โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจดิจิทัลคือความหวัง ต้องวางรากฐานให้รู้จัก AI มากขึ้น World Bank คาด GDP ไทยอาจเหลือ 1.8%

Thairath Money

อัพเดต 03 ก.ค. 2568 เวลา 12.37 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2568 เวลา 12.37 น.
ภาพไฮไลต์

World Bank หรือ ธนาคารโลกเผยรายงาน “Thailand Economic Monitor: Digital Pathways to Growth” ฉบับล่าสุดระบุว่า โดยคาดว่า GDP ไทยปี 2568 จะเติบโตเพียง 1.8% และยังคาดการณ์ว่าในปี 2569 อาจจะเหลือเพียง 1.7% จากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การส่งออกที่ชะลอตัว และการบริโภคในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว

หนึ่งในปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย คือความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อภาคส่งออกที่ไทยพึ่งพาอยู่กว่า 60% ของ GDP รวมถึงภาคการลงทุนที่ยังไม่กลับมาเต็มที่ โดยธนาคารโลกคาดว่าการส่งออกและการลงทุนที่ซบเซาจะกดให้เศรษฐกิจไทยปีนี้โตได้ไม่เกิน 2.2%

อีกทั้ง หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูงด้วยอัตรา 87.9% ของ GDP โดยนับเป็นอันดับสูงสุดในอาเซียน ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวมากขึ้น ยอดการปล่อยสินเชื่อลดลงเพราะธนาคารกังวลเรื่องหนี้เสีย และอาจกดดันให้ดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้นอีก

แต่ที่น่าห่วงคือภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควรทั้งที่ไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่หันไปประเทศอื่นอย่างมาเลเซีย ส่งผลให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยปีนี้อาจอยู่ที่ราว 37 ล้านคน ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากการที่นักท่องเที่ยวกังวลเรื่องความปลอดภัย จึงทำให้เข้ามาไทยน้อยลง

เศรษฐกิจดิจิทัล อาจเป็นความหวังของไทย

แม้ว่าไทยจะกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากหลายทิศทาง แต่ ธนาคารโลก เผยว่า “เศรษฐกิจดิจิทัล” คือโอกาสสำคัญของไทยในการเร่งการเติบโต โดยประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบพร้อมเพย์ ดิจิทัลวอลเล็ต และโครงการ Digital ID ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

โดยเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยคาดว่ามีมูลค่าราว ๆ 6% ของ GDP ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่เป็นอันดับที่สองในอุษาคเนย์ นอกจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน การชำระเงินดิจิทัล ฟินเทค ซอฟต์แวร์ และวิศวกรรม เป็นกลุ่มที่มีอัตราจ้างงานเติบโตเร็วที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ปัจจุบันประเทศไทย ถือว่ามีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลระดับหนึ่ง เช่น ระบบ Digital ID และพร้อมเพย์ ที่เชื่อมโยงเข้ากับธนาคารได้ทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ระบบ E-payment อย่าง PromptPay ถูกใช้งานแพร่หลาย และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเติบโตของอีคอมเมิร์ซในไทย โดยยอดการซื้อขายออนไลน์ผ่านระบบดิจิทัลเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 10% ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19

ดร. จี อึน ชอย นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสธนาคารโลก กล่าวว่า หากไทยสามารถใช้เทคโนโลยีอย่าง AI และระบบดิจิทัลเพื่อเสริมศักยภาพของธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) ได้ ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนในระยะยาว

และรายงานยังระบุอีกว่า รัฐควรวางแนวทางส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัลให้เข้าถึงได้ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงประชาชนทั่วไป โดยต้องควบคู่ไปกับการวางนโยบายที่คำนึงถึง “ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และการส่งเสริมนวัตกรรม” ไปพร้อมกัน

เพราะหากประเทศไทยสามารถจัดการกับความท้าทายที่มีอยู่ พร้อมวางแนวนโยบายดิจิทัลที่ชัดเจน โปร่งใส และคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ดี ก็จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

เศรษฐกิจดิจิทัลไทยยังเติบโตได้อีก หากสามารถเข้าถึงการศึกษาได้มากกว่านี้

จากการเสวนาในหัวข้อ “เส้นทางดิจิทัลของประเทศไทย” โดย ปฐม อินทโรดม ผู้อำนวยการ สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย, อดิทิพ ภาณุพงศ์ หัวหน้าฝ่าย Industry และ Strategic Partnerships Google ประเทศไทย และดร.จีอึน ชอย นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ด้านดิจิทัลของธนาคารโลก พบว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังนับว่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่นเกาหลีใต้

แม้จะมีบุคลากรที่มีความสามารถ และมีคนไทยที่ใช้บริการดิจิทัลมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่การเข้าถึงความรู้ด้านเทคโนโลยียังน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีวิชาสอนเรื่องเทคโนโลยีหรือ AI อย่างจริงจัง

โดยปฐม ได้ให้ความคิดเห็นว่า “คุณภาพการศึกษาไทยยังตามหลังสิงคโปร์และเวียดนาม โดยเฉพาะด้านทักษะดิจิทัล” พร้อมเสนอให้เร่งลงทุนด้านการศึกษาทางเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มของนักเรียนมัธยมให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีและ AI มากขึ้น

แม้คนไทยจะมีพฤติกรรมการใช้งานเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันสูงมาก แต่การใช้งานจำนวนมากไม่ได้หมายความว่ามีความเข้าใจในเทคโนโลยีอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในระดับที่สามารถพัฒนาหรือสร้างนวัตกรรมได้ เขาย้ำว่า การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนต้องอาศัย “ระบบนิเวศ” ที่ประกอบด้วยทักษะแรงงาน กฎหมาย และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในไทยจะไม่สามารถเกิดขึ้นอย่างเต็มศักยภาพ หากระบบการศึกษายังไม่สามารถปูพื้นฐานด้านเทคโนโลยีได้อย่างรอบด้าน การเรียนรู้เรื่อง AI, การเขียนโปรแกรม, การคิดเชิงระบบ หรือแม้แต่ความเข้าใจเชิงจริยธรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยี ควรเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยม ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่ในสายวิทยาศาสตร์หรือการเรียนเฉพาะทางในระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น

เมื่อทักษะเหล่านี้ถูกส่งต่อให้กับนักเรียน, นักศึกษา ที่เปรียบเสมือนอนาคตของชาติจะช่วยลดช่องว่างระหว่างแรงงานกับเทคโนโลยี เพิ่มโอกาสทางอาชีพ และสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่เข้าใจตลาดโลก ซึ่งเป็นกลไกสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...