โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส่องความพร้อม 3 จังหวัดอีสานรับมือฝน 12-20 ก.ย. ดันระดับน้ำโขงสูงขึ้น

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 ก.ย 2567 เวลา 13.34 น. • เผยแพร่ 11 ก.ย 2567 เวลา 13.34 น.

สทนช.ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ จ.อุดรธานี บึงกาฬ และนครพนม เตรียมความพร้อมรับมือคาดจะมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 12 – 20 ก.ย. 67 ดันระดับน้ำแม่น้ำโขงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

วันที่ 11 กันยายน 2567 ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและอุทกภัยลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ และความก้าวหน้า 10 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2567 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ จ.อุดรธานี บึงกาฬ และนครพนม ระหว่างวันที่ 10 – 11 ก.ย. 67

โดยได้เดินทางไปยัง จ.อุดรธานี เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนห้วยหลวง อ.เมืองอุดรธานี และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำเขื่อนห้วยหลวง (คลองหลวง)

ก่อนเดินทางต่อไปติดตามพื้นที่อุทกภัย ณ จ.บึงกาฬ บริเวณเขื่อนป้องกันการกัดเซาะและสูญเสียดินแดนริมตลิ่งแม่น้ำโขง และประตูระบายน้ำห้วยกำแพง ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จากนั้นได้เดินทางไปยัง จ.นครพนม โดยเป็นประธานการประชุมหน่วยบริหารจัดการน้ำครั้งที่ 8/2567 ณ ห้องประชุม ศาลากลางจังหวัดนครพนม และลงพื้นที่ติดตามพื้นที่อุทกภัยบริเวณตลาดอินโดจีนศรีอัมพร ต.ในเมือง อ.เมืองนครพนม

เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า จากอิทธิพลของร่องมรสุมที่พาดผ่านจากภาคเหนือมายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือและหย่อมความอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามที่เคลื่อนตัวมายังประเทศไทย จะส่งผลให้มีฝนปริมาณฝนตกเพิ่มขึ้น ในช่วงวันที่ 12 – 20 ก.ย. นี้ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ประกอบกับปัจจุบันแม่น้ำโขงมีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยคาดว่าระดับน้ำบริเวณสถานีเชียงคาน จ.เลย มีแนวโน้มน้ำล้นตลิ่งประมาณ 1 เมตร

ขณะเดียวกันที่สถานีหนองคาย จ.หนองคาย มีแนวโน้มน้ำล้นตลิ่ง ประมาณ 1 – 2 เมตร ซึ่งจะส่งผลให้การระบายน้ำของลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น โดย สทนช. ได้รายงานข้อมูลการประเมินวิเคราะห์สถานการณ์น้ำดังกล่าวต่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีความห่วงใยต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

จึงได้มอบหมายให้ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและบริหารจัดการน้ำร่วมกัน รวมถึงบูรณาการข้อมูลร่วมกับจังหวัดเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และเตรียมแนวทางในการดูแลประชาชน ทั้งการเตรียมแผนอพยพเพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน การจัดตั้งศูนย์พักพิง การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน รวมถึงการเฝ้าระวังในพื้นที่เปราะบางต่าง ๆ เช่น การสร้างทำนบป้องกันน้ำล้นในพื้นที่ของโรงพยาบาล เป็นต้น

นอกจากนี้ สทนช. ได้มอบหมายให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมาก เนื่องจากคาดว่าในช่วงสัปดาห์นี้จะมีน้ำไหลเข้าอ่างฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเน้นย้ำให้วางแนวทางป้องกันผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำ เช่น การเสริมคันกั้นน้ำ สูบระบายน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เป็นต้น โดยให้มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของลุ่มน้ำหรือกลุ่มลุ่มน้ำตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2566/67 แทนการบริหารจัดการแบบรายเขื่อน

“สทนช. ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) ประเมินความเสี่ยงที่พายุจรจะพัดเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงฤดูฝนนี้ โดยตั้งแต่วันนี้จนถึงประมาณวันที่ 25 ก.ย. ยังไม่พบพายุที่จะก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกหรือทะเลจีนใต้ที่จะส่งอิทธิพลโดยตรงต่อประเทศไทย

แต่หลังจากนี้ยังคงต้องมีการติดตามประเมินทิศทางของพายุอย่างต่อเนื่องอย่างไรก็ตาม ได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือกรณีมีพายุเคลื่อนตัวเข้ามาโดยไม่ประมาท โดยจะต้องเร่งระบายมวลน้ำออกโดยเร็วที่สุดเพื่อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับรองรับปริมาณฝนในช่วงหลังจากนี้” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่องความพร้อม 3 จังหวัดอีสานรับมือฝน 12-20 ก.ย. ดันระดับน้ำโขงสูงขึ้น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...