โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

วัฒนธรรม'เคลมร่วม' เมื่อเขมรกัมพูชาก็อ้างตำนาน'พระร่วง'เป็นของตัวเอง

The Better

อัพเดต 09 พ.ค. 2568 เวลา 03.34 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2568 เวลา 06.50 น. • THE BETTER

ถ้าผมเป็นทีมงานสร้างภาพยนต์ “พระร่วง มหาศึกสุโขทัย” ผมคงท้อน่าดู

เพราะส่งทีเซอร์ออกมาแป๊ปเดียวก็โดนทัวร์ลงซะแล้ว สาเหตุหลักๆ คือภาพยนต์เรื่องนี้ไปใช้นักแสดงหญิงชาวกัมพูชามาร้บบทเจ้าหญิงยุคเขมรโบราณร่วมสมัยกับ "พระร่วง"

แต่คนไทยจำนวนมากมองว่านักแสดงคนนี้ชอบ "ใส่ชุดไทย" แต่ดันอ้างว่าเป็น "ชุดเขมร" ซึ่งยิ่งเติมเชื้อไฟให้กับวิวาทะเรื่อง "เขมรเคลมไย"

แต่นอกจากรณีนี้ผมยังเห็น "เขมรกัมพูชา" บางคนออกมาเคลมด้วยว่า "ขอบคุณที่โปรโมทประวัติศาสตร์แขมร์ เรื่องพระร่วง"

แน่นอนว่าคนไทยเห็นประโยคนี้ย่อมคิดว่าเขมรเมืองพระนครผู้นี้ "วิปลาศไปแล้วหรือกระไร?"

แต่ผมขออธิบายว่าเธอไม่ได้บ้า เพียงแต่เธอขาดการศึกษา ส่วนคนไทยก็ควรทราบด้วยว่า "พระร่วง" ปรากฎอยู่ในพงศาวดารเขมรเหมือนกัน

ไอ้คำว่า "พงศาวดาร" ที่ว่านี้ไม่ใช่การเรียบเรียงประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบนัก เพราะขาดการระบุศักราช และเนื้อหาอีรุงตุงนังไปหมด แต่ก็สามารถเรียบเรียงให้เป็นวิทยาศาสตร์ได้ ซึ่งประเทศไทยทำแบบนั้น แต่เขมรไม่ทำ แถมยังนิยมสร้างความ "แฟนตาซี" ให้กับประวัติศาสตร์ให้หนักขึ้นไปอีก

"เรื่องพระร่วง" ปรากฏอยู่ในพงศาวดารประเภท "ตำนาน" ทั้งของไทยและกัมพูชา ของไทยนั้นอยู่ใน "ประชุมพงศาวดาร" อันเป็นหนังสือชุดที่รวบรวมประวัติศาสรตร์ของไทย ในชื่อ "เรื่องพระเจ้าปทุมสุริวงศ สร้างพระนครวัด นครธม" และ "พงศาวดารเหนือ"

ส่วนของกัมพูชาเรื่องพระร่วงอยู่ใน "พงศาวดารวัดโกกกาก" (ពង្សាវតារវត្ដកោកកាក) เล่าเรื่องพระร่วงเถลิงอำนาจขึ้นมาในแผ่นดินสยาม จากนั้นก็แข็งข้อต่อพระปทุมสุริวงศ์กษัตริย์เมืองพระนคร หรือเขมรโบราณ พระปทุมสุริวงศ์จึงสั่งให้ "เตโชดำดิน" (តេជោតំឌិន) หรือ "เจ้าพระยาเตโชเจรกเดย" (ចៅពញាតេជោជ្រែកដី) ตามล่าพระร่วง จนกลายเป็นเป็นตำนาน "ขอมดำดิน" ในฝ่ายไทย เพราะเมื่อเตโชดำดินได้ทำการ "ดำดิน" มาถึงสุโขไทยแล้วก็ถูกพระร่วงสาปให้เป็นหินอยู่ตรงนั้น ไม่สามารถขยับเขยื่อนขึ้นมาจับพระร่วงไปส่งเมืองเขมรได้

ในตำนานเขมรนั้นเรียกขอมดำดินเป็นถึงพระยา และมีฉายาว่า "เจรกเดย" คือ ดำดินหรือขุดดิน

เอาเพียงเท่านี้ก็แสดงให้เห็นว่าไทยและเขมรมีตำนวนร่วมกัน ทั้งพระร่วง (ที่เขมรเรียกเหมือนกันว่า ព្រះរោង) และขอมดำดิน ที่เขมรเรียกว่า เจ้าพระยาเตโชเจรกเดย

ตัวละครสำคัญที่เหมือนกันอีกคือ "พระปทุมสุริวงศ์" ในตำนานไทยนั้นเรียกว่า "พระเจ้าพันธุมสุริยวงษ์" ก็มี และเรียก "พระปทุมสุริวงศ์" สถานะตรงกันคือเป็นผู้ปกครงเมืองพระนคร และมีอำนาจสั่งให้เมืองบริหารส่งบรรณาการไปให้เมืองพระนคร ใน"เรื่องพระเจ้าปทุมสุริวงศ สร้างพระนครวัด นครธม" ระบุว่า "เมืองสุโขไทยไปส่งส่วยน้ำ เมืองตลุงส่งส่วยไหม เมืองละโว้ส่งส่วยปลาแห้ง"

ในตำนานไทยที่ปรากฏในพงศาวดารเหนือระบุว่า "นายร่วง" เป็นบุตรของนายคงเคราซึ่งมีหน้าที่ส่งน่้ำจากทะเลชุบศรในเมืองละโว้ (ลพบุรี) ไปให้เมืองพระนคร คาดว่าน้ำทะเลชุบศรอาจเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในพิธีกรรม (เหมือนดั่งชื่อ "ชุบศร" ที่แสดงถึงพิธีการบางอย่าง)

ปกติการขนส่งน้ำจะต้องใช้ "ลุ้ง" หรือโอ่งดินเผาขนาดกลางๆ แต่นายร่วงเห็นว่าลุ้งมันหนักไป จึงสาน "ชลอม" เอามาขนน้ำ พอใส่น้ำน้ำก็ไม่รั่ว (ชะรอยวาคงจะชันยาเอาไว้) พวกเขมรและไทยเห็นเป็นอัศจรรย์ก็กล่าวโจษจรรกันไป จนถึงมืองพระนคร ครั้นพระปทุมสุริวงศ์เห็นแลเวก็ตกพระทัย คิดว่าคนมีบุญมาเกิดจะโค่นล้มเรา จึงทรงสั่งให้กองทัพตามไล่ล่านายร่วงรมถึงส่งขอมดำดินไปด้วย นายร่วงหนีไปบวชเป็นพระที่สุโขไทย เลยได้ชื่อว่า "พระร่วง" พอขอมดำดินตามไปถึงก็ถูกพระร่วงซึ่งมีวาจาสิทธิ์สาปให้กลายเป็นหินดังที่กล่าวไว้

ในพงศาวดารเหนือของไทยกล่าวว่า "พระพุทธศักราช 1502 ปี เจ้าเมืองศุโขไทยทิวงคต เสนาบดีประชุมกันว่า วงษานุวงษ์ไม่มีแล้วเราจะเห็นผู้ใดเล่า เห็นแต่พระร่วงบวชอยู่วัด ก็เห็นด้วยอยู่พร้อมกัน จึงเสนากรมการพร้อมกันไปวัดอัญเชิญพระร่วงเจ้าลาผนวชแล้ว รับพระร่วงเข้ามาครองกรุงศุโขไทย"

เรื่องในพงศาวดารเหนือของไทยจบลงเท่านี้ แต่ในบันทึก "เรื่องพระเจ้าประทุมสุริวงษ
สร้างพระนครวัด นครธม" ในประชุมพงศาวดารเล่าต่อไปว่า "พระเจ้าประทุมสุริย์วงษ์ตรัสว่า ไม่ให้เอาน้ำไปส่ง แล้วเหตุใดจึ่งให้พระยาเดโชดำดินมาจับเราเล่า เราจะยกกองทัพไปจับพระเจ้าประทุมสุริย์วงษ์บ้าง จึ่งตรัสสั่งให้เกณฑ์พวกพลโยธาเปนอันมากยกจากเมืองสุโขไทยไปถึงเมืองเสียมราบจนถึงพระนครธม พระเจ้าประทุมสุริย์วงษ์ทรงทราบจึ่งตรัสสั่งว่า ให้พระร่วงมาเปิดประตูพระนครเทิญ พระเจ้าร่วงจึ่งยกพลไปเปิดประตูเมืองไม่ได้ พระเจ้าประทุมสุริย์วงษ์เหนว่า พระเจ้าร่วงเปิดประตูเมืองไม่ได้แล้ว จึ่งตรัสว่า เราจะให้ประตูเปิดเองให้พระเจ้าร่วงเข้ามาเฝ้าเราให้จงได้ พระเจ้าประทุมสุริย์วงษ์ตรัสดังนั้นแล้วจึ่งตรัสว่า ประตูเปิดเสียให้พระยาร่วงเข้ามาเฝ้าเรา ประตูก็เปิดออกในทันใดนั้น พระเจ้าร่วงกับพวกพลไทยทั้งปวงกลัวพระเดชานุภาพกราบถวายบังคมชมพระบารมีพระเจ้าประทุมสุริย์วงษ์ตั้งแต่พระนครธม นครวัด จนถึงเมืองเสียมราบ จึ่งได้ชื่อว่า เสียมราบ "

ตำนานเรื่องนี้มีข้อสังเกต คือ มีคำว่า "เสียมราบ" หรือสยามแพ้ราบคาบ และเอ่ยถึงเดชานุภาพของพระเจ้าประทุมสุริย์วงษ์ต่อพระร่วง เห็นได้ชัดว่านำเนื้อหามาจากกัมพูชาแม้จะอยู่ในประชุมพงศาวดารของไทยก็ตาม ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพราะประชุมพงศาวดารของไทยไม่ได้มีแต่พงศาวดารไทย แต่นพงศาวดารของประเทศเพื่อนบ้านมารวมไว้ด้วย ฃ

ในตำนานเรื่องพระปทุมสุริวงศ์มีเหมือนไทยเรื่องพระร่วง "แข็งเมือง" และส่งกองทัพรบที่เมืองพระนคร แต่มักจะจบลงที่ฝ่ายพระร่วงแพ้ต่อพระปทุมสุริวงศ์ เช่น ตำนานเรื่อง "เสียมราบ" ที่ใช้เรียกเมืองพระนคร คือนครวัด นครธม และเป็นชื่อจังหวัดในปัจจุบัน

แต่นักประวัติศาสตร์ไม่ชื่อว่า "เสียมราบ" มาจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้ เพราะไม่มีเหตุที่สยามหรือไทยจะมาแพ้ที่นี่ ตรงกันข้ามเมืองพระนครต่างหากที่ถูกกองทัพสยามบุกรุกจนสิ้นเมืองมาแล้วในศตวรษที่ 14

นี่เป็นลักษณะหนึ่งของพงศาวดารกัมพูชาที่มักจะบันทึก "ความเหนือกว่า" ของฝ่ายตน แม้ว่าจะขัดต่อพงศาวดารไทยและบันทึกอื่นๆ ก็ตาม ในกรณีของเรื่องพระร่วงในตำนานไทยไม่มีว่าทรงไปบุกเมืองเขมรแล้ว "ถูกปราบ" โดยพระเจ้าปทุมสุริยวงษ์

จะขอยกตัวอย่าง "เรื่องพระร่วงแพ้เขมร" ดังนี้

"ครั้งแรก "พญาร่วง" (ញារោង) เดินทางไปกัมพูชาอย่างลับๆ โดยนำกองทัพเล็กๆ และดาบสองเล่มซ่อนอยู่ในตัวไปด้วย เมื่อมาถึงพระมหานคร พญาร่วงก็ปลอมตัวและเดินตรงเข้าไปในพระราชวัง ในเวลานั้น ขุนนาง เสนาบดี ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งมนุษย์และนาค ต่างมารวมกันในพระราชวัง รอแสดงความเคารพและเข้าเฝ้าพระปทุมสุริยวงศ์ ผู้ซึ่งประทับบนบัลลังก์ พระองค์ตรัสว่า “มีคนแปลกหน้ามาที่นี่หรือไม่?” ขุนนางและเสนาบดีทุกคนตอบพร้อมกันว่าไม่เห็นคนแปลกหน้าเลย กษัตริย์ตรัสต่อไปอย่างเสียงดัง “ชาวสยาม มาที่นี่ด้วยใจที่กล้าหาญเช่นนี้ เหตุใดเจ้าจึงมาที่นี่” พญาร่วง ซึ่งใช้วิชากำบังกายอยู่จึงตกใจกลัวและทิ้งดาบทั้งสองเล่มจากมือ พญาร่วงพยายามใช้วาจาสิทธิ์ของตนแต่ก็ไร้ผล ในขณะนั้น พญาร่วงรู้ดีว่าอำนาจอันยิ่งใหญ่ของตนไม่อาจเอาชนะพระปทุมสุริยวงศ์ ทันใดนั้น กษัตริย์ก็ลงจากบัลลังก์ ชักดาบออกมา และเดินเข้ามาหาพญาร่วง เพื่อสังหารเขา พญาร่วงรู้ว่าตนไม่มีทางออก จึงคุกเข่าลงและกราบขอการอภัยจากพระปทุมสุริยวงศ์ พระปทุมสุริยวงศ์ ก็ยอมอภัยให้และปล่อยให้พญาร่วงมีชีวิตอยู่ โดยกล่าวว่า “ไม่จริงเลยที่เจ้ามีอานุภาพมากขนาดนั้น!” จากนั้น พญาร่วงก็กราบทูลต่อกษัตริย์เขมร และเดินทางกลับสยาม แต่ในใจของพญาร่วงไม่เคยยอมจำนนต่อกษัตริย์เขมร พญาร่วง ยึดมั่นในใจว่า สักวันหนึ่ง เขาจะลอบสังหารและสังหารกษัตริย์เขมร และยึดเอาทรัพย์สินของราชวงศ์มาให้จงได้" (ความตอนนี้เรียบเรียงจากเรื่อง បទុមសុរិយវង្ស ภาคภาษเขมรในวิกิพีเดีย)

"ครั้งที่สอง พญาร่วงถือโอกาสนี้เตรียมตัวและบริวารเดินทางไปมหานครเพื่อลอบสังหารกษัตริย์เขมร วันนั้น พระปทุมสุริยวงศ์พร้อมด้วยพระขรรค์เสด็จลงมายังลานพระราชวังเพื่อเล่นสนุก พญาร่วงใช้พละกำลังมหาศาล ขี่ช้างใหญ่ แล้วปลอมตัวขี่เข้าพระราชวังหมายจะไปเหยียบย่ำฆ่ากษัตริย์ต่อหน้า ผู้นำกองทัพไม่เห็นพญาร่วง แต่พระปทุมสุริยวงศ์ ผู้มีนัยน์ตาเทพ มองเห็น พระองค์โกรธมาก ร้องตะโกนว่า “ชาวสยามคนนี้ดูหมิ่นเราเกินไปแล้ว! เขาคิดว่าอำนาจของเขายิ่งใหญ่ ครั้งนี้ เราจะไม่ทนอีกต่อไป!” พญาร่วงพยายามกล่อมช้างให้โจมตีเร็วขึ้นและไปฆ่ากษัตริย์เขมร แต่เมื่อถึงเบื้องหน้าของพระปทุมสุริยวงศ์ ช้างก็หยุดและคุกเข่าลงเพื่อถวายบังคม เมื่อไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จตามที่ต้องการได้ พญาร่วงก็ตกใจมาก จึงกระโดดลงจากหลังช้างและกราบทูลต่อกษัตริย์ขอให้อภัยและปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ พญาร่วงประกาศอย่างจริงจังว่าจากนี้ไป เขาจะไม่กล้าดูหมิ่นพระปทุมสุริยวงศ์อีกต่อไป พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ ซึ่งทรงทราบประวัติของพญาร่วง และความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างพระองค์ในฐานะพระอนุชา ก็ทรงเต็มใจที่จะให้อภัยพระองค์และมอบที่ดินบางส่วนให้แก่พระองค์ด้วย" (ความตอนนี้เรียบเรียงจากเรื่อง បទុមសុរិយវង្ស ภาคภาษเขมรในวิกิพีเดีย)

ในตอนนี้มีเรื่องน่าสงสัยเรื่องหนึ่ง คือ พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ทราบว่าพญาร่วงเป็นพระอนุชน เรื่องนี้ต่างจากตำนานไทยและตำนานส่วนใหญ่ของเขมรโดยสิ้นเชิง แต่ไปปรากฏในการสืบวงศ์ของพระเจ้าปักษีจำกรง ของ "คณะกรรมการตระเตรียมพงศาวดารเขมร" (គណៈកម្មការៀបចំពង្សាវតារខ្មែរ) ซึ่งประกอบด้วยสมเด็จพระสังฆนายก (เตียง) และสมเด็จพระสังฆนายก (ปาน) เป็นสมาชิกในการประชุม ระบุว่า พระเจ้าปักษีจำกรง มีพระราชโอรสนามว่าพระปทุมวรวงส์ (បទុមវរវង្ស) กษัตริย์นี้เสด็จไปที่ตวลบาสานต์แล้วตกหลุมรักกับนางนาคลูกพญานาค เกิดลูกกด้วยกันสองคน คือ พญาร่วง (ซึ่งมีวาจาสิทธิ์) และ พระปทุมสุริยวงษ์ซึ่งมีตาทิพย์

ตำนานพระร่วงที่เกิดจากนางนาคนี้ก็มีเหมือนกันในไทย คือในใน "จุลยุทธการวงศ์ ความเรียง" ที่แต่งโดยอ สมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กล่าวถึงพระร่วงเกิดแต่นางนาคกับพระเจ้าศรีธรรมโศกราช

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการมีตำนานร่วม แต่เล่ากันคนละเรื่องเดียวกันระหว่างไทยกับเขมร

ส่วนเรื่องพระปทุมสุริยวงษ์นั้นยังมียืดยาวต่อไปในตำนานฝ่ายเขมร ใน "พงศาวดารวัดตึกวิล" (ពង្សាវតារវត្ដទឹកវិល) กล่าวถึงพระปทุมสุริยวงษ์ เป็นพระราชโอรสของพระอาทิตยวงษ์ พระปทุมสุริวงศ์มีพระชายาชื่อนางปทุมเกสร มีโอรสด้วยกันสององค์ องค์หนึ่งชื่อ พญาราช (ពញារាជ) พญาราชผู้นี้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งพระปทุมสุริยวงษ์จากพระราชบิดา ซึ่งหมายความว่า "พระปทุมสุริยวงษ์ " ไม่ใช่พระนาม แต่เป็นราชทินนามของกษัตริย์มากกว่า

จาก "คำบอกใบ้" จะนำไปสู่เรื่องที่วิเคราะห์ต่อไปในภายภาคหน้าเกี่ยวกับ "ปฐมวงศ์แห่งกรุงศรีอยุธยา"

บทความทัศนะโดยกรกิจ ดิษฐาน บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...