5 ดัชนีเศรษฐกิจ ที่นักลงทุนควรทำความรู้จัก
ในโลกของการลงทุนมีตัวเลขเกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัทมากมายที่นักลงทุนต้องจับตามอง ซึ่งตัวเลขด้านเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะตัวเลขเหล่านี้สามารถบอกทิศทางของกิจกรรมภายในประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจหรือสินทรัพย์ที่เราถืออยู่ได้
ทั้งนี้มีดัชนีเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์มากมาย แต่ในบทความนี้ Wealthy Thai จะพาทุกคนไปรู้จักกับ 5 ดัชนีเศรษฐกิจที่นักลงทุนควรรู้จักกันไว้ก่อน
1.ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP)
GDP เป็นดัชนีวัดมูลค่าสินค้าและบริการที่ถูกผลิตภายในประเทศ ซึ่งมักถูกใช้เป็นตัววัดสุขภาพของเศรษฐกิจโดยรวม หาก GDP ขยายตัวจะสะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจมีความคึกคัก คนออกมาจับจ่ายใช้สอยและทำให้ธุรกิจทั่วประเทศผลิตสินค้าและบริการออกได้มามากขึ้น แต่ในทางกลับกัน หาก GDP หดตัว ก็แปลว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจซบเซาลง
2.ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption Index หรือ PCI)
PCI เป็นดัชนีติดตามทิศทางการใช้จ่ายอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนในแต่ละเดือน โดยตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นหมายถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น และตัวเลขที่ลดลงแปลว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคชะลอลงหรือหดตัว ซึ่งการใช้จ่ายภาคเอกชนมีความสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและการทำรายได้ของบริษัทต่างๆ เพราะสะท้อนถึงความต้องการซื้อสินค้าและบริการของธุรกิจโดยรวมในประเทศ
3.ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index หรือ CPI)
CPI มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าอัตราเงินเฟ้อ เป็นดัชนีทางเศรษฐกิจที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อเป็นประจำ โดยจะเอาราคาเฉลี่ยในปัจจุบันเปรียบเทียบกับราคาในปีที่กำหนดไว้เป็นปีฐาน ซึ่ง CPI สะท้อนถึงค่าครองชีพของคนในประเทศ จึงเป็นดัชนีที่บริษัทส่วนใหญ่ต้องคอยดูเพื่อปรับราคาสินค้าและบริการให้เข้ากับสถานการณ์
นอกจากนี้ยังเป็นดัชนีที่ธนาคารกลางส่วนใหญ่ใช้ในการตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยด้วย (ธนาคารกลางมักมีเป้าหมายควบคุมเงินเฟ้อ) โดย CPI ที่ขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปถือเป็นเรื่องดี เพราะสะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังไปได้ดี คือ มีคนอยากซื้อของมากขึ้นจนร้านค้าต้องปรับราคาขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้าตัวเลขนี้สูงเกินไปอาจสะท้อนถึงมีปัญหาด้านอุปทานหรือฟองสบู่ หรือถ้าหดตัวเยอะก็อาจสะท้อนถึงปัญหาด้านอุปสงค์ โดยธนาคารกลางหลายประเทศมองว่าอัตราเงินเฟ้อที่ดีอยู่ที่ราวๆ 2%
4.อัตราการว่างงาน (unemployment rate)
อัตราการว่างงานวัดสัดส่วนของประชากรในตลาดแรงงานที่ไม่มีงานทำและกำลังมองหางาน ซึ่งดัชนีนี้สะท้อนถึงสุขภาพของเศรษฐกิจโดยรวมเช่นกัน โดยถ้าอัตราการว่างงานสูงก็มักจะแปลว่าเศรษฐกิจมีความอ่อนแอ เพราะมีการจ้างงานน้อย และเมื่อประชาชนส่วนมากไม่มีงานทำก็จะไม่มีเงินมาจับจ่ายใช้สอย ก็จะทำให้เศรษฐกิจซบเซา และในทางกลับกัน ถ้าอัตราการว่างงานต่ำ ก็มักจะสะท้อนว่าเศรษฐกิจค่อนข้างแข็งแรง
5.อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (policy Interest rates)
อัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางจ่ายให้กับธนาคารพาณิชย์ที่เอาเงินมาฝาก หรือเก็บจากธนาคารพาณิชย์ที่มากู้เงิน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะส่งผลไปยังอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์คิดกับลูกค้าต่อไปด้วย โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมทั่วประเทศต่ำลง กระตุ้นการกู้ยืมเพื่อใช้สอยหรือขยายธุรกิจ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้น (แต่อัตราเงินเฟ้อมักจะปรับสูงขึ้นตามด้วย) ส่วนการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายก็จะส่งผลตรงกันข้าม ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว (และทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง)