตัวร่วงลง 4.8% หลังจากที่ Berkshire Hathaway ของมหาเศรษฐีวอร์เรน บัฟเฟตต์ ลดสัดส่วนการถือครองหุ้นในบริษัทผู้ผลิต iPhone ลงครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้กระแสเงินสดของ Berkshire พุ่งขึ้นแตะระดับ 2.77 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่หุ้นของ Nvidia, Microsoft และ Alphabet ก็ปรับตัวร่วงลงเช่นกัน ขณะที่ดัชนี Cboe Volatility ซึ่งเป็น มาตรวัดความวิตกกังวล ของวอลล์สตรีท ปิดที่ระดับสูงสุดตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. 2020 ด้านหุ้น 11 กลุ่มที่คำนวนในดัชนี S&P 500 ต่างปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
นายออสตัน กูลสบี (Austan Goolsbee) ประธานเฟดสาขาชิคาโก กล่าวแสดงความคิดเห็นเพื่อลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ก็ได้กล่าวว่าเจ้าหน้าที่เฟดจำเป็นต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านปัจจัยแวดล้อม เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยที่เข้มงวดเกินไป
ข้อมูลของ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดว่ามีโอกาส 86% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% ในการประชุมนโยบายเดือนก.ย. และมีโอกาส 14% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงที่ 0.25%
นอกจากนี้ นักลงทุนยังมองว่า ความผันผวนในตลาดหุ้นส่วนหนึ่งมาจากการที่นักลงทุนลดปริมาณการเทรดแบบแคร์รีเทรด (carry trade) ลงอย่างมาก ซึ่งเป็นการกู้ยืมเงินจากประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เช่น ญี่ปุ่นหรือสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงในตลาดอื่น
ที่มา Reuters
รายงาน โดย สิริพงศ์ สิริชุมศรี เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ