โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ตลาดหุ้นโอเวอร์แฮง ลุ้นคำตอบสุดท้ายชะตาภาษี ‘ทรัมป์’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 31 พ.ค. 2568 เวลา 14.58 น. • เผยแพร่ 01 มิ.ย. 2568 เวลา 00.00 น.

สถานการณ์ที่พลิกไป-พลิกมา ในประเด็นที่ว่าด้วยการเก็บภาษีตอบโต้ของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ สร้างความผันผวนกับตลาดเงิน ตลาดทุนมากยิ่งขึ้น เพราะสินทรัพย์ลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงสลับขั้วระหว่างบวก-ลบ อยู่ได้ตลอด

โดย “สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชี้ว่า หลังศาลอุทธรณ์สหรัฐสั่งเบรกคำตัดสินศาลชั้นต้น ที่ไปบล็อกการขึ้นภาษีของทรัมป์ ดังนั้น มีโอกาสสูงมากที่หากวันที่ 9 มิ.ย. ยังเคลียร์กันไม่ได้ จะไปจบที่ศาลสูงสุด (ศาลฎีกา) ซึ่งจะเข้าทางทรัมป์ หรือพรรครีพับลิกัน หรือทรัมป์

ขณะที่ “ภราดร เตียรณปราโมทย์” รองผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด วิเคราะห์ว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อยเฉลี่ยราว 0.4% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการพิจารณาคำตัดสินของศาลการค้าสหรัฐ ให้ระงับเก็บภาษีส่วนใหญ่ ที่ขัดต่อกฎหมาย IEEPA ได้แก่ ภาษีพื้นฐานทั่วโลก (Worldwide Tariff) 10%, ภาษีศุลกากรตอบโต้รายประเทศ, ภาษีแคนาดา-เม็กซิโก 25%, ภาษีจีน 20% ซึ่งรัฐบาลทรัมป์ได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินในทันที

ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ได้รับคำร้องของรัฐบาลทรัมป์ และมีคำสั่งระงับคำสั่งศาลการค้าฯ ชั่วคราว ทำให้รัฐบาลทรัมป์สามารถเรียกเก็บ Tariff ต่อไป ในระหว่างที่ศาลกำลังพิจารณาคดี ซึ่งกำหนดการถัดไป ศาลอุทธรณ์ได้ให้ศาลการค้าฯ และรัฐบาลทรัมป์ รีบส่งเอกสารด่วน ภายในวันที่ 9 มิ.ย. 2568 เพื่อพิจารณาคำร้องขอระงับคำตัดสินเดิมอย่างถาวร และรอคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ซึ่งคาดว่าจะกินเวลาไปอีกระยะหนึ่ง และอาจเห็นอาการ Overhang

กรณีศาลอุทธรณ์ตัดสิน “ระงับคำสั่งศาลการค้าฯ ถาวร” จะทำให้รัฐบาลทรัมป์เรียกเก็บ Tariff ได้ต่อไป กรณีศาลอุทธรณ์ตัดสิน “ยกเลิก” ระงับคำสั่งศาลการค้าฯ จะทำให้รัฐบาลทรัมป์ ไม่สามารถเรียกเก็บ Tariff ต่อไป พร้อมกับคืนภาษีที่เรียกเก็บไปก่อนหน้า และอาจนำไปสู่การยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาได้

อย่างไรก็ตาม กรณีที่รัฐบาลทรัมป์ยังอยากเดินหน้าเก็บ Tariff ต่อไป อาจเห็นใช้แนวทางอื่น ๆ แทน อาทิ ผ่านกระบวนการในรัฐสภา (การโหวตของสภาคองเกรส) การใช้กฎหมายการค้าที่เกี่ยวข้อง (อาทิ SECTION 232, 301)

อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตา คือ ผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ โดยล่าสุดสหรัฐ เผยตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในไตรมาส 1/2568 หดตัว -0.2% QOQ อีกทั้งตัวเลขว่างงานยังพุ่งเกินคาด ส่งผลให้ FEDWATCH TOOL คาดโอกาสลดดอกเบี้ยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 52.8% (เดิม 47.4%)

“ประเด็นที่เกิดขึ้น ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงต่าง ๆ เกิด Overhang ช่วงสั้น รวมถึงตลาดหุ้นไทย ขณะที่ในมุมของเศรษฐกิจไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ GDP GROWTH ปี 2568 อยู่ระดับ 1.3% และ 2.0% ตามข้อสมมุติอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐที่มีต่อไทย 18% และ 10% ตามลำดับ”

“ภราดร” ชี้ว่า หากไทยไม่ถูกสหรัฐเก็บภาษี ตามคำสั่งของศาลการค้าสหรัฐ (ศาลชั้นต้น) คาดลด Downside ต่อเศรษฐกิจไทย ให้อยู่ระดับเกิน 2% ได้ และอาจทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไม่รีบเร่งในการลดดอกเบี้ยเฉกเช่นในอดีต โดยมองว่า กนง.อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกหนึ่งครั้ง 0.25% ในช่วงเวลาที่เหลือของปี ตามอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันที่ยังชะลอตัวและติดลบอยู่

“วีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลยุทธ์ที่เหมาะสมในช่วงนี้คือ เน้นการลงทุนแบบ Bottom-up เลือกเป็นรายตัว ให้ดูหุ้นที่มีกำไรแข็งแรง มีประเด็นบวกเฉพาะตัว และได้รับผลกระทบจำกัดจากความไม่แน่นอนเรื่องภาษี เพราะจะมีความเสี่ยงต่ำกว่า

“เป้าหมายดัชนี SET สิ้นปี 2568 ปัจจุบันคาดการณ์ไว้ที่บริเวณ 1,180 จุด ซึ่งค่อนข้างอนุรักษนิยม โดยอิงสมมุติฐานว่า 50% จะโดนภาษีเต็มที่ และอีก 50% อาจจะโดนภาษีประมาณ 20% ในกรณีไม่มีการเก็บภาษีเลย หรือโดนเพียง 10% เป้าหมาย SET Index อาจจะปรับเพิ่มขึ้นไปในโซน 1,250 จุด ถึงใกล้ ๆ 1,300 จุด”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตลาดหุ้นโอเวอร์แฮง ลุ้นคำตอบสุดท้ายชะตาภาษี ‘ทรัมป์’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...