โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ศึกชั้น 14 เดือด! หมอไม่ถอย ศาลไม่เงียบ ทักษิณจะรอดหรือร่วง?

สยามรัฐ

อัพเดต 13 มิ.ย. 2568 เวลา 12.03 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 12.00 น.

ในช่วงเดือนมิถุนายน 2568 วงการเมืองไทยได้ถูกเขย่าด้วยสองเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างแยกไม่ออก หนึ่งคือการที่แพทยสภามีมติยืนยันโทษทางจริยธรรมต่อแพทย์ 3 รายที่มีบทบาทในคดี “ตึกชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ” ซึ่งเป็นที่พักรักษาตัวของอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร ขณะต้องโทษจำคุก และอีกหนึ่งคือการที่ศาลฎีกาเริ่มไต่สวนพยานในกรณีดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งตรวจสอบว่า การที่นายทักษิณได้รับการส่งตัวไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลนั้น ชอบด้วยกระบวนการตามกฎหมายและหมายจำคุกหรือไม่

จุดเริ่มต้นของการไต่สวน: เมื่อศาลไม่อาจนิ่งเฉย

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2568 ศาลฎีกานัดไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีที่นายทักษิณ ซึ่งถูกศาลพิพากษาจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551, อม.10/2552 และ อม.5/2551 ได้ถูกส่งตัวไปพักรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจชั้น 14 นานหลายเดือน โดยไม่ได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานของผู้ต้องขังทั่วไป

แม้นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส. ปชป. ผู้ยื่นคำร้องจะถูกศาลยกคำร้อง ด้วยเหตุว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี แต่ศาลฎีกากลับเห็นว่า เรื่องนี้มีมูลที่สมควรตรวจสอบ เพราะอาจเป็นกรณีที่มีการบังคับโทษไม่เป็นไปตามกฎหมาย

ศาลจึงมีคำสั่งส่งสำเนาคำร้องไปยังอัยการสูงสุด, คณะกรรมการ ป.ป.ช., จำเลยในคดี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้ส่งคำชี้แจง และนัดไต่สวนพยานปากต่าง ๆ ในวันที่ 4, 8 และ 15 กรกฎาคม 2568 อย่างละเอียด

มติแพทยสภายืนยัน: จุดยืนที่เปลี่ยนเกม

ก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียว แพทยสภาได้ลงมติยืนยันโทษทางจริยธรรมต่อแพทย์ 3 ราย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลนายทักษิณระหว่างพักรักษาตัว โดยชี้ว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อจรรยาบรรณแพทย์ และไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาชีพอย่างเหมาะสม

ถึงจะมีแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะจากนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่เคยออกตัว “ไม่เห็นด้วย” กับมติดังกล่าว และพยายามเสนอให้ทบทวน แต่คณะกรรมการแพทยสภาก็ยืนกรานเจตนาเดิมโดยไม่เปลี่ยนแปลง

ท่าทีของนายสมศักดิ์ ที่ออกมาปกป้องแพทย์ที่ถูกลงโทษ กลับส่งผลย้อนกลับอย่างรุนแรง ทั้งจากภาคประชาชน กลุ่มแพทย์ และนักวิชาการหลายฝ่ายที่เห็นว่า เป็นการแทรกแซงองค์กรวิชาชีพ และอาจเข้าข่ายเอื้อผลประโยชน์ต่อผู้มีอิทธิพลทางการเมือง

นอกจากนี้ยังถูกตีความว่า การกระทำดังกล่าวอาจมุ่งหวังปกป้องผลประโยชน์ของพรรคการเมืองหรืออดีตผู้นำรัฐบาล มากกว่าจะยึดหลักความยุติธรรมและจรรยาบรรณของระบบราชการ

คดีทักษิณในศาล: จากการเมืองสู่กระบวนการยุติธรรม

ศาลฎีกาเริ่มกระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริง ด้วยพยานปากแรกคือ นายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนจะเรียกพยานรวม 20 ปาก แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

วันที่ 4 กรกฎาคม: กลุ่มแพทย์และพยาบาลของสถานพยาบาลราชทัณฑ์

วันที่ 8 กรกฎาคม: พัสดีเวรและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่ดูแลแทนผู้บัญชาการเรือนจำ

วันที่ 15 กรกฎาคม: กลุ่มผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ และผู้บัญชาการเรือนจำ

การไต่สวนดังกล่าวเป็นสัญญาณว่าศาลกำลังจริงจังกับการตรวจสอบว่า การบังคับโทษต่อผู้ต้องขังที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ และหากพบว่าไม่เป็นธรรม อาจนำไปสู่การดำเนินคดีใหม่ หรือการฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มเติม

รัฐบาลเพื่อไทยและแรงสั่นสะเทือนในสภา

รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยเผชิญแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอก การพยายามช่วยเหลือหรือปกป้องอดีตผู้นำที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรค ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามว่า รัฐบาลนี้กำลังทำเพื่อผลประโยชน์ประชาชน หรือปกป้องกลุ่มคนใกล้ชิดกันแน่

ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชนเตรียมใช้ประเด็นคดีชั้น 14 เป็นหนึ่งในหัวข้ออภิปรายสำคัญในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งถัดไป โดยชี้ว่ารัฐบาลพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และใช้กลไกรัฐช่วยเหลืออดีตนักโทษทางการเมือง

แพทยสภา: ภาพลักษณ์ที่เข้มแข็งในสายตาประชาชน

ในอีกด้านหนึ่ง แพทยสภากลับกลายเป็นองค์กรที่ได้รับคำชื่นชมจากสาธารณชนมากที่สุดองค์กรหนึ่งในช่วงเวลานี้ การยืนหยัดตามหลักวิชาชีพ ไม่เปลี่ยนมติแม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากรัฐมนตรี ถือเป็นจุดยืนที่หายากในสังคมไทย

หลายฝ่ายยกย่องแพทยสภาว่า เป็นตัวอย่างขององค์กรอิสระที่ยึดถือจริยธรรมเหนือผลประโยชน์ และสามารถเป็นต้นแบบให้กับองค์กรวิชาชีพอื่น ๆ ในอนาคต

เส้นทางคดีชั้น 14 จะนำไปสู่อะไร?

การที่ศาลฎีกาเริ่มไต่สวนอย่างเป็นทางการ ประกอบกับมติยืนยันของแพทยสภา ทำให้คดีชั้น 14 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย หากผลการไต่สวนระบุว่ามีการละเมิดกระบวนการทางกฎหมายจริง ย่อมกระทบต่อทั้งชื่อเสียงของนายทักษิณ ภาพลักษณ์ของรัฐบาล และความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรมไทย

นอกจากนี้ยังอาจกลายเป็นต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหม่ หากแรงกดดันนำไปสู่การลาออกของรัฐมนตรี หรือปรับโครงสร้างรัฐบาลเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของพรรคร่วม

ในขณะที่ประชาชนกำลังจับตา คำถามที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ รัฐบาลจะยืนหยัดเพื่อประชาชน หรือจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อรักษาความปลอดภัยของคนในเครือข่ายอำนาจเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด

คำตอบของคำถามนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ที่กระบวนการยุติธรรม และการตัดสินของประชาชนในท้ายที่สุด

#ศาลไต่สวน #คดีทักษิณ #ชั้น14โรงพยาบาลตำรวจ #แพทยสภายืนกราน #สมศักดิ์ร้อน #รัฐบาลเพื่อไทย #ศาลไต่สวน #ยุติธรรมไทย #จริยธรรมวิชาชีพ #ข่าวการเมือง #บทวิเคราะห์การเมืองไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...