28 มิถุนายน: ประชาชนลุกขึ้น เมื่อรัฐบาลไม่ยอมยืน!
การชุมนุมในวันที่ 28 มิถุนายน ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิกำลังกลายเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดว่า ประชาชนไม่เชื่อมั่นในรัฐบาล อีกต่อไป โดยเฉพาะในยามที่ประเทศเผชิญ วิกฤตศักดิ์ศรีจากการแทรกแซงเชิงสัญลักษณ์ของผู้นำต่างชาติ
คลิปเสียงระหว่าง แพทองธาร ชินวัตร กับ สมเด็จฮุนเซนไม่ใช่แค่บทสนทนาเบื้องหลัง แต่คือ หมุดหมายของความอับอายระดับชาติที่เผยให้เห็นความใกล้ชิดซึ่งล้ำเส้น และการใช้ถ้อยคำที่ประชาชนจำนวนมากมองว่า “ไม่เหมาะสม”กับฐานะนายกรัฐมนตรีไทย
คำพูดว่า “อยากได้อะไรบอก เดี๋ยวจัดการให้”ไม่ใช่แค่คำพูดธรรมดาในทางการทูต แต่มันคือ คำมั่นที่ประชาชนไม่ยอมรับและยิ่งทำให้เกิดคำถามใหญ่ว่า ถ้าไม่มีคลิปนี้หลุดออกมาเราจะได้รู้ไหมว่ามีการสัญญาอะไรบางอย่างถูกให้ไว้กับอดีตผู้นำกัมพูชา
นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง ความผิดพลาดของการสื่อสารแต่เป็นเรื่องของ ความไม่โปร่งใสในการใช้อำนาจในเรื่องสำคัญระดับประเทศ ที่ประชาชน ไม่มีโอกาสรับรู้และไม่เคยมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ
เมื่อคลิปเสียงหลุดออกมา สิ่งที่ประชาชนรอคือ ท่าทีเด็ดขาดจากรัฐบาลแต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็น แถลงการณ์ที่หน่อมแน้มน้ำเสียงเกรงใจ และความพยายามเลี่ยงไม่เอ่ยชื่อ “ฮุนเซน”อย่างชัดเจน
แม้ กระทรวงการต่างประเทศจะมีการออกหนังสือและแถลงการณ์ รวมถึงมาตรการเชิงรุก เช่นการส่งสัญญาณไม่ยอมรับแผนที่ 1:200,000 และการติดตามความเคลื่อนไหวของฝั่งกัมพูชาอย่างใกล้ชิดผ่านฝ่ายความมั่นคง
แต่สิ่งที่ประชาชนตั้งคำถาม คือ หากไม่มีคลิปเสียงนี้หลุดออกมาจะมีการตอบโต้หรือแสดงท่าทีชัดเจนเช่นนี้หรือไม่ หรือแท้จริงแล้ว รัฐบาลจะเดินเกมตามความต้องการของฮุนเซนอย่างเงียบ ๆ จนจบ โดยไม่เคยบอกประชาชนว่ามีการ “ตกลงกัน”อะไรไว้บ้างในการเจรจานอกระบบ
ประชาชนไม่โง่พวกเขาไม่ได้กล่าวหาว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย แต่สิ่งที่พวกเขาโกรธคือ รัฐบาลทำเพราะถูกเปิดโปงไม่ใช่เพราะเชื่อในศักดิ์ศรีของประเทศ
และยิ่งรัฐบาลพยายามเบี่ยงเบนว่าเรื่องนี้เป็นแค่ “เรื่องส่วนตัว”หรือเป็นเพียง “มิตรภาพทางการเมืองที่เข้าใจผิด”ก็ยิ่งตอกย้ำว่า รัฐบาลนี้ไม่มีความกล้าทางการเมืองเพียงพอจะยืนหยัดแทนคนทั้งชาติ
ประชาชนจำนวนมากยังเชื่อมั่นใน “รัฐ” โดยเฉพาะกองทัพไทยที่ยังคงรักษาชายแดน ตรวจสอบแผนที่ และติดตามความเคลื่อนไหวอย่างแข็งขันในขอบเขตอำนาจของตน แต่รัฐบาลในฐานะ “ฝ่ายบริหาร”กลับล้มเหลวในการใช้ “เสียงของชาติ”เพื่อตอบโต้การแทรกแซงอย่างจงใจจากฝั่งกัมพูชา
การชุมนุมวันที่ 28 มิถุนายน จึงมีจุดมุ่งหมาย 3 ประการ ประการแรก กอบกู้ศักดิ์ศรีชาติไทยที่ถูกย่ำยีจากคำพูดในคลิปเสียง
ประการที่สองเรียกร้องให้นายกแพทองธารลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง
ประการสุดท้าย ให้กำลังใจกองทัพไทยที่ยังยืนหยัดเป็นปราการของอธิปไตย ในขณะที่รัฐบาลชุดนี้ ถดถอยและอ่อนแอ
ดังนั้น การชุมนุมในวันที่ 28 มิถุนายนจึงไม่ใช่แค่การกดดันให้รัฐบาลรับผิดชอบอย่างหลวมๆแต่คือ การแสดงพลังของประชาชนอย่างชัดเจนเพื่อให้นายกแพทองธารต้องแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการลาออกโดยเร็ว
ในวันที่ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลไม่กล้ายืน พวกเขาจึงต้องลุกขึ้นยืนแทน
ในวันที่รัฐบาลไม่กล้าเอ่ยชื่อศัตรูของประเทศ ประชาชนจะพูดแทน
ในวันที่แถลงการณ์จากรัฐบาลเต็มไปด้วยความกลัว ประชาชนจะใช้การเดินขบวนเป็นแถลงการณ์แทน
และนี่ไม่ใช่ การต่อต้านรัฐไม่ใช่ความเคลื่อนไหวโค่นล้มสถาบันใด แต่คือ การประกาศว่าอธิปไตยไทยไม่อาจต่อรองลับหลัง
ถ้ารัฐบาลยังคิดว่า “ไม่พูด” จะทำให้เรื่องเงียบถ้ายังหวังว่า “ประวิงเวลา” จะทำให้ประชาชนลืมประชาชนก็จะตอบด้วยการ “ยืนให้เห็น”ว่าประเทศนี้ยังมีคนที่ไม่ลืม และ ไม่ยอมจำนน
28 มิถุนายนจึงไม่ใช่เพียงวันนัดรวมพลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือ วันของคนไทยที่ต้องการผู้นำที่ยืนแทนประเทศ ไม่ใช่ยืนแทนตระกูล
และเมื่อ รัฐบาลไม่ยอมยืนประชาชนก็จะลุกขึ้นยืนแทน เพื่อชาติ เพื่อศักดิ์ศรี และเพื่ออนาคตของประเทศ.