โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

5 ดัชนีเศรษฐกิจ ที่นักลงทุนควรทำความรู้จัก

Wealthy Thai

อัพเดต 05 ก.พ. 2568 เวลา 16.25 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2567 เวลา 02.21 น.

ในโลกของการลงทุนมีตัวเลขเกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัทมากมายที่นักลงทุนต้องจับตามอง ซึ่งตัวเลขด้านเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะตัวเลขเหล่านี้สามารถบอกทิศทางของกิจกรรมภายในประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจหรือสินทรัพย์ที่เราถืออยู่ได้
ทั้งนี้มีดัชนีเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์มากมาย แต่ในบทความนี้ Wealthy Thai จะพาทุกคนไปรู้จักกับ 5 ดัชนีเศรษฐกิจที่นักลงทุนควรรู้จักกันไว้ก่อน

1.ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP)

GDP เป็นดัชนีวัดมูลค่าสินค้าและบริการที่ถูกผลิตภายในประเทศ ซึ่งมักถูกใช้เป็นตัววัดสุขภาพของเศรษฐกิจโดยรวม หาก GDP ขยายตัวจะสะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจมีความคึกคัก คนออกมาจับจ่ายใช้สอยและทำให้ธุรกิจทั่วประเทศผลิตสินค้าและบริการออกได้มามากขึ้น แต่ในทางกลับกัน หาก GDP หดตัว ก็แปลว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจซบเซาลง

2.ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption Index หรือ PCI)

PCI เป็นดัชนีติดตามทิศทางการใช้จ่ายอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนในแต่ละเดือน โดยตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นหมายถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น และตัวเลขที่ลดลงแปลว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคชะลอลงหรือหดตัว ซึ่งการใช้จ่ายภาคเอกชนมีความสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและการทำรายได้ของบริษัทต่างๆ เพราะสะท้อนถึงความต้องการซื้อสินค้าและบริการของธุรกิจโดยรวมในประเทศ

3.ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index หรือ CPI)

CPI มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าอัตราเงินเฟ้อ เป็นดัชนีทางเศรษฐกิจที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อเป็นประจำ โดยจะเอาราคาเฉลี่ยในปัจจุบันเปรียบเทียบกับราคาในปีที่กำหนดไว้เป็นปีฐาน ซึ่ง CPI สะท้อนถึงค่าครองชีพของคนในประเทศ จึงเป็นดัชนีที่บริษัทส่วนใหญ่ต้องคอยดูเพื่อปรับราคาสินค้าและบริการให้เข้ากับสถานการณ์
นอกจากนี้ยังเป็นดัชนีที่ธนาคารกลางส่วนใหญ่ใช้ในการตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยด้วย (ธนาคารกลางมักมีเป้าหมายควบคุมเงินเฟ้อ) โดย CPI ที่ขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปถือเป็นเรื่องดี เพราะสะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังไปได้ดี คือ มีคนอยากซื้อของมากขึ้นจนร้านค้าต้องปรับราคาขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้าตัวเลขนี้สูงเกินไปอาจสะท้อนถึงมีปัญหาด้านอุปทานหรือฟองสบู่ หรือถ้าหดตัวเยอะก็อาจสะท้อนถึงปัญหาด้านอุปสงค์ โดยธนาคารกลางหลายประเทศมองว่าอัตราเงินเฟ้อที่ดีอยู่ที่ราวๆ 2%

4.อัตราการว่างงาน (unemployment rate)

อัตราการว่างงานวัดสัดส่วนของประชากรในตลาดแรงงานที่ไม่มีงานทำและกำลังมองหางาน ซึ่งดัชนีนี้สะท้อนถึงสุขภาพของเศรษฐกิจโดยรวมเช่นกัน โดยถ้าอัตราการว่างงานสูงก็มักจะแปลว่าเศรษฐกิจมีความอ่อนแอ เพราะมีการจ้างงานน้อย และเมื่อประชาชนส่วนมากไม่มีงานทำก็จะไม่มีเงินมาจับจ่ายใช้สอย ก็จะทำให้เศรษฐกิจซบเซา และในทางกลับกัน ถ้าอัตราการว่างงานต่ำ ก็มักจะสะท้อนว่าเศรษฐกิจค่อนข้างแข็งแรง

5.อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (policy Interest rates)

อัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางจ่ายให้กับธนาคารพาณิชย์ที่เอาเงินมาฝาก หรือเก็บจากธนาคารพาณิชย์ที่มากู้เงิน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะส่งผลไปยังอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์คิดกับลูกค้าต่อไปด้วย โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมทั่วประเทศต่ำลง กระตุ้นการกู้ยืมเพื่อใช้สอยหรือขยายธุรกิจ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้น (แต่อัตราเงินเฟ้อมักจะปรับสูงขึ้นตามด้วย) ส่วนการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายก็จะส่งผลตรงกันข้าม ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว (และทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...