โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทุเรียนไทยเจอวิกฤต 4 เด้ง ครึ่งปีหลัง “จ่อเสียแชมป์ให้เวียดนาม”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ส.ค. 2567 เวลา 04.48 น. • เผยแพร่ 15 ส.ค. 2567 เวลา 03.02 น.

“ไตรมาส 3/2567 และไตรมาส 4/2567 ปีนี้ประเทศไทยมีสิทธิเสียแชมป์การส่งออกทุเรียนในตลาดจีนให้เวียดนาม” นั่นเป็นประโยคที่ผู้ส่งออกทุเรียนรายใหญ่เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” แม้ว่าช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567ข้อมูลจากฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว แจ้งว่า ทางศุลกากรแห่งชาติจีนได้เปิดสถิติการนำเข้าทุเรียนผลสดว่า ไทยยังคงครองแชมป์อันดับ 1 โดยมีสัดส่วน 66.97% ของปริมาณการนำเข้าทุเรียนผลสดทั้งหมดของจีน ขณะที่เวียดนามนำเข้า 32.81%

เนื่องจากผลผลิตของทุเรียนภาคใต้ที่ลดลง ประกอบกับปัญหาทุเรียนอ่อน หนอนเจาะเมล็ด ล่าสุดถูกด่านตีกลับอีก 9 ตู้

นายสริระวิชญ์ จิระวัฒนเมธากุล ที่ปรึกษาการตลาดสมาคมทุเรียนไทยเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ภาพรวมทุเรียนไทยส่งออกไปตลาดจีนตอนนี้ราคาต่ำมาก โดยเฉพาะทุเรียน 3 จังหวัดภาคใต้ มีปัญหาหลัก ๆ 4 ประการคือ

1) ตลาดปลายทางจีนระบายของยาก เนื่องจากเศรษฐกิจจีนไม่ดี 2) ปัญหาทุเรียนอ่อนในช่วงต้นฤดูช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 3) ปัญหาหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนที่ต่อเนื่องมาถึงขณะนี้ และ 4) ปัญหาการแข่งขันกับทุเรียนเวียดนาม ที่จะตามมาในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้

ทำให้ล้งของบริษัทใหญ่ต้องแจ้งหยุดซื้อ และมีหลายล้งที่ไม่รับซื้อทุเรียนยะลา เพราะปัญหาเรื่องหนอนเจาะเมล็ด ทำให้ราคาทุเรียนยะลาต่ำมาก และรับซื้อแบบเบอร์รวม เกรด ABC 90-100 บาทต่อ กก. บวกลบ ตกไซซ์ราคา 70-75 บาทต่อ กก. ทุเรียนมีรู (หนอนเจาะเมล็ด) 55-60 บาทต่อ กก. และทุเรียนถูกปัดเป็นตกไซซ์เข้าห้องเย็นจำนวนมาก แต่ยังได้ราคาสูง เนื่องจากยังมีปริมาณน้อยและมีอัตราการแลกเนื้อต่ำ (Yield)

“ปัญหาการส่งออกทุเรียนไทยใน 3 จังหวัดภาคใต้ เรื่องทุเรียนอ่อน หนอนเจาะเมล็ด ทำให้ล้งส่งออกหลายบริษัทต้องหยุดการรับซื้อ ขณะเดียวกัน ตลาดจีนไม่มีที่ระบาย และยังมีทุเรียนหมอนทองของเวียดนามราคาต่ำกว่าออกสู่ตลาดมากขึ้น ขณะนี้เศรษฐกิจภายในประเทศจีนเองก็ไม่ดี ผู้บริโภคจีนจะเลือกซื้อทุเรียนที่ราคาถูกกว่า

ล้งใน จ.ยะลามีประมาณเกือบ 10 แห่ง ผู้ลงทุนรายใหญ่ที่ทำทุเรียนคุณภาพหยุดรับซื้อผลสดช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพราะโอกาสขาดทุนมีสูง บางรายรอไปเปิดรับซื้อช่วงฤดูกาลภาคตะวันออก ช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ขณะเดียวกัน มีทั้งนายทุนและล้งที่รับจ้างแพ็กจากภาคใต้เตรียมไปรับซื้อทุเรียนหมอนทองที่เมืองดั๊กลัก ประเทศเวียดนาม เพราะต้นทุนถูกกว่าไทย 20-30% และราคาทุเรียนเวียดนามในตลาดจีนใกล้เคียงกับไทยทำกำไรได้มากกว่า”

Durian crisis

“ตอนนี้ผู้ลงทุนไม่กลัวตลาด ทุเรียนไทยถ้าทำคุณภาพน่าเชื่อถือยังคงขายได้ แต่ผู้ส่งออกทุกคนกลัวด่าน เพราะถ้าตรวจเจอหนอนตัวเดียวตีกลับทั้งตู้ จริง ๆ แล้วทุเรียนยะลาต้องระวังเรื่องหนอน และล้งไม่กล้ารับประกัน จนกว่าจะถึงตลาดปลายทาง เพราะเกษตรกรและล้งจะมองไม่เห็นหนอนตอนที่ทุเรียนยังไม่สุก เมื่อถึงตลาดจีนปลายทางทุเรียนสุกจะมองเห็นหนอนในเนื้อ เปรียบเทียบกับทุเรียนเวียดนามเข้าไปในตลาดจีนได้ หากพบหนอน 10-20 ลูกเคลมได้ ไม่ต้องถูกตีกลับทั้งตู้ 1 ตู้ที่บรรจุ 18 ตัน ไม่เสียหายมาก เป็นความแตกต่าง” นายสริระวิชญ์กล่าว

3 จังหวัดหนีตายสวมชื่อจังหวัดอื่น

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า จากการโพสต์รับซื้อทุเรียนตามโซเชียล ล้งส่วนใหญ่จะประกาศแจ้งไม่รับซื้อทุเรียนยะลา โดยเฉพาะหนามแดง (คุณภาพไม่ดี) ที่เสี่ยงต่อการมีหนอนเจาะเมล็ดสูง และราคาที่รับซื้อทุเรียนในพื้นที่ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช จะแบ่งเป็นเกรดส่งออก AB ที่ได้ราคาสูงส่วนทุเรียนยะลาจะรับซื้อเป็นเกรดรวม ABC ที่ราคาต่ำกว่ามาก เช่น

ล้งทุเรียน ฮันนี่ (สาขาหลังสวน) จ.ชุมพร ผู้รับซื้อทุเรียนให้ผู้ประกอบการจีนเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ได้หยุดรับซื้อทุเรียนไปตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 7 วัน เนื่องจากมีลูกค้าบางส่วนนำทุเรียนยะลามาสวมเป็นทุเรียนในพื้นที่ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพบว่ามีหนอนเจาะเมล็ด ทำให้ล้งได้รับความเสียหาย ทางเถ้าแก่ที่ให้รับซื้อส่งไปตลาดจีนให้หยุดรอดูสถานการณ์ดีขึ้น

และเปิดรับซื้อเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2567 โดยที่ไม่รับซื้อทุเรียนยะลาทุกเบอร์ เพราะเกรงว่าถ้ามีหนอนเจาะเมล็ดหลุดออกไปตรวจพบที่ด่านไทย หรือจีนจะถูกตีกลับทั้งตู้ ทำให้เกิดความเสียหาย

Durian crisis

นายเอกพล เพชรพวง ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนทุเรียนคุณภาพชายแดนใต้กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า ทุเรียน 3 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะ จ.ยะลามีปัญหาหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนทำให้ราคาทุเรียน จ.ยะลามีความแตกต่างจาก จ.ชุมพร มาก ยะลามีล้งที่จดทะเบียนประมาณ 5-6 ล้ง นราธิวาสและปัตตานีจังหวัดละ 1 แห่ง และมีแผงย่อยรับซื้อจำนวนมาก

แต่เมื่อล้งใหญ่ปิดรับซื้อแผงย่อยจะรับซื้อไม่ได้ ทั้งนี้ ที่ จ.ยะลามีล้งที่รับซื้อผลสด AB คุณภาพดี หนามเขียว (มีคุณภาพดี ฉีดยาให้ปุ๋ยถึง) แต่ซื้อในราคาที่ต่ำกว่าทุเรียนชุมพร ทั้งที่ทุเรียนยะลาที่เกษตรกรปลูกได้ดีมีคุณภาพควรรับซื้อราคาเดียวกับทุเรียนชุมพร หรือไม่ต่างกันมากนัก

ห้องเย็นแห่รับซื้อค่ายีลด์ต่ำ

นายสริระวิชญ์กล่าวเพิ่มเติมกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ที่ผ่านมานายทุนที่ทำสัญญาซื้อขายทุเรียนห้องเย็นกับล้งเคยวางมัดจำ แต่ตอนนี้ 80-90% ไม่วางมัดจำ และเมื่อราคาปลายทางลงยังต่อรองราคาลงอีก กก.ละ 10-20 บาท ทุเรียนห้องเย็นตู้ละ 27 ตันจะทำให้ขาดทุนตู้ละ 540,000 บาท ที่ผ่านมาผู้ประกอบการห้องเย็นหลายคนประสบปัญหาขาดทุนตู้ละเป็นล้านบาท เลิกกิจการไปก็มี แต่มีรายใหม่มาเพิ่มขึ้น เพราะชาวสวนเองดันราคาสูง กก.ละ 75-80 บาท

ในขณะที่ราคาตลาดปลายทางลงเรื่อย ๆ ทำให้ระบายของช้า ถ้าปรับราคาลง 60-70 บาท ตลาดจะคล่องตัวไปได้ดี ราคาจะสูงขึ้น ข้อดีทุเรียนยะลามี %Yield ต่ำ หรืออัตราแลกเนื้อต่ำ เทียบผลสด 3-4 กก.แกะเนื้อได้ 1 กก. ทุเรียนที่อื่นต้องใช้ผลสด 5-6 กก.

ทางด้าน นายปรีดา เยี่ยมสวัสดิ์ อุปนายกสมาคมชาวสวนชุมพรและประธานกรรมการ บริษัท ศิริมงคลโลจิสติกส์ จำกัด เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า ในปีนี้ทุเรียนที่ส่งออกถูกระงับและตีกลับมาถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 จำนวน 9 ตู้แล้ว ทำความเสียหายให้ผู้ส่งออกอย่างหนัก ทำให้ผู้ส่งออกไม่อยากซื้อทุเรียนยะลาเพราะตอนนี้ไม่ว่าด่านจีน ด่านไทยตรวจเข้มงวด เข้าใจว่าผู้ส่งออกเกรงว่าจะถูกตีตู้กลับ ระงับการส่งออกหากที่ด่านไทยและจีนตรวจพบหนอนเจาะเมล็ด

ราคาทุเรียนยะลา (3 จังหวัดภาคใต้) หน้าสวนประมาณ 100 บาท/กก. เป็นราคาที่ยังไม่ต่ำมาก และมีห้องเย็นที่จะรองรับได้ปริมาณมาก มีห้องเย็นใหม่ ๆ ทยอยเปิดรับซื้อเพิ่มขึ้น และรับซื้อได้ทุกเบอร์ ABC เบอร์เล็ก ตกไซซ์ รูแบ แนวโน้มตลาดทุเรียนห้องเย็นจะไปได้ดีจากที่มีโรงงานมาเปิดรับซื้อจำนวนมาก ทำให้ราคาค่อนข้างสูง กก.ละ 70-75 บาท คาดว่าในช่วงเดือนสิงหาคมน่าจะลดลง 10-20 บาท/กก. เพราะทุเรียนมีปริมาณเพิ่มขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทุเรียนไทยเจอวิกฤต 4 เด้ง ครึ่งปีหลัง “จ่อเสียแชมป์ให้เวียดนาม”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...