เภสัชสาวตัวแสบทะลุมิติมาป่วนในนิยายยุค 80
ข้อมูลเบื้องต้น
ทะลุมิติมาเป็นลูกสาวที่ไม่มีใครต้องการ?
ขอโทษที…ฉันมาพร้อมสูตรยาลับ เงิน ความแสบ และเสน่ห์ที่มัดใจผู้ชายในยุค 80
ใครกล้าท้าทาย ได้ตาย! สมใจอยาก เพราะเธอคือถงถงที่ไม่มีวันตาย
ถงถง…เภสัชสาวตัวแสบจากโลกอนาคต ทะลุมิติมายุค 80 พร้อมสูตรยาลับที่พลิกชะตาได้
ในโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลและคนจ้องเหยียบย่ำ เธอถูกมองเป็นเพียง ‘ลูกสาวไม่เป็นที่ต้องการ’ แต่ใครจะรู้ว่า…แววตาดื้อรั้นคู่นั้น กำลังซ่อนบางอย่างที่ใครก็ประมาทไม่ได้
เขา…คุณชายใหญ่ผู้เย็นชา ผู้มีโรคร้ายซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มที่ไม่เคยมีให้ใคร
ใจเขาหยุดเต้นกับโลกใบนี้ไปนานแล้ว—จนกระทั่งเธอบุกเข้ามา พร้อมสูตรยาลับ และคำพูดแทงใจที่ร้ายยิ่งกว่ายาเถื่อน
“กินเข้าไปเลย กินเยอะ ๆ อีกไม่นานหรอกค่ะ”
เขาขมวดคิ้วพลางถาม “มันช่วยให้หายเร็ว?”
“ตาย!”
เธอคือยาของเขา—ในขณะที่เขา อาจเป็น ‘อำนาจ’ เดียวที่ค้ำจุนชีวิตเธอ
ระหว่าง โลกที่กัดกินศรัทธาแห่งความดี กับหัวใจที่รอเยียวยา
ใครจะรอด และใครจะล้ม…
เมื่อคนสองคนที่เจ็บปวดจากอดีต ต้องมาเยียวยากันและกันในโลกที่ไม่มีความปรานี
บทที่ 1 เกิดใหม่ก็ต้องร้ายป่ะ
กู้ถงถง ตายอย่างเดียวดายในห้องทดลองที่เธอรัก
มือที่สั่นระริกหยิบหลอดทดลองตอนสร้างยารักษาโรคมะเร็ง…หมดเรี่ยวแรงเพราะพิษไร้สีไร้กลิ่นที่คนรักของเธอส่งให้ดื่มเองกับมือ
ความหวัง ความฝัน ความรัก — ทุกอย่างแตกดับในคืนเดียว
แต่เมื่อเปลือกตาเปิดขึ้นอีกครั้ง โลกที่รอเธออยู่ กลับไม่ใช่โลกเดิม…
และถงถงในร่างใหม่ ก็ไม่ใช่เด็กสาวอ่อนแอคนนั้นอีกต่อไป….
องค์กรที่วิจัยเกี่ยวกับตัวยากำลังเสนอชื่อผู้ที่คิดสูตรยารักษาโรคมะเร็งให้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นมีคุณค่าต่อประเทศ และนั่นหมายถึงสวัสดิการต่าง ๆ ที่จะตามมามากมาย แต่ทว่าเพื่อต้องการขโมยผลงานศาสตราจารย์ที่เป็นถึงอาจารย์พ่วงด้วยคนรักของเธอ จัดการกู้ถงถงด้วยยาพิษไร้สีไร้กลิ่นอย่างเลือดเย็น
ที่จริงเขาอายุห่างจากเธอไม่ได้มากนักหรอก เขาเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งที่เรียนก่อนและจบก่อน แต่ทว่าเขากลับหลงใหลในการคิดค้นสูตรยา และรับเธอเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ช่วยจนเธอได้เป็นศาสตราจารย์เทียบเท่าเขา พวกเราจึงตกลงคบหากัน
เราสองคนตกลงแต่งงานกันหลังจากสูตรยาสำเร็จรักษามะเร็งสำเร็จ แต่ในคืนนั้นเขาต้องการเสนอชื่อเพียงเขาคนเดียวที่คิดค้นสูตรยานี้ แต่ทว่าเธอไม่ยอมเพราะเธอเป็นคนทำงานส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ ขณะที่เขารับงานนอกอื่น ๆ ที่ได้เงินเพิ่มขึ้นอีก และอ้างว่าเพื่ออนาคตของเรา
เธอคิดว่าเขาเป็นคนดี แต่ที่จริงเขาเห็นแก่ตัวมาก ในวันที่สำเร็จเขาเลือกที่จะฆ่าเธอด้วยความรู้ของเขา และความที่เธอไว้ใจจึงดื่มกาแฟที่เขาชงให้และยานั้นมันทำให้หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
วิญญาณเธอหลุดจากร่างมองเขาที่ยิ้มกับร่างของเธอที่ล้มลงอย่างเลือดเย็น แต่ทว่าแรงดูดมหาศาลกลับพาเธอยังไปที่ใดที่หนึ่ง และที่นั่นไม่คุ้นชินนัก
เมื่อกู้ถงถงลืมตาขึ้นอีกครั้ง สิ่งแรกที่รับรู้คือความปวดหนึบทั่วร่าง พร้อมกลิ่นสมุนไพรจีนที่ฉุนลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
พื้นเตียงไม้แข็งทื่อรับกับแผ่นรองนอนเก่า ๆ ที่แทบไม่ต่างจากไม้กระดาน แผ่นหลังของเธอเจ็บจนแทบขยับไม่ได้ ร่างทั้งร่างเหมือนจมอยู่บนเตียงที่ไม่ควรเรียกว่าเตียง
เธอค่อย ๆ ดันตัวขึ้นนั่ง หัวปวดตุบจนต้องหลับตาพลางกัดฟันแน่น แล้วแสงวาบบางอย่างก็แล่นปราดเข้าสู่ศีรษะ
“อ๊า!”
เสียงควรครางแผ่วเบาในลำคอของเธอดังขึ้น
ความทรงจำของใครบางคน…ไม่ใช่เธอ แต่กลับเจ็บลึกเหมือนเป็นของตัวเองพรั่งพรูเข้ามาในสมอง
จนกระทั่งผ่านไปครู่ใหญ่ ๆ เธอถึงได้ตระหนักรู้ว่าตนเองได้เกิดใหม่ในร่างของเด็กสาวอายุ 18 ปี ที่เป็นทายาทร้านสมุนไพรตระกูลหวัง ซึ่งเป็นต้นตระกูลของแม่ และเธอต้องรับมือกับความร้ายกาจของพ่อที่รังเกียจลูกสาวเป็นดั่งสตรีไร้ค่า น้องชายแสนดื้อด้านที่เชื่อฟังแม่เลี้ยงที่มีศักดิ์เป็นน้าสาว ภายนอกแสนดี แต่ความคิดแสนอัปรีย์เสียจนเธอรับไม่ได้
‘ถงถง เธอเกิดมาในตระกูลอะไรเฮงซวยแบบนี้ได้ยังไง’
แต่ถงถงคนเก่าเป็นคนดีเกินไป…เธอเกิดใหม่ในร่างที่มีชื่อและแซ่เดียวกัน ดังนั้นจะมีนิสัยอ่อนปวกเปียกอย่างนั้นไม่ได้หรอก
ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ เธอเป็นคุณหนูใหญ่กู้ กู้ถงถงแต่กลับถูกพ่อที่ป่วยจนต้องนั่งรถเข็นไล่ออกจากบ้านเพื่อให้มาอยู่ร้านสมุนไพรของแม่ ที่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เธอยืนกรานไม่ขายเด็ดขาด นั่นเป็นแรงกดดันให้เธอขายร้านนี้ และเอาเงินไปให้พวกเขาใช้ รวมทั้งบังคับให้เธอแต่งงานกับเศรษฐีแก่คราวพ่อแต่แต่งเป็นเมียน้อย ซึ่งไม่ว่าเป็นตายอย่างไรกู้ถงถงไม่ยอมเด็ดขาด
แต่กระนั้นบ้านตระกูลกู้ก็ยังไม่รังแกเธอไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นน้าสาว หวังเมิ่งเมิ่ง ที่ขูดรีดรายได้ของร้านสมุนไพรโดยผ่านน้องชายอย่าง กู้หยางเหล่ย อายุ 8 ขวบ เพื่อไปเสวยสุข
เจ้าพวกบัดซบ!
พ่อที่ไม่รัก น้องชายที่เกลียด แม่เลี้ยงแสนดีจอมปลอม สิ่งเหล่านี้หรือที่ตอบแทนความดีที่เจ้าของร่างทำมาตลอด
โลกนี้โหดร้าย? โลกเดิมของเธอก็ไม่แพ้กัน
ถงถงขยับริมฝีปากแค่นเสียงเยาะเบา ๆ
“เฮอะ…งั้นมาเจอกันหน่อยเถอะ ว่าใครจะร้ายกว่ากัน”
กู้ถงถงสูดลมหายใจเข้าลึกเต็มปอด ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปยังหน้าโต๊ะเครื่องแป้งแล้วมองหน้าตัวเอง เมื่อเห็นสภาพตัวเองที่เป็นเด็กสาวใบหน้างดงามคนหนึ่งทำให้เธอทอดถอนใจ
ใบหน้าของกู้ถงถงกระจ่างใส ผิวเรียบเนียนไร้ที่ติ ไม่มีจุดด่างพร้อยทำให้เกิดความรำคาญลูกตาขณะมอง จมูกลาดรับกับใบหน้ารูปหยดน้ำได้อย่างพอเหมาะ นัยน์ตาประกายดุจดวงดาราบนท้องฟ้ายามมืดมิด แต่มันแฝงด้วยความเย็นชาของวิญญาณดวงใหม่ในร่าง ที่จะทำให้รู้สึกแตกต่างกันจากร่างเก่า
แต่ทว่าบานกระจกนั้นมีแสงประกายวาบส่งออกมาจนทำให้เธอยกมือขึ้นมองป้องดวงตา ก่อนที่มีแรงดึงดูดแขนของเธอให้เข้าไปในกระจก
วาบ!!
ร่างของเธอทะลุเข้าไปในกระจกแล้วพบกับเตาหลอมยาที่แสนทันสมัยในโลกของเธอที่จากมาก กับห้องสกัดตัวยาที่ทำให้เธอตาลุกวาว
[มิติหลอมยาเปิดแล้ว]
เสียงสะท้อนในห้องนั้นดังขึ้นทำให้เธอสะดุ้ง เพราะตอนเข้ามามีเพียงเธอคนเดียว หากแต่ตอนนี้กลับมีเสียงที่ไม่รู้ที่มาดังขึ้น
เธอทบทวนอีกครั้งแล้วพบว่าตัวเองอยู่ในนิยายเรื่องหนึ่งในยุค 80 ที่มีชีวิตลำบากยากเข็น ต้องรักษาร้านสมุนไพรของแม่เอาไว้ด้วยชีวิต พร้อมกับแผนที่จ้องทำลายเธอจากแม่เลี้ยง
แต่เอาเถอะต่อให้ร้านสมุนไพรที่ใกล้จะเจ้ง เธอก็สามารถพลิกฟื้นขึ้นมาได้ เพราะเธอน่ะมีสูตรยาและเตาหลอมยาอยู่เต็มไปหมด
แต่ขณะที่กำลังคิดหาทางรอดและรวยไปพร้อม ๆ กัน เธอก็ได้ยินเสียงเจ้าเด็กที่ไหนสักคนมานั่งนับอะไรสักอย่างอยู่ใกล้ ๆ
“หนึ่งเหมา สองเหมา สามเหมา สี่เหมา…”
เสียงเล็กเจื้อยแจ้วแต่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดนั้นดึงดูถงถงจนทำให้เธอต้องออกจากห้วงมิติที่ใช้หลอมยา แต่ก่อนออกมาดูเหมือนถงถงจะเห็นว่ามีหีบคล้ายกับใส่เงิน แต่เมื่อเปิดออกหีบนั้นกลับเชื่อมกับที่เก็บเงินบ้านตระกูลกู้เสียอย่างนั้น…ทำให้ถงถงยิ้มอย่างชั่วร้ายก่อนที่จะเลือกกวาดเงินออกมาทั้งหมด แล้วเธอก็ออกมาจากห้วงมิติสำหรับหลอมยาของตัวเอง
เมื่อเธอออกมายืนเสียงนั้นก็ยังไม่หยุดนับจนต้องเปิดประตูออกไป
ห้องนอนเล็กอีกห้องที่อยู่ติดกับห้องของนอนของเธอ ปรากฏร่างของเด็กชายตัวขาวอวบกำลังนั่งนับเหรียญในกล่องสังกะสีทรงสี่เหลี่ยมคล้ายกับกล่องคุกกี้ เรียวคิ้วของเธอขมวดเล็ก ๆ มองภาพนั้นอย่างสงสัย ก่อนที่ความทรงจำของเธอในหัวจะพรั่งพรูราวกับหยาดฝนในเดือนพฤษภา
คุณหมิง หรือ อาหมิง เด็กชายตัวน้อยที่แม่ของเธอเลี้ยงดูมาตั้งแต่อายุเพียงหนึ่งขวบ จนสุดท้ายแม่ของเธอตายไป อาหมิงก็อยู่ในความดูแลของเธอ และมักถูกแม่เลี้ยงว่ากล่าวว่าเป็นคนตัวสิ้นเปลืองในบ้าน และไม่ถูกกับหยางเหล่ยน้องชายของเธอ
แต่เธอไม่รู้ว่าเจ้าเด็กอ้วนเหมือนซาลาเปาผู้นี้นับเศษเงินไปทำไมกัน จนกระทั่งเสียงเคาะหน้าร้านดังลั่น
ปัง ปัง ปัง !
“ถงถงพี่สาวเฮงซวย…เปิดประตูนะ…เอาเงินมาให้น้องชายอย่างฉันเดี๋ยวนี้”
“เฮ้อ…เจ้าเด็กเวรจอมขูดรีดมาอีกแล้ว ที่บ้านก้อนเกลือจะไม่มีให้กัดอยู่แล้วนะ ตระกูลกู้เป็นง่อยกันหมดแล้วหรือไง ถึงไม่ทำมาหากิน”
คุนหมิงถอนหายใจหลังบ่นยืดยาว ก่อนจะหันไปเห็นว่าพี่ถงถงมายืนมองเขาอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ จากนั้นเขารีบปิดกล่องเก็บเงินก่อนจะซ่อนข้างหลัง
“นี่เงินของหมิงนะ…เราตกลงกันแล้ว เงินของหมิง คือของหมิง ไม่ให้เจ้าเด็กปากเสียขูดรีดแน่ อีกอย่างบ้านเราข้าวสารหมดแล้ว คูปองเหลือเพียงใบเดียวแล้วนะที่พวกเราจะไปซื้อของได้”
เรียวคิ้วของถงถงขมวดแน่น เจ้าเด็กนี่พูดอะไรไม่เห็นเข้าใจสักนิดแต่เอาเถอะค่อย ๆ เรียนรู้ไปก็แล้วกันยังมีเวลาอีกมาก ก่อนเธอจะหยิบธนบัตรใบละสิบหยวนออกมาสองใบ
“นี่เงิน…เอาไปซื้อของที่ต้องใช้ในครัวทั้งหมดก็แล้วกัน ออกไปหลังบ้านเอารถเข็นไปใส่ ซื้อให้พอหนึ่งเดือน ส่วนหน้าบ้านฉันจะจัดการเอง”
คุนหมิงดวงตาเบิกกว้างไม่อยากจะเชื่อว่าร้านเราจะมีธนบัตรใบละสิบหยวนด้วยซ้ำ ขนาดเศษเหรียญแต่ละเหมายังต้องหาแทบพลิกแผ่นดิน
แต่เสี่ยวหมิงไม่มีเวลาคิดเพราะหากไม่เก็บเอาไว้เดี๋ยวเจ้าเด็กปากเสียมารีดไถเงินไปจนหมดแล้วจะอดข้าวกันอีก เขารีบใส่รองเท้าคู่เก่าแล้ววิ่งจู้ออกไปทางหลังบ้านเพื่อไปที่ร้านสหกรณ์เพื่อซื้อของที่หมดแต่ละอย่างเข้ามาในบ้าน
แน่นอนว่าคูปองหนึ่งใบเขาย่อมต้องใช้ให้คุ้มค่า
เมื่อลับหลังอาหมิงถงถงเหลือบไปเห็นไม้หวายที่วางอยู่ ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร แต่การจะสั่งสอนน้องชายไม่ได้เรื่องพูดด้วยเหตุผลคงไม่เข้าใจ ควรลงไม้ลงมือนิดหน่อย
ในเมื่อพ่อเฮงซวยไม่มีเวลาสั่งสอนมัวแต่ขลุกกับแม่เลี้ยงที่ต้องปลอบใจว่าตนเองเดินไม่ได้ นิสัยต่ำทรามที่ได้รับถ่ายถอดจากแม่เลี้ยงมา เธอจะเสียสละขัดเกลาด้วยตนเอง
บทที่ 2 อยากได้เงินก็ต้องทำงาน
บทที่ 2 อยากได้เงินก็ต้องทำงาน
ร่างของกู้ถงถง ๆ เดินมาอยู่อยู่ตรงโถงที่ใช้จ่ายยาสมุนไพร เธอมองไปรอบ ๆ จนนึกอยากเปลี่ยนเครื่องเรือนทั้งหมดใหม่ รวมทั้งชั้นเก็บสมุนไพรพวกนี้ด้วย ตระกูลหวังเลือกให้แม่ของเธอเป็นผู้สืบทอด เพราะน้าสาวที่เป็นแม่เลี้ยงขณะนี้นั้นเป็นแค่ลูกของเมียน้อย ซึ่งคุณตารังเกียจเมิ่งเมิ่งยิ่งกว่ากิ้งกือไส้เดือน เพราะแม่ของเมิ่งเมิ่งอาศัยช่วงที่คนตาเป็นไข้ปีนเตียง จนทำให้คุณยายช้ำใจตาย
หากเดาไม่ผิดเรื่องที่แม่ตายกับเรื่องที่หล่อนได้มาเป็นแม่เลี้ยงล้วนวางแผนกันมาดีแล้ว รวมทั้งวางแผนจัดการเธอด้วยการยืมมือน้องชายสินะ
หึ…ก็ลองดูว่าใครจะชนะกันในกระดานหมากนี้!
เธอเดินไปเปิดประตูร้าน เสียงบานพับที่ค่อนข้างเก่าและขึ้นสนิมจนเกิดเสียงเสียดสีดังขึ้น พอ ๆ กับเสียงด้านนอกที่หยุดลง เธอยืนกอดอกเพื่อจะได้พบกับน้องชายเจ้าของร่างเป็นครั้งแรก
เสียงจากหน้าร้านสาดเข้ามาตามช่องประตูที่เปิดกว้าง ยามนี้ยังเช้าตรู่ที่แดดยังไม่แรงนัก ทำให้ไม่ได้รู้สึกว่าแสงที่สาดกระทบเข้าตาจะทำให้รู้สึกแสบ โดยมีเงาของเจ้าเด็กแปดขวบในชุดนักเรียนสีขาวสะอาดตาสไตล์ทหารเรือ กับกางเกงขาสั้นแค่เข่าและถุงเท้าสีขาวเข้ากับรองเท้า ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่น่าจะรับแต่พวกผู้ดีมีเงิน
แต่แปลกก็ตรงที่เจ้าเด็กที่เหมือนลูกคุณหนูผู้นี้กลับมารีดไถกับพี่สาวที่โดนไล่ออกจากบ้านจนแทบจะไม่มีที่ซุกหัวนอนอย่างเธอกับเจ้าอาหมิง จะว่าไปมันก็ทุเรศนิดหนึ่งนะว่าไหมล่ะ
สายตาของกู้ถงถงมองสำรวจอย่างเงียบ ๆ แล้วก็ลงความเห็นได้ว่าเจ้าเด็กนิสัยไม่ดีผู้นี้น่าจะถูกตามใจจนใคร ๆ ก็เอาไม่อยู่เป็นแน่ ตอนห้าขวบเจ้าเด็กนี่ถูกยายแม่เลี้ยงที่ยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในตระกูลกู้เสี้ยมสอนให้รังเกียจอาหมิงและมีเรื่องทะเลาะคุณแม่จนปวดหัวทุกวัน
นี่เรียกว่ายืมมือฆ่าคนสินะ เพราะรู้ว่าแม่รักเจ้าหยางเหล่ยมากแค่ไหน การที่ตัวเองเป็นโรคร้ายจึงเก็บเอาไว้ แต่ยายแม่เลี้ยงกลับให้ลูกชายบีบคั้นจนอาการของโรคกำเริบจนสุดท้ายก็จากไป
ผ่านมานานสามปี แม่เลี้ยงเข้ามามีบทบาทในบ้าน ผ่านการเห็นชอบจากลูกชายคนดีของพ่อ และลูกสาวที่ยามนี้อายุสิบแปดแล้วถึงวัยแต่งงานแต่กลับไม่แต่ง ขัดคำสั่งพ่อแม่แต่กลับต้องทำงานส่งเงินให้ครอบครัวที่ร่ำรวย
เมื่อทบทวนและวิเคราะห์ความเป็นไปได้แล้ว เธอก็เริ่มวางแผนในหัวเงียบ ๆ ทันที
หยางเหล่ยมองดูพี่สาวอย่างสงสัย ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงได้เงียบผิดปกติ ทั้งใบหน้ายังเรียบเฉย ไม่แสดงสีหน้าลำบากใจว่าไม่มีเงินให้เห็นสักนิด ผิดกับเมื่อเจ็ดวันก่อนที่ร้องไห้น้ำตาคลอและขอร้องให้เขารู้จักประหยัด
มีอะไรผิดปกติงั้นเหรอ?
หยางเหล่ยได้แต่คิดแล้วก็สงสัย
“นี่…ถงถงเอาเงินมา ฉันจะรีบไปโรงเรียน” หยางเหล่ยพูดเหมือนปกติ เขาจะขอเงินถงถงใช้จนชินแล้วตั้งแต่แม่ตายไป เพราะแม่เล็กบอกว่าถงถงได้สมบัติของแม่ไปไม่น้อยเพื่อให้เลี้ยงเขาจนเติบใหญ่ จึงเป็นหน้าที่ของถงถง
“อยากได้เงินก็ต้องทำงาน”
ฮะ…อะไรนะ…ทำงานงั้นเหรอ คุณชายรองกู้อย่างฉันต้องทำงานที่ไหนกัน
“อย่ามามัวเล่นลิ้นเดี๋ยวฉันไปเรียนไม่ทัน คนขับรถรออยู่”
“ดีนี่…คุณชายรองกู้มีรถยนต์ส่วนตัวนั่ง แถมยังได้เรียนโรงเรียนที่มีชื่อ แต่กลับแบมือขอเงินพี่สาวที่โดนไล่ออกจากบ้าน เอ…เรื่องนี้จะว่าไปที่โรงเรียนนายไม่มีใครรู้นี่เนอะ ว่าคุณชายรองกู้น่ะไม่มีเงิน ทั้งที่พ่อก็เป็นลูกชายตระกูลใหญ่มีหน้ามีตา”
‘กู้หยางเหล่ยกัดริมฝีปาก—สิ่งที่พี่สาวพูดไม่ใช่เรื่องล้อเล่น’
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะทุกวันต้องขอเงินจากพี่สาว ซึ่งพ่อของเขาไม่เคยใส่ใจเรื่องค่าใช้จ่ายรายเดือนของเขาเลย มันน่าเจ็บใจเพราะเขาจะเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไป
“อย่าพูดมากก็เคยให้ใช้อยู่ทุกอาทิตย์ อาทิตย์นี้ต้องได้สิบหยวน”
หยางเหล่ยกล่าวด้วยใบหน้าหงุดหงิด อาทิตย์ที่แล้วได้ไปแค่ห้าหยวน เขาใช้ไม่พอด้วยซ้ำ เพราะต้องไปซื้อของใช้ดี ๆ สำหรับใช้ในการเรียนถึงหนึ่งหยวน ห้าวันเขาใช้สี่หยวนเท่านั้น แต่กับสหายคนอื่นใช้วันละสองหยวน
“บอกแล้วไงอยากได้เงินก็ต้องทำงาน ต่อไปนี้ถ้านายมาแบมือขอเงินฉันต้องทำงานเท่านั้น ฉันไม่เคยให้ของใครโดยไม่ได้รับผลตอบแทน” กู้ถงถงยืนกรานคำเดิม ทั้งยังไม่มีทีท่าว่าจะให้เงินกับหยางเหล่ยง่าย ๆ
“ถงถง…นี่เธอใช้แซ่กู้นะ…แล้วเธอเป็นพี่สาวที่ต้องเลี้ยงดูฉัน…เธอต้องจ่ายเงินมา”
“แล้วทำไมต้องจ่าย ในเมื่อนายก็มีพ่อ มีแม่เลี้ยงแสนดีของนายไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่ว่าพวกเขาก็ไม่ต้องการนายแล้วส่งนายมาให้ฉันเหรอ นายกินข้าวบ้างหรือเปล่าทำไมแค่นี้คิดไม่ได้ว่าคนบ้านนั้นไม่ต้องการนาย”
หยางเหล่ยผงะกับคำพูดของพี่สาว เขาคิ้วมุ่นจนแทบจะชนกัน จากนั้นก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันมีบางอย่างที่น่าสงสัยจริง ๆ
ตระกูลกู้มีเงินมากมาย แต่กลับไม่จ่ายค่าขนมให้เขา
“เริ่มฉลาดบ้างแล้วสินะ…ว่าง ๆ ก็ให้แม่เลี้ยงแสนดีของนายซื้อปลาให้กินบ้าง ไม่ใช่เอาเงินไปเลี้ยงผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้”
แน่นอนว่าเรื่องนี้กู้ถงถงระแคะระคายอยู่บ้าง แต่ไม่ได้มีหลักฐานชี้ชัด แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านการตายมาหนึ่งครั้ง ผู้หญิงที่ยังสาวและสวยขนาดนี้เข้ามาในบ้านที่ครอบครัวร่ำรวยมีไม่กี่อย่าง
“นี่เธอพูดอะไร…ยังไม่เข็ดอีกเหรอใส่ร้ายแม่เล็กจนพ่อต้องไล่เธอออกจากบ้าน”
“ฉันใส่ร้ายเหรอ…ถ้าพ่อนายฉลาดบ้างก็จะรู้ว่าฉันน่ะพูดเรื่องจริง แต่ความจริงพ่อนายไม่ต่างจากลาเท่าไหร่หรอกนะ ก็แม่เลี้ยงนายเลี้ยงด้วยหญ้ามันมีแค่ไฟเบอร์ไม่มีสารอาหารที่บำรุงสมองยังไงล่ะ”
คำพูดนิ่ง ๆ ของถงถงทำให้หยางเหล่ยงุนงงหนักขึ้นไปอีก แต่ทว่าเขายืนเถียงกับพี่สาวมาตั้งนานแล้วก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา วันนี้ยังเป็นวันที่เขานัดกินขนมที่หน้าโรงเรียนกับสหาย หากเขาไม่มีเงินแล้วล่ะก็ สหายของเขาต้องหัวเราะเยาะเป็นแน่
ทางด้านหน้าบ้านที่ถกเถียงกันเรื่องเงิน ส่วนหลังบ้านคุนหมิงที่ไปซื้อของจากสหกรณ์ใส่รถเข็นเข้าทางประตูหลังบ้านอย่างคล่องแคล่ว
อาหมิงทำงานตั้งแต่อายุเพิ่งได้สามขวบด้วยซ้ำ ต้องช่วยพี่สาวอย่างถงถงทำงาน อะไรที่หยิบจับได้เขาจะว่องไวมาก ดังนั้นเรื่องไปซื้อของเขาฉลาดและรอบคอบไว้ใจได้ ทั้งจัดรายการที่ซื้อเอาไว้ให้พี่ถงถงทำบัญชีอีกด้วย
สมองของเขาจดจำเรื่องต่าง ๆ ได้เก่งรวมทั้งชอบสังเกตเป็นทุนเดิมดังนั้นเรื่องเอาตัวรอดเก่งที่หนึ่ง และยังหาข่าวบ้านไหนที่เจ็บป่วยให้พี่สาวไปรักษาเพื่อหาเงินเข้าร้าน
แต่เจ้าเด็กหน้าร้านผู้นี้ที่ใช้เงินเหมือนเบี้ยไร้ค่าชอบขูดรีดเอาไปจนหมด เขาได้ยินเสียงที่ยังทะเลาะและถกเถียงกันไม่เสร็จ แต่เขาต้องจัดการห้องครัวให้เสร็จเสียก่อน
“ไข่ไก่หนึ่งแผง 1 หยวน 5 เหมา น้ำตาล 5 เหมา ข้าวสาร 2 หยวน น้ำมัน 5 เหมา ซอสถั่วเหลือ 2 เหมา….”
อาหมิงจัดไปก็ท่องไปด้วยจนกระทั่งของหนึ่งคันรถเข็นจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบและเขาจุดเตาเตรียมหุงข้าวทันที
เจ้าเด็กตัวอ้วนตวงข้าวให้พอดีกับการกินสองคน ซาวข้าวเสร็จก็ยกหม้อขึ้นตั้งบนเตาแล้วออกมาช่วยพี่ถงถงรับมือ กลัวจะโดนเจ้าเด็กสามหาวต่อว่าจนไม่กล้าสู้หน้าคน
แต่ก่อนออกจากครัวเขารีบเก็บเงินอีกสิบห้าหยวนเอาไว้อย่างดี แน่นอนว่าเงินนี้เขาสามารถซื้อของได้อีกหลายเดือน ไม่ให้เจ้าเด็กไร้มารยาทปล้นไปแน่
สองขาก้าวอาด ๆ พุงกลมนำหน้าออกมาก่อนจะเห็นใบหน้าที่เคยถือดีมีสีหน้าลำบากใจเป็นครั้งแรก เขายกยิ้มยักคิ้วข้างเดียวพร้อมกอดอกยืนข้างพี่ถงถงทันที
“ว่าไงเจ้าตัวขูดรีด…”
“เจ้าอ้วน…หยุดพูดจาหมา ๆ แบบนี้นะ” หยางเหล่ยที่เห็นหน้าเจ้าอ้วนเขาก็รู้สึกเลือดขึ้นหน้าทันที
“หรือไม่จริงแบร่!” อาหมิงแลบลิ้นปลิ้นตาทำหน้าลิงหลอกเจ้าใส่โดยไม่สนใจว่าเจ้าหยางเหล่ยจะโมโหตายหรือไม่
“เอาล่ะ…อย่ามาเกะกะหน้าร้านฉันจะเปิดร้าน แล้วถ้าไม่คิดจะทำงานก็อย่าหวังจะได้เงินจากฉัน”
กู้ถงถงพูดสั้น ๆ และเต็มไปด้วยความเย็นชาโดยไม่สนใจว่าน้องชายอย่างหยางเหล่ยจะรู้สึกอย่างไร
บทที่ 3 หนทางฟื้นฟูร้าน
กู้ถงถงเดินกลับเข้าไปในร้านสมุนไพรพร้อมกับหยิบสมุดบัญชียาสมุนไพรออกมาตรวจสอบ แต่หูก็ยังคงฟังเจ้าเด็กสองคนที่วัยห่างกันไม่มากแต่ฝีปากคมยิ่งกว่ากรรไกร
“เจ้าตัวขูดรีด…อาทิตย์ที่แล้วเอาเงินไปตั้งห้าหยวนแล้วอาทิตย์นี้ก็มาเอาอีก เจ้ากินเงินเป็นอาหารหรือไงฮะ…ทำไมไม่รู้จักประหยัดเสียบ้าง รู้ไหมกว่าจะรักษาคนป่วยแล้วได้เงินมาสักเหมายากเย็นแค่ไหน”
อาหมิงเท้าเอวยื่นหน้าไปต่อว่าเจ้าเด็กไม่รู้จักโต อายุตั้ง 8 ขวบแล้วยังไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร แถมยังเป็นภาระอีก
ตอนอยู่บ้านตระกูลกู้เขายังต้องใจเกรงพ่อลำเอียงของพี่ถง แล้วยังมีแม่เลี้ยงใจร้ายอีกคน แต่ตอนนี้ที่นี่ที่ไหน…ที่นี่ร้านยาสมุนไพรตระกูลหวังยังไงล่ะ ฮะฮ้า…อาหมิงไม่ต้องกลัวผู้ใด
“เจ้าเด็กเก็บมาเลี้ยง…นี่กล้าว่าฉันอย่างนี้เลยเรอะ ฉันคือคุณชายกู้ เหตุใดต้องประหยัด”
“เหอะ…ถ้าไม่ประหยัดก็เชิญไปหาเงินเองไป…เกะกะหน้าร้าน” อาหมิงผายมือเชิญให้เจ้าเด็กตัวป่วนผู้นี้ออกจากร้านไปโดยเร็ว เดี๋ยวจะเกะกะผู้ป่วยที่จะมาซื้อยา แม้เป็นคนในตลาดที่มีเงินไม่มากนัก แต่ก็เงินทั้งนั้น จะพลาดแม้แต่เหมาเดียวไม่ได้เด็ดขาด
“นี่…ถงถง…เอาเงินมาหนึ่งหยวนก็ได้ ถ้าฉันไม่มีถึงหนึ่งหยวนฉันก็เข้าโรงเรียนไม่ได้นะ” หยางเหล่ยตะโกนเข้าไปในร้านที่ถงถงนั่งอยู่บนโต๊ะ แต่คนที่ตอบกลับไม่ใช่ถงถง แต่เป็นเจ้าเด็กอ้วนกวนที่กวนประสาทเขา
“เหอะ…แกจะพกเงินทำไมตั้งหนึ่งหยวน พกวันละหนึ่งเหมาก็พอ บะหมี่กับข้าวจานละหนึ่งเหมาเท่านั้น หากคนอย่างแกพกเงินวันละหนึ่งหยวน หนึ่งเดือนก็สามสิบหยวน เท่ากับเงินเดือนพนักงานราชการด้วยซ้ำ กรรมแบกข้าวสารในตลาดยังมีค่าจ้างวันละเจ็ดเหมา หนึ่งเดือนก็ประมาณยี่สิบหยวน เจ้าแค่นักเรียนจะใช้อะไรมากมายฮะ”
อาหมิงยิ่งพูดก็ยิ่งใช้เสียงและยิ่งใช้เสียงก็ยิ่งรู้สึกว่าตะโกนให้ดังจะเหนือกว่า แต่กว่าจะพูดจบเขาก็คอแห้งเสียแล้ว
“รอก่อนหมิงไปกินน้ำก่อนเดี๋ยวจะมาด่าใหม่” อาหมิงวิ่งเข้าไปกินน้ำแล้วรีบวิ่งออกมากลัวว่าหยางเหล่ยจะกลับไปก่อนที่ตอนเองยังพูดไม่จบ
ถงถงมองภาพเจ้าเด็กอ้วนสั่งสอนน้องชายตัวเองแล้วนึกชื่นชม เอาไว้จะให้ค่าจ้างเพิ่มก็แล้วกัน ปกติร่างเก่าให้ค่าจ้างเจ้าหมิงอ้วนนี้เดือนละสิบหยวนเท่านั้นเพราะเป็นเด็ก และรายได้ของร้านยาสมุนไพรมีแต่จะซบเซาลง
แต่จากฝีปากน่าจะเพิ่มอีกสักสิบหยวนถึงจะดี แบบนี้แหละเครื่องด่าแทนที่เธอชอบ
“นี่ถงถง…ฉันพูดจริง ๆ นะ…ฉันต้องการเงิน”
เสียงถกเถียงที่ร้อนแรงด้านนอกเริ่มเบาลง พร้อมกับร่างของน้องชายที่มายืนที่หน้าโต๊ะทำงานของเธอทำให้เธอมองไปที่ร่างของน้องชาย ก่อนจะถามถึงเหตุผล
“นายอธิบายมาสิ…ว่าต้องการเอาเงินไปซื้ออะไร”
“ก็ฉันต้องกินข้าวที่โรงเรียน แล้วก็ยังต้องกินขนมปังฝรั่งเศสร้านเปิดใหม่ที่หน้าโรงเรียน ขนมปังกับน้ำรวมกันก็หนึ่งหยวนพอดี…ถ้าเธอให้ฉัน จะไม่มาขอร้องเธออีก”
ถงถงยกยิ้มขึ้นมุมปาก ที่แท้ก็ขนมปังฝรั่งเศสจากร้านเปิดใหม่นี่สิเนอะ…เหล่าพวกคุณหนูคุณชายต้องไปลองลิ้มชิมรส
“บ้า…บ้ามาก…บ้าที่สุด ขนมปากทาด้วยทองหรือไง ตั้งหนึ่งหยวน รู้ไหมหนึ่งหยวนซื้อข้าวสารได้เกือบสิบกิโล หุงข้าวกินได้เป็นเดือน นี่คุณชายอย่างพวกเจ้าไม่เห็นค่าของเงินเลยหรือไง”
อืม…ถงถงไม่ต้องเหนื่อยอธิบายเลย เจ้าอ้วนหมิงของเธอจัดการพูดแทนใจหมดแล้ว แต่เธอก็เข้าใจว่าการเรียนโรงเรียนที่มีหน้ามีตาย่อมต้องมีภาษีสังคม มิน่าเล่าน้องชายปากเสียถึงได้เอาแต่รีดไถพี่สาวจนสิ้นเนื้อประดาตัว
“อยากกินก็ได้ แต่เธอต้องทำงาน”
“แต่ฉันต้องไปเรียนนะ”
“กลับจากเรียนก็ต้องมาทำงาน โรงเรียนเลิกบ่ายสามโมงเย็นใช่ไหม เดี๋ยวเจ้าหมิงจะไปรับนายเอง”
ฮะ…ให้เจ้าอ้วนไปยืนรอรับเขาที่หน้าโรงเรียน มีหวังเขาได้อับอายแน่ ๆ
อาหมิงรอวันนี้มานานแล้ว เสี่ยวส่งสายตาเจ้าเล่ห์หรี่แคบลงจ้องไปทางหยางเหล่ย
คราวนี้แหละเขาจะได้สั่งเจ้าหยางเหล่ยได้ถนัดปาก
“แต่ตอนเย็นรถต้องไปส่งแม่เล็กไปงานเลี้ยงนะ”
“รถรางก็มีไม่ใช่เหรอ ซื้อตั๋วรถรางขึ้นมา ส่วนค่าตั๋วเดี๋ยวเสี่ยวหมิงจะเป็นคนถือเอาไว้ ส่วนนี้หนึ่งหยวน แต่เป็นหนึ่งหยวนที่เธอจะได้ทั้งอาทิตย์นี้เท่านั้นนะ หากจะซื้อขนมกินวันเดียวฉันก็ไม่ว่าอะไรเธอหรอกนะ หากเธอสามารถอดข้าวกลางวันอีกสี่วันไหว”
ธนบัตรใบละหนึ่งยวนสีเขียวอ่อนรูปผู้นำประเทศในตอนนี้ถูกยื่นให้กับหยางเหล่ยทันที
เขารับมาแต่กลับรู้สึกหนักอึ้งในอก เพราะนอกจากรับเงินแล้วยังต้องแบกเงื่อนไขที่ตัวเองต้องรับให้ได้อีกด้วย ไม่ใช่แค่รีดไถพี่สาวไปวัน ๆ เหมือนเมื่อก่อน ส่วนเจ้าเด็กด้านข้างยืนเอามือปิดปากหัวเราะเยาะเขา แต่สุดท้ายแม้ว่าศักดิ์ศรีจะค้ำคอ แต่หยางเหล่ยคิดว่าเงินก็สำคัญเช่นกัน เขาจะกัดฟันยอมรับเงื่อนไขนี้สักครั้ง
“อ้อ…ฉันลืมบอก…ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น ฉันหวังว่าเธอจะไม่ตุกติก เพราะเจ้านั่นคือเครื่องด่าที่นายจะต้องอับอายคนทั้งโรงเรียน” กู้ถงถงชี้ไปที่เจ้าคุนหมิงที่ยืนยักคิ้วกวนโมโหใส่น้องชายของเธอ และบอกให้รู้ว่าหากเขาไม่ทำตามเงื่อนไขจะพบกับอะไรบ้าง
หยางเหล่ยมองเจ้าเด็กอ้วนด้วยท่าทางอึดอัดเต็มทน พร้อมกับกดข่มเอาไว้ในใจหวังว่าสักวันจะได้เอาคืนเจ้าเด็กที่มาแย่งความรักจากแม่ของเขาไปไม่พอ พี่สาวยังเอนเอียงไปอีกคน
เขาขึ้นรถของคนขับรถบ้านสกุลกู้ไปยังโรงเรียน จากนั้นก็คิดว่าจะมีวิธีที่ทำยังไงที่เขาไม่ต้องมาทำงานที่ร้านยาของถงถง แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตกสักทีจนกระทั่งถึงโรงเรียนแล้วก็ยังมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
เมื่อร้านกลับมาสงบอีกครั้ง กู้ถงถงตรวจสอบบัญชียากับรายได้ทั้งหมดแล้วพบว่ามันยังขาดทุนอยู่มากทีเดียว และยาพวกนี้เป็นมรดกตกทอดมา หากยาร่อยหรอแล้วยังไม่สามารถทำให้ร้านกับมารุ่งเรืองได้ คงต้องปิดร้านเป็นแน่
แต่ทว่าเธอต้องทำให้ร้านยาของเธอมีชื่อเสียงเสียก่อน
หลังจากหยางเหล่ยจากไป ในครัวก็มีเสียงเคาะตะหลิวเคาะกระทะ กลิ่นหอมของข้าวสุกใหม่ และกับข้าวที่เจ้าเด็กฉลาดวัยห้าขวบจัดการเป็นพ่อบ้านให้เธออย่างดีกำลังทำหน้าที่อย่างเก่งกาจทีเดียว
เธอเดินตามกลิ่นอาหารเข้าไปในครัว เห็นเจ้าหนูน้อยเอาเก้าอี้ยืนต่อตัวเองให้ผัดข้าวในกระทะได้คล่องแคล่ว ยังมีผัดไข่กับมะเขือเทศ มะเขือยาวสีม่วงคลุกแป้งทอดกรอบแล้วราดด้วยน้ำซอสสีน้ำตาลไหม้ท่าทางน่ากินไม่น้อย
‘เจ้าเด็กนี่เป็นใครจากไหนกัน’
คุนหมิงทำให้เธอแปลกใจมาก ๆ เลยทีเดียว เมื่อข้าวผัดในกระทะสุกเสี่ยวหมิงก็ยกกระทะวางแล้วตักใส่ชามใหญ่ ๆ ก่อนจะเอาถ้วยมาแบ่งแล้วจัดโต๊ะ เขาเห็นด้วยว่าพี่ถงถงมองเขาอยู่จึงหันมาฉีกยิ้มให้
“กินข้าวเร็วเข้าพี่ถงถง วันนี้หมิงหาลูกค้าให้พี่ถงได้แล้ว เดี๋ยวสาย ๆ น่าจะเข้ามา”
หือ…หาลูกค้า เจ้าเด็กตัวเล็กแค่นี้น่ะหรือหาลูกค้าให้เธอ ชักจะเก่งเกินไปแล้ว
“ลูกค้าที่ไหน”
“ตรงร้านสหกรณ์มีชายวัยกลางคนคนหนึ่ง แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก หมอที่โรงพยาบาลบอกว่าไม่มีทางรักษา รอตายอย่างช้า ๆ ตอนนี้ชายคนนั้นสิ้นหวังมาก ๆ ถึงกับไม่อยากมีชีวิตอยู่”
เจ้าเด็กนี่รู้จักหาลูกค้าให้เธอ เก่งกาจไม่เบาเลยจริง ๆ แต่ว่าอาการแบบนี้ไม่ใช่แค่เป็นโรคหลอดเลือดในสมองหรอกหรือ แต่หากเธอตรวจดูดี ๆ อาจจะไม่ใช่ก็ได้ถ้ารักษาโรคให้ชายคนนี้ได้ก็นับว่าดีไม่น้อย
“พี่ถงถงไม่ต้องเครียดว่าเขาจะไม่มีเงินจ่าย เขาเป็นพวกผู้มีอิทธิพลนิดหน่อยในย่านนี้ เขาขายคูปองเถื่อนด้วย หมิงไปซื้อมาด้วยสองใบ เพราะเราไม่มีทะเบียนบ้านจึงไม่ได้รับแจกคูปอง”
โอ๊ะ…ไม่ใช่แค่เรื่องปากท้องกับเรื่องรักษาแล้วสินะ หากเธออยากได้ทะเบียนบ้านเพื่อจะได้รับแจกคูปองด้วย บางทีคนผู้นี้อาจจะช่วยเธอได้ และจะได้ตัดขาดจากบ้านตระกูลกู้เสียที
“เสี่ยวหมิงฉลาดมาก เอาไว้พี่ถงถงจะขึ้นเงินเดือนให้เดือนหน้า”
“พี่ถงอย่าพูดให้หมิงดีใจ พี่ถงไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างหมิงมาหลายเดือนแล้วนะ”
นี่เจ้าของร่างไม่ได้จ่ายเงินเสี่ยวหมิงเลยหรือ แต่ว่าบัญชีร้านยาติดลบขนาดนั้นจะเอาเงินที่ไหนจ่ายให้เจ้าเด็กฉลาดคนนี้ ยังดีที่เจ้าอ้วนไม่ทิ้งเธอไป ไม่เช่นนั้นเธอคงไม่เหลือใครอีกแล้วสินะ
“เอานี่สามสิบหยวนเดี๋ยวมีรายได้มากกว่านี้จะคืนให้จนครบพร้อมกับค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นด้วย”
แกรก!
ตะเกียบในมือของคุนหมิงตกลงบนโต๊ะเมื่อมองเห็นค่าจ้างสามสิบหยวนของตนเอง เขาขยี้ตาทันทีเพราะเมื่อครู่พี่ถงถงยังอีดออดไม่ให้เงินอาเหล่ยอยู่เลยนี่นา เขาจึงคิดว่าพี่สาวไม่มีเงินน่ะสิ
แต่นี่เงินจากไหน?
“พี่ถงถงให้หมิงจริง ๆ เหรอ…ไม่ได้หลอกใช่ไหม ให้แล้วให้เลยหมิงไม่คืนหรอกนะ” ถึงจะถามแต่คุนหมิงรีบเก็บทันที เขาไม่เคยพกเงินที่มากขนาดนี้มาก่อนด้วยซ้ำ นี่มันเงินก้อนใหญ่ในชีวิตเขาเลยนะ
“ใช่สิ…แต่ว่าพี่อยากรู้ว่าทำยังไงร้านเราถึงจะกลับมาโด่งดังเหมือนเดิม” กู้ถงถงรู้ว่าตัวเองมียาดี แต่จะหาวิธีกระจายข่าวยังไงเท่านั้นเอง
“ไม่ยากหรอกพี่ถงถง แค่รักษาผู้มีอิทธิพลหรือคนตระกูลดัง ๆ หาย เราก็รวยแล้ว”
นั่นสิเนอะ…เจ้าอ้วนนี่ฉลาดจริง ๆ เลย แบบนี้ต้องมีรางวัลเสียแล้ว เพราะคนรวยในยุคนี้เสียงดังกว่าคนจน ๆ นั่นเอง
ฝากเป็นกำลังใจให้น้องถงถง ด้วยนะคะ