โบรกฯ ประสานเสียง PTTGC รับผลบวกจาก Allnex หลังตลาดจีนโตแรง-หนุนกำไรระยะยาว
โบรกฯ ประสานเสียง PTTGC รับผลบวกจาก Allnex หลังตลาดจีนโตแรง-หนุนกำไรระยะยาว
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -13 มิ.ย. 68 16:14 น.
เปิดมุมมองโบรกฯ ต่อหุ้น PTTGC หลังลงพื้นที่ดูโรงงาน Allnex ในจีน พร้อมมองเชิงบวก เหตุหนุนกำไรระยะยาว หลังมีแผนขยายกำลังการผลิตกว่าเท่าตัว ในปี 73 แถมผลกระทบจากสงครามการค้าต่ำ คาดปริมาณขายในจีนเพิ่มเฉลี่ย 6% ต่อปี จะหนุน EBITDA โตเฉลี่ย 6% ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ย 22-24 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ได้พานักวิเคราะห์ไปเยี่ยมชมโรงงาน allnex China Hub ที่เมืองเจียซิง ประเทศจีน ทำให้นักวิเคราะห์ ต่างมีมุมมองเชิงบวก ต่อโรงงานดังกล่าว เพราะในพื้นที่นั้น ถือเป็นฐานการผลิตเรซินสําหรับอุตสาหกรรมเคลือบที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท โดยตั้งอยู่ในประเทศที่เป็นตลาด Coating Resin ใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นกว่า 45% ของตลาดโลก ยังคงมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยราว 5% ต่อปี
โรงงานแห่งนี้ เน้นการผลิตเรซินคุณภาพสูง เช่น เรซินสูตรนํ้า (WB) , UV-curable และ ผลิตภัณฑ์สีเขียวที่ตอบโจทย์ลูกค้าในอุตสาหกรรมรถยนต์โลหะ และ อิเล็กทรอนิกส์ โดยต้องการเทคโนโลยีเฉพาะทาง และ มีความซับซ้อนสูง
ทั้งนี้ allnex มีความได้เปรียบจากการผลิตภายในประเทศ ลดความเสี่ยงจากการส่งออก และ มีฐาน R&D ที่แข็งแกร่ง ทําให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในตลาดที่มีขนาดใหญ่ และ มีศักยภาพสูงอย่างจีน
***บล.บัวหลวง มอง Allnex โตแรงในจีน
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ศูนย์การผลิต Allnex ในจีน (ธุรกิจฝั่ง Specialty Chemicals ของ PTTGC) พบแนวโน้มการเติบโตระยะยาวที่แข็งแกร่ง โดย Allnex ดำเนินธุรกิจ Coating Resins ในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยจีนเป็นตลาดอุตสาหกรรมเคลือบผิวที่ใหญ่ที่สุดในโลก (~45% ของตลาดโลก หรือ ราว 7 ล้านตัน) ขณะที่กลุ่มเป้าหมายของ Allnex ซึ่งเน้นกลุ่ม High-performance มีขนาดตลาดราว 1.8 ล้านตัน และ คาดว่าจะเติบโต 5% CAGR ถึงปี 2571
โดย Allnex China เป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท โดยปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดใน Automotive OEM (12%) และ Industrial metals (11%) พร้อมแผนขยายกำลังการผลิตจาก 5.5 หมื่นตันเป็น 1-1.3 แสนตัน/ปี ภายในปี 2030 แบบ brownfield ที่ใช้งบลงทุนต่ำ ทั้งนี้ Allnex ใช้วัตถุดิบภายในประเทศจีนเป็นหลัก และ ไม่ได้พึ่งพาตลาดส่งออก จึงได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าน้อยมาก
ส่วนการเติบโตของปริมาณขายในจีนที่คาดว่า จะเพิ่มเฉลี่ย 6% ต่อปี จะหนุน EBITDA โตเฉลี่ย 6% ต่อปีในช่วง 2568-2573 โดยคาดว่า EBITDA ปี 2568 จะโต 5% YoY จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 5% YoY โดย Allnex มี EBITDA margin ที่มั่นคงที่ระดับ 11–12% จาก Specialty Chemicals ที่มี margin สูง และ ผันผวนน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป ซึ่งยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 24 บาท
***บล.ลิเบอเรเตอร์ คาดปริมาณขายในจีนโต 6% ต่อปี
บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จํากัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ตลาดจีนมีความสำคัญมากต่อ Allnex และ PTTGC ที่จะเกาะการเติบโตไปกับตลาดนี้ ซึ่งในความผันผวนตลาดจีนยังมีการเติบโตได้ 5% ต่อปี โดย Allnex เน้นตลาดสินค้ามูลค่าเพิ่มมองบวกมากขึ้นต่อ PTTGC หลังจากนี้รอเพียงอุตสาหกรรมฟื้นเป็นตัวสนับสนุน ซึ่ง Allnex เซี่ยงไฮ้ เป็นผู้ผลิตสารเคลือบผิว(coating resins) และ สารเติมแต่งสำหรับงานสถาปัตยกรรม และ อุตสาหกรรมทั่วไปรวมถึงยานยนต์
โดยบริษัทเข้าไปลงทุนในจีนตั้งแต่ปี 1997 มีโรงงานผลิต และ ศูนย์วิจัยพัฒนาสินค้า ซึ่งโรงงานที่ Jiaxing นั้นลงทุนไป 100 ล้านยูโร เริ่มผลิตในปี 2566 โดยในเฟสที่ 1 มี 9 สายการผลิต มีกำลังการผลิต 55,000 ตัน/ ปี และ มีแผนเพิ่มเป็น 100,000-130,000 ตันภายในปี 2573 โดยเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตสูงภูมิภาคหนึ่งในกลุ่ม coating resins ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 40% ของมูลค่าตลาดดังกล่าว โดยเฉพาะจีนเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่สุดในกลุ่ม และ มีอัตราเติบโต 5% ต่อปี รวมถึงมีการลงทุนในไทย และ อินเดียด้วย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตสูงเช่นกัน โดยคาดว่า บริษัทจะมีการเติบโตของปริมาณขายในจีนที่ 6% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม PTTGC ได้เผยถึงแนวโน้มต่อไปว่า ปีนี้คาดผลการดำเนินงานของ PTTGC จะกลับมาดีขึ้น เนื่องจากจากสัดส่วนการใช้อีเทนเพิ่มขึ้น หลังปรับราคาขายขึ้น ซึ่งปกติใช้ 1.5-1.5 ล้านตัน/ ปี แต่เพิ่มการใช้ได้ถึง 2.5 ล้านตัน เป็นจะการซื้อจาก PTT ราว 2 ล้านตัน โดยได้มีการตั้งด้อยค่าเงินลงทุนทั้งหมดไปแล้วในส่วน Vencorex ทำให้ PTTGC ไม่ต้องรับรู้ขาดทุน 5,000 ล้านบาทต่อปี
รวมถึงล่าสุดศาลมีคำสั่งเข้าสู่กระบวนการเลิกกิจการแล้วทำให้จะมีรับรู้กำไรเข้ามาราว 30-40 ล้านยูโรในไตรมาส 2/25 ประกอบกับ ในไทย และ สหรัฐ ยังมีสินทรัพย์ดำเนินงานอยู่ระหว่างรอขาย อีกทั้ง ในส่วนของการทำ asset monetization (แปลงสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดรายได้) มูลค่ารวมราว 30,000 ล้านบาท คาดใช้เวลาในการทยอยขาย เนื่องจากมีสินทรัพย์หลายชิ้น ซึ่งคาดจะใช้เวลาแล้วเสร็จในปีหน้า ทั้งนี้ ได้เห็นศักยภาพในตลาดจีน ซึ่งยังมีการเติบโตดีราว 5% ต่อปี และ เป็นตลาดใหญ่ในเอเชียแปซิฟิก ขณะที่ธุรกิจหลักของ PTTGC นั้นมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับ หลังการปรับโครงสร้างภายใน รวมถึงแผนการในอนาคตหลังจากนี้
สำหรับประเด็นมาตรการภาษีสหรัฐและจีนยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ ขณะที่อุปทานปัจจุบันที่ยังสูง ทำให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อาจยังฟื้นตัวไม่มากตรงนี้จึงเป็นประเด็นที่ต้องตามต่อไป แต่จากความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างจีน-สหรัฐ ก็ถือเป็นปัจจัยบวกต่ออุตสาหกรรม โดบกลยุทธ์การลงทุนในกลุ่มนี้ ยังเน้นเกาะไปกับการฟื้นตัวของราคาผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะล้อไปกับเศรษฐกิจจีน และ การเจรจาการค้า ขณะที่ Valuation ซื้อขายบน P/B25E เพียง 0.4x ทำให้ downside จำกัด และ ให้ราคาเป้าหมาย 22.98 บาท
***บล.ทรีนีตี้ จับตาจีน ดัน "China Hub" เป็นศูนย์กลางเคลือบผิวระดับโลก
บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า Allnex ขยายฐานในจีน ดัน "China Hub" เป็นศูนย์กลางการเติบโตเคลือบผิวระดับโลก ซึ่งอุตสาหกรรมเคลือบผิว (Coating Resins) กําลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะในจีน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลก คิดเป็นสัดส่วนมากถึง45% ของตลาดอุตสาหกรรมเคลือบทั้งหมด allnex ซึ่งเป็นผู้ผลิตเรซินสําหรับอุตสาหกรรมเคลือบชั้นนําระดับโลก จึงเดินหน้าลงทุนอย่างจริงจังใน China Hub ที่เมืองเจียซิง (Jiaxing) เพื่อรองรับการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว
โดยการพัฒนา China Hub ที่เจียซิง คือ หมุดหมายสําคัญของ Allnex ซึ่งเริ่มลงทุนตั้งแต่ปี 2021 ปัจจุบันเฟส 1 เปิดเดินเครื่องแล้ว 9 สายการผลิต กําลังผลิตรวม 55,000 ตัน/ปี และ มีแผนขยายต่อเนื่องไปจนถึงปี 2573 เพื่อรองรับ 15 สายการผลิต รวมกําลังผลิตสูงสุด 130,000 ตัน/ปี โครงการนี้มุ่งผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น เรซินสูตรนํ้าลด VOC , เรซิน UV-curable สําหรับอิเล็กทรอนิกส์และแบตเตอรี่ , Additives และ สารเชื่อมโยงสูตรใหม่นอกจากตอบโจทย์ลูกค้าในจีนแล้วยังตั้งเป้าส่งออกเทคโนโลยีเฉพาะทางไปตลาดโลก โดยอาศัยข้อได้เปรียบด้านต้นทุนและโครงสร้างพื้นฐาน
นอกจากนี้ Allnex ยังมีศูนย์วิจัย 2 แห่งใน Suzhou และ Shanghai เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และ ปรับแต่งสูตรให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในตลาดจีน ทั้งด้านความยั่งยืน (Sustainability) เช่น เรซินชีวภาพ ( Biobased) , สูตรปลอด formaldehyde/tin/cobalt และ การตอบโจทย์วัสดุใหม่ๆ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และ ชิ้นส่วนพลาสติก โดยยังแนะนำ "ซื้อเก็งกำไร" ราคาเป้าหมาย 22.70 บาท
*** บล.ทิสโก้ กังวลการแข่งขันระยะยาว หลังคู่แข่งท้องถิ่นไม่ธรรมดา
บริษัท หลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า เอเชียแปซิฟิกตั้งตำแหน่งเป็นแกนหลักของการเติบโตสำหรับ Allnex ซึ่งในปี 2564 ลงทุนรวม 4.8 พันล้านยูโร (1.48 แสนล้านบาท) โดยถือเป็นหนึ่งในการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทจนถึงปัจจุบันตั้งแต่การเข้าซื้อกิจการ ซึ่งผู้บริหารได้กำหนดให้เอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคการเติบโตที่สำคัญที่สุดของบริษัท และ การมุ่งเน้นเชิงกลยุทธ์นี้สะท้อนถึงศักยภาพระยะยาวของภูมิภาค และ ยังคงเป็นพื้นที่ที่ติดตามอย่างใกล้ชิดสำหรับการพัฒนาในอนาคต
อย่างไรก็ตาม Allnex ได้ระบุศูนย์กลางการเติบโตหลักสามแห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทั้ง จีน อินเดีย และ อาเซียน โดยศูนย์กลางของอาเซียนจะตั้งอยู่ที่ระยอง ประเทศไทย ในบรรดาเหล่านี้จีนยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดและ มีการก่อตั้งมานานที่สุดของ Allnex ซึ่งบริษัทดำเนินการโรงงานผลิต 6 แห่งด้วยกำลังการผลิตรวม 1.5 แสนตันต่อปี แม้ว่าตลาดสีเคลือบอุตสาหกรรมในจีนคาดว่า จะเติบโตในอัตราที่ช้ากว่าเล็กน้อย (CAGR 5% ระหว่าง 2567-2571) เมื่อเทียบกับอินเดีย (8%) และ อาเซียน (6%) โดยจีนยังคงถูกมองว่า เป็นตลาดที่สำคัญที่สุด เนื่องจากขนาดระดับโลก และ มุมมองเชิงบวก Allnex ตั้งใจจะขยายการดำเนินงานในจีนต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่เจียซิง ซึ่งจะกลายเป็นโรงงานผลิตที่ใหญ่ที่สุดในระดับโลกของบริษัท
นอกจากนี้ Allnex ยังคงได้รับการปกป้องส่วนใหญ่จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และ ความตึงเครียดด้านภาษีสหรัฐ-จีน ความยืดหยุ่นนี้เกิดจากการที่บริษัทมีความเสี่ยงน้อยต่อภาคการก่อสร้างจีน และ ฐานลูกค้าที่มีความหลากหลาย ซึ่งลูกค้ากว่า 50% เป็นบริษัทจีนท้องถิ่น โดยความต้องการของลูกค้าสอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศมากกว่า
ทั้งนี้ ยังมีความกังวลเรื่องความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของ Allnex โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่งท้องถิ่นที่มีความคล่องตัว และ ประสิทธิภาพด้านต้นทุนมากขึ้น โดยเชื่อว่าบริษัทเหล่านี้อาจได้รับความได้เปรียบด้านต้นทุนต่อไป และ ก้าวหน้าในด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของ Allnex ยังคงมั่นใจในความสามารถในการสร้างความแตกต่างผ่านคุณภาพผลิตภัณฑ์สูง ความน่าเชื่อถือที่สม่ำเสมอ และ การส่งคุณค่าโดยเน้นลูกค้า นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงข้อได้เปรียบของบริษัทในการรักษาโครงสร้างต้นทุนที่แข่งขันได้ผ่านการประหยัดจากขนาด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมสีเคลือบอุตสาหกรรมมีต้นทุนการเปลี่ยนแปลงสูง ทำให้ยาก และ มีความเสี่ยงสำหรับลูกค้าในการเปลี่ยนผู้จัดหาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบโดยธรรมชาติสำหรับผู้เล่นที่มีชื่อเสียงอย่าง Allnex
ในขณะที่ฝ่านวิจัยได้ติดตามความคืบหน้าการเติบโตที่ Allnex ต่อไป จึงเชื่อว่าการปรับโครงสร้างที่ดำเนินอยู่ที่ PTTGC อาจให้ศักยภาพเชิงบวกต่อกำไร และ สนับสนุนการลดการใช้หนี้ โดยเฉพาะในแง่ของความท้าทายที่กว้างขวางกว่าที่อุตสาหกรรมเคมีโลกกำลังเผชิญ จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ PTTGC ด้วยมูลค่าที่เหมาะสมเท่ากับ 22.00 บาท ซึ่งมีความเสี่ยงด้าน downside หลักที่มาร์จิ้นที่ลดลง และ การเจรจาใหม่ของสัญญาจัดหาก๊าซกับ PTT
เรียบเรียง โดย กรณัช พลอยสวาท
อีเมล์. koranat@efinancethai.comอนุมัติ โดย สุรเมธี มณีสุโข
ดูข่าวต้นฉบับ